🔄 อัปเดตล่าสุด 21 มิ.ย. 2026
ขบวนรถไฟลอยน้ำเป็นทริปนำเที่ยวพิเศษของการรถไฟฯ ออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ตอนเช้า วิ่งผ่านนาข้าวและทุ่งกว้างขึ้นมาทางสระบุรี–ลพบุรี ก่อนแล่นบนสันเขื่อนยาวที่สุดของไทย จุดที่คนรอคือช่วงรถจอดให้ชมวิว กลางเขื่อน ประมาณ 30 นาที ลงไปถ่ายรูปริมรางที่มีน้ำขนาบสองข้างได้ เป็นภาพที่เห็นแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาเรียกรถไฟลอยน้ำ
ช่วงไหนถึงจะได้เห็น "ลอยน้ำ" จริง
หัวใจของทริปนี้คือจังหวะน้ำในอ่างเก็บน้ำ ถ้ามาผิดฤดู น้ำลด ก็จะเห็นแค่รางวิ่งบนพื้นแห้ง ไม่ลอยน้ำ ขบวนพิเศษเลยเปิดเฉพาะปลายฝนต้นหนาวที่น้ำเต็มอ่างพอดี โดยทั่วไปคือ พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ วิ่งเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ซีซันล่าสุดเปิดประมาณ พ.ย. 2568 ยาวถึง ก.พ. 2569 ช่วงต้นฤดู (พ.ย.–ต้น ธ.ค.) น้ำมักเต็มสุด ภาพลอยน้ำชัดที่สุด
เช็กก่อนจอง
วันเดินรถเปลี่ยนทุกปี และบางสัปดาห์เต็มเร็วมาก ก่อนวางแผนให้เช็กตารางและวันที่เปิดวิ่งล่าสุดจากเพจการรถไฟฯ หรือระบบ D-Ticket อีกรอบ อย่ายึดวันจากปีก่อน
จองกิจกรรมในแผนเที่ยว ลพบุรี ล่วงหน้า
จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide มักได้ราคาดีกว่าหน้างานและไม่ต้องต่อคิว เลือกเฉพาะกิจกรรมที่อยากทำจริง ๆ ราคาและที่ว่างดูสด ๆ ได้ในแต่ละเว็บ
ตารางรถและราคาตั๋ว
ขบวนเป็นแบบไปเช้าเย็นกลับในวันเดียว ไม่ต้องค้าง เวลาคร่าว ๆ ของซีซันล่าสุดเป็นแบบนี้ (อาจขยับเล็กน้อยในแต่ละปี)
- ขาไป — ออกสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ราว 06.00 น. ถึงจุดชมวิวกลางเขื่อนราว 09.20 น. และถึงที่หยุดรถเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ราว 10.35 น.
- ขากลับ — ออกจากเขื่อนราว 15.30 น. ถึงหัวลำโพงราว 18.50 น.
- รถธรรมดา ชั้น 3 (พัดลม) — ไป-กลับ ราว 350 บาท เป็นตัวเลือกยอดนิยมและเปิดหน้าต่างถ่ายรูปได้
- รถปรับอากาศ (OTOP / JR-WEST) — ไป-กลับ ราว 620 บาท นั่งสบายกว่าแต่กระจกปิด ถ่ายรูปผ่านกระจก
- ตู้เปิดโล่ง (open-air) — ราว 200 บาท มีจำนวนจำกัด ขายหน้างานวันเดินรถเท่านั้น
อยากได้ภาพลอยน้ำสวย
ถ้าตั้งใจถ่ายรูป เลือกชั้น 3 พัดลมหรือตู้เปิดโล่งจะเปิดหน้าต่างยื่นกล้องได้ ดีกว่าตู้แอร์กระจกปิด และนั่งฝั่งที่หันออกอ่างเก็บน้ำตอนรถขึ้นสันเขื่อน
ถึงเขื่อนแล้วทำอะไรได้บ้าง
