Hintok River Camp @ Hellfire Pass — เต็นท์หรูริมแม่น้ำแคว ที่ไม่ต้องนอนพื้น
ถ้าคำว่า "นอนเต็นท์" ในหัวคุณคือกางเต็นท์เองแล้วนอนกับพื้น ที่นี่จะเปลี่ยนภาพนั้นทันที — Hintok River Camp คือเต็นท์ซาฟารีหรูตั้งบนฐานไม้ มีแอร์ ห้องน้ำน้ำอุ่นในตัว และระเบียงมองออกไปเห็นแม่น้ำแควน้อย ในอำเภอไทรโยค ใกล้ช่องเขาขาด (Hellfire Pass) สถานที่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 · เป็นแคมป์ glamping ที่ได้รับรางวัลและถูกพูดถึงมานาน · เริ่มประมาณ ฿3,000/คืน คะแนน 4.2/5 จาก 730 รีวิวบน Tripadvisor และติดอันดับ #2 จาก 74 ที่พักประเภท specialty lodging ในกาญจนบุรี
ภาพรวม Hintok River Camp เหมาะกับใคร — ถ้าให้สรุปสั้นที่สุด ที่นี่คือที่พักสำหรับคนที่อยากลองนอนเต็นท์กลางป่าริมแม่น้ำแบบไม่ต้องลำบาก และอยากให้ทริปหนึ่งทริปได้ทั้งความเงียบสงบกับธรรมชาติและการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน · Hintok River Camp @ Hellfire Pass เป็นแคมป์เต็นท์หรูสไตล์ glamping ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยในอำเภอไทรโยค บนเนินเขาที่มองลงไปเห็นแม่น้ำได้กว้างไกล · มันไม่ใช่โรงแรมในเมืองที่เดินออกไปเจอร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่รีสอร์ตหรูที่มีทุกอย่างพร้อมในตัว แต่เป็นแคมป์ที่ขายประสบการณ์ "ใกล้ชิดธรรมชาติแบบมีแอร์" ในทำเลที่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีราว 1.5 ชั่วโมงรถ และอยู่ใกล้ช่องเขาขาด (Hellfire Pass) จุดที่เชลยศึกถูกบังคับให้สร้างทางรถไฟสายมรณะในสงครามโลกครั้งที่ 2 · ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่และเป็นที่พักที่ถูกพูดถึงมานาน ได้คะแนนราว 4.2/5 จากรีวิวบน Tripadvisor และติดอันดับต้นๆ ของกลุ