🔄 อัปเดตล่าสุด 21 มิ.ย. 2026
พอพูดถึงที่เที่ยวอุดรธานี คนส่วนใหญ่นึกถึงทะเลบัวแดงกับคาเฟ่ในเมืองก่อน แต่ถ้าอยากเห็นมุมที่คนยังไปไม่ทั่วและมีเรื่องเล่ายาวเป็นพันปี อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท คือที่ที่ควรเผื่อเวลาไป ตั้งอยู่บนภูเขาหินทรายในอำเภอบ้านผือ ห่างจากตัวเมืองราว 55–60 กิโลเมตร ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่นี่รวมทั้งธรณีวิทยา โบราณคดี ศาสนา และตำนานพื้นบ้านไว้ในที่เดียว
สิ่งที่ทำให้ภูพระบาทเด่นคือหินทรายก้อนมหึมาที่ถูกลม ฝน และกาลเวลากัดเซาะจนเป็นรูปทรงแปลก บางก้อนคล้ายดอกเห็ด บางก้อนเป็นเพิงหินยื่นออกมาเหมือนหลังคา คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช้เพิงหินเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ประกอบพิธี ทิ้งภาพเขียนสีไว้บนผนัง พอถึงยุคทวารวดีก็มีการปักใบเสมาหินล้อมรอบทำเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งวัฒนธรรมสีมาที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ภูพระบาทคืออะไร ทำไมเป็นมรดกโลก
ภูพระบาทเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในความดูแลของกรมศิลปากร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,400 ไร่ บนภูเขาหินทรายที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ภายในพบร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ต่อเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านสมัยทวารวดี ลพบุรี ล้านช้าง มาจนสมัยรัตนโกสินทร์ มีแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานกระจายอยู่หลายสิบจุด
จุดที่ทำให้ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คือร่องรอย วัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี ภูพระบาทมีใบเสมาหินปักล้อมรอบเพิงหินและลานหินจำนวนมาก แสดงการกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาที่ครบถ้วนและต่อเนื่องอย่างหาที่อื่นเทียบยาก องค์การ UNESCO จึงประกาศขึ้นทะเบียนภูพระบาทเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2567 (ค.ศ. 2024) นับเป็นมรดกโลกแห่งที่ 8 ของไทย แหล่งวัฒนธรรมลำดับที่ 5 และเป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของอุดรธานีต่อจากบ้านเชียง
อยากเที่ยว อุดรธานี ให้สนุกขึ้น? จองทัวร์ & กิจกรรม
จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide มักได้ราคาดีกว่าหน้างานและไม่ต้องต่อคิว เลือกเฉพาะกิจกรรมที่อยากทำจริง ๆ ราคาและที่ว่างดูสด ๆ ได้ในแต่ละเว็บ
หินทรายรูปแปลกและเพิงหินที่ต้องดู
เสน่ห์ของภูพระบาทที่เห็นด้วยตาทันทีคือก้อนหินทรายรูปทรงประหลาด หลายก้อนถูกตั้งชื่อตามตำนานนางอุสา-ท้าวบารส เดินตามเส้นทางในอุทยานจะเจอจุดเด่นเรียงต่อกัน