ช่วงที่รถจอดให้เที่ยวบริเวณเขื่อน (ราว 10.35–15.30 น.) มีเวลาเดินเล่นพอสมควร รอบหัวงานเขื่อนมีหลายอย่างให้แวะ
จุดชมวิวสันเขื่อน + นั่งรถราง
รถรางนำเที่ยววิ่งบนสันเขื่อนไป-กลับ ใช้เวลารอบละราว 40 นาที เปิดราว 08.00–17.00 น. นั่งรับลมชมวิวอ่างเก็บน้ำได้ยาว ๆ
พิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก
เล่าเรื่องประวัติ สิ่งแวดล้อม และการสร้างเขื่อน มีหอคอยเฉลิมพระเกียรติให้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงของอ่างเก็บน้ำ
ทุ่งทานตะวัน
ช่วงปลายปีรอบเขื่อนแถบ อ.พัฒนานิคม มีทุ่งทานตะวันบาน ค่าเข้าสวนราว 20 บาท เหมาะถ่ายรูปช่วงสายถึงบ่ายแก่
ของกินริมเขื่อน
บริเวณหัวงานเขื่อนและตลาดชุมชนมีร้านอาหารและของกินของกลุ่มชาวบ้านขายระหว่างวัน เด่นเรื่องปลาแม่น้ำสด ๆ จากอ่างเก็บน้ำ กับของทอดของย่างกินเล่นรองท้องก่อนขึ้นรถกลับ
- ปลาเผา / ปลาทอด — ปลาแม่น้ำจากอ่างเก็บน้ำ ร้านริมเขื่อนหลายเจ้าทำสด เป็นเมนูที่คนสั่งกันมากที่สุด
- ต้มยำ–ลาบปลา — รสจัดกินกับข้าวสวยร้อน ๆ อิ่มกำลังดีก่อนเดินทางไกล
- ของกินเล่นตลาดชุมชน — ข้าวโพดต้ม กล้วยปิ้ง ของทอด และของฝากกลุ่มแม่บ้าน ราคาย่อมเยา
แพลน A — ไปเช้าเย็นกลับ วันเดียว
เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวรถไฟลอยน้ำตรง ๆ ไม่ต้องค้าง ทั้งหมดอยู่ในขบวนเดียว
กรุงเทพฯ → เขื่อนป่าสัก → กรุงเทพฯ
แพลน B — 2 วัน 1 คืน ค้างลพบุรีให้คุ้ม
ถ้ามาไกลทั้งที อยากได้ลพบุรีเต็ม ๆ ให้ลงค้างหนึ่งคืนแล้วเที่ยวเมืองเก่ากับลิงต่อ แต่มีข้อควรรู้คือขบวนรถไฟลอยน้ำเป็นแบบไปเช้าเย็นกลับ ขากลับลากกลับกรุงเทพฯ เลย ถ้าจะค้างลพบุรี แพลนนี้เหมาะกับคนที่ขับรถมาเอง หรือใช้รถไฟปกติสายเหนือมาลงลพบุรี แล้วเที่ยวเขื่อนเองโดยไม่อิงขบวนพิเศษ
เขื่อนป่าสัก + ทุ่งทานตะวัน
เมืองเก่า–ลิง–คาเฟ่
เตรียมตัวก่อนไป
- จองล่วงหน้า — ตั๋วรถไฟลอยน้ำเปิดขายก่อนซีซันและเต็มเร็ว จองผ่าน D-Ticket หรือสถานีรถไฟทันทีที่เปิด
- กันแดด — บนสันเขื่อนและทุ่งทานตะวันแดดแรง เตรียมหมวก ครีมกันแดด และน้ำดื่ม
- กล้อง/มือถือชาร์จเต็ม — ช่วงจอดกลางเขื่อนถ่ายได้รัว ๆ แบตหมดง่าย พกพาวเวอร์แบงก์ไปด้วย
- เงินสด — ร้านริมเขื่อนและสวนทานตะวันส่วนใหญ่รับเงินสด เตรียมแบงก์ย่อยไป
- เผื่อเวลาขากลับ — ขบวนถึงหัวลำโพงค่ำราว 18.50 น. วางแผนการเดินทางต่อไว้ล่วงหน้า
อยากได้ทริปลพบุรีเต็มรูปแบบ ทั้งเมืองเก่า ลิง และของกิน
ดูคู่มือเที่ยวลพบุรี →