- หอนางอุสา — ไอคอนของที่นี่ เป็นเพิงหินทรายรูปคล้ายดอกเห็ดยักษ์ ก้อนบนใหญ่วางอยู่บนแกนหินเล็ก สูงราว 10 เมตร ด้านบนมีร่องรอยการดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ตำนานเล่าว่าเป็นหอที่ท้าวกงพานสร้างให้นางอุสาอยู่เพียงลำพัง
- คอกม้าท้าวบารส — กลุ่มหินที่ตำนานว่าท้าวบารสผูกม้าไว้ระหว่างตามหานางอุสา หินวางซ้อนกันเป็นช่องคล้ายคอก
- วัดพ่อตา–วัดลูกเขย — เพิงหินสองจุดที่เคยใช้เป็นศาสนสถาน มีใบเสมาปักล้อม ชื่อมาจากตำนานท้าวกงพาน (พ่อตา) กับท้าวบารส (ลูกเขย)
- กู่นางอุสา–บ่อน้ำนางอุสา — กลุ่มหินและแอ่งน้ำธรรมชาติที่ผูกกับเรื่องเล่าเดียวกัน ทำให้เดินดูแล้วเห็นภาพตำนานชัดขึ้น
- เพิงหินและลานหินกว้าง — ระหว่างทางมีเพิงหินยื่นเป็นชะง่อน ลานหินโล่ง และซุ้มหินให้ลอดผ่าน เป็นฉากธรรมชาติที่ถ่ายรูปสวยและร่มเย็น
เคล็ดลับ
เส้นทางเดินชมเป็นวงรอบบนภู ระยะรวมหลายกิโลเมตร พื้นเป็นหินและดินมีขึ้นลงบ้าง ใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าเดินป่าจะสบายกว่ารองเท้าแตะ และพกน้ำขึ้นไปด้วย เพราะร้านค้าอยู่แค่ช่วงทางเข้า
ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์
อีกไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ที่กระจายอยู่ตามผนังเพิงหินและถ้ำหลายสิบจุดทั่วภูพระบาท นักโบราณคดีพบภาพเขียนสีแดงและบางส่วนสีอื่นมากกว่า 50 แห่ง อายุย้อนไปหลายพันปี เป็นเหมือนสมุดบันทึกของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยไว้บนหิน
- ภาพคนและมือ — รูปคนท่าทางต่าง ๆ และรอยฝ่ามือ ที่พบในจุดอย่างถ้ำคนและถ้ำลายมือ
- ภาพสัตว์ — รูปวัว ควาย และสัตว์อื่น สะท้อนวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนสมัยนั้น พบในจุดอย่างถ้ำวัวถ้ำคน
- ลวดลายเรขาคณิต — เส้น จุด และลายนามธรรมที่ยังตีความได้หลายแบบ เป็นปริศนาที่นักวิชาการยังถกกันอยู่
ดูภาพเขียนสีให้ชัด
ภาพเขียนสีบางจุดสีจางตามกาลเวลา มองเผิน ๆ อาจไม่เห็น แนะนำเดินช้าลงตรงป้ายที่ระบุว่ามีภาพเขียนสี และถ้ามีวิทยากรของอุทยานพาชมจะช่วยชี้จุดและเล่าความหมายได้ดีกว่าเดินเองมาก
ตำนานนางอุสา-ท้าวบารส
ชื่อหินหลายก้อนบนภูพระบาทมาจากตำนานพื้นบ้านเรื่อง อุสา-บารส ที่เล่าสืบกันมาในแถบอีสาน เรื่องย่อมีอยู่ว่า นางอุสากำเนิดจากดอกบัว ฤๅษีจันทาเก็บมาเลี้ยง ต่อมาท้าวกงพานเจ้าเมืองพานรับไปเป็นบุตรบุญธรรม แล้วสร้างหอสูงให้อยู่ลำพังเพื่อกันชายมาเกี้ยว
นางอุสาเหงาจึงร้อยพวงมาลัยรูปหงส์ อธิษฐานเสี่ยงทายหาคู่แล้วลอยน้ำไป พวงมาลัยลอยไปไกลจนถึงท้าวบารส เจ้าชายอีกเมืองหนึ่งเก็บได้ จึงตามหาจนเจอนางอุสาและได้ครองรักกัน แต่ท้าวกงพานไม่พอใจ เลยตั้งเงื่อนไขแข่งสร้างวัดให้เสร็จก่อนรุ่งสาง กลายเป็นที่มาของชื่อหินและเพิงหินต่าง ๆ ทั้งหอนางอุสา คอกม้าท้าวบารส วัดพ่อตา และวัดลูกเขย รู้เรื่องตำนานคร่าว ๆ ก่อนขึ้นไป จะทำให้เดินดูหินแต่ละก้อนสนุกขึ้นมาก
ค่าเข้า เวลาเปิด-ปิด
ค่าเข้าภูพระบาทถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เห็น โดยเฉพาะคนไทย และยังมีกลุ่มที่เข้าฟรีหลายกลุ่ม ราคาทางการอาจปรับได้ แนะนำเช็กเพจอุทยานอีกครั้งก่อนไป
- ค่าเข้า คนไทย 20 บาท ชาวต่างชาติประมาณ 100 บาท
- เข้าฟรี ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้พิการ พระภิกษุ สามเณร และนักบวช
- เวลาเปิด-ปิด เปิดทุกวัน ราว 08.30–16.30 น. (ควรเข้าก่อนบ่ายสามเพื่อเดินครบรอบทัน)
- เวลาที่ใช้เดิน เดินชมแบบสบาย ๆ ครบเส้นทางหลักประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง
- บริการ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องนิทรรศการ วิทยากรนำชม (ภาษาไทย-อังกฤษ) ร่มและรถไฟฟ้าบริการบางช่วง
เลี่ยงแดดเปรี้ยง
บนภูส่วนใหญ่เป็นลานหินโล่ง แดดแรงช่วงสาย-เที่ยง แนะนำไปช่วงเช้าหลังเปิดหรือบ่ายแก่ ๆ อากาศกำลังดี และพกหมวกกับน้ำขึ้นไปด้วย หน้าฝนหินอาจลื่น เดินระวังเป็นพิเศษ
การเดินทางไปภูพระบาท
ภูพระบาทอยู่อำเภอบ้านผือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองอุดรธานี ห่างราว 55–60 กิโลเมตร เส้นทางหลักคือใช้ถนนมิตรภาพสายอุดร–หนองคาย ถึงราวหลักกิโลเมตรที่ 13 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 2021 ไปอำเภอบ้านผือ แล้วต่อไปอุทยานอีกราว 12 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถจากตัวเมืองประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง ป้ายบอกทางชัด
รถเช่า/ขับเอง
สะดวกที่สุด เพราะรถสาธารณะเข้าถึงยาก มีลานจอดที่ทางเข้าอุทยาน จับคู่กับที่เที่ยวสายบ้านผือ-น้ำซ่อมในวันเดียวได้
เหมารถ/แท็กซี่
ถ้าไม่ได้ขับเอง เหมารถจากตัวเมืองครึ่งวันถึงเต็มวันคุ้มกว่า ให้คนขับรอแล้วแวะจุดอื่นต่อได้
รถโดยสาร+ต่อรถ
มีรถจากตัวเมืองไปอำเภอบ้านผือ แล้วต้องต่อรถรับจ้างเข้าอุทยานอีกที สายประหยัดแต่ต้องเผื่อเวลาและเช็กรอบรถ
จับคู่เที่ยวให้คุ้ม
ภูพระบาทอยู่โซนตะวันตกเฉียงเหนือ คนละทางกับทะเลบัวแดง (อยู่โซนใต้) ถ้าอยากได้ทั้งคู่ควรแยกวัน วันที่ขึ้นภูพระบาทอาจจับคู่กับวัดป่าหรือที่เที่ยวธรรมชาติแถวบ้านผือในเส้นทางเดียวกัน
แผนเที่ยวภูพระบาท จัดยังไงดี
ภูพระบาทอยู่ไกลเมืองพอสมควร เลยควรวางเป็นทริปครึ่งวันถึงเต็มวัน ด้านล่างคือแพลนตัวอย่างให้เห็นภาพ ปรับตามเวลาและความสนใจได้
ครึ่งวันเช้า เน้นภูพระบาทล้วน ๆ
เต็มวันสายประวัติศาสตร์-ธรรมชาติ
ควรไปภูพระบาทไหม เล่าตรง ๆ
ถ้าชอบประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือชอบเดินเที่ยวกลางธรรมชาติพร้อมมีเรื่องเล่า ภูพระบาทคุ้มมาก ได้เห็นหินทรายรูปแปลกที่หาดูยาก ภาพเขียนสีของจริง และฟังตำนานที่ผูกกับสถานที่จริง ค่าเข้าก็ถูก แต่ถ้าใครเดินไกลไม่ไหว มากับเด็กเล็ก หรืออยากได้แค่จุดเช็กอินถ่ายรูปเร็ว ๆ ที่นี่อาจเหนื่อยและไกลไปหน่อย เพราะต้องเดินวงรอบกลางแดดพอสมควร บอกไว้ก่อนจะได้เตรียมตัวถูก ทางที่ดีคือไปช่วงอากาศไม่ร้อน อ่านตำนานนางอุสาคร่าว ๆ ไปก่อน แล้วจะอินกับการเดินดูหินแต่ละก้อนมากขึ้น
วางแผนทริปเที่ยวอุดรธานีแบบครบทุกมุม
ดูคู่มืออุดรธานี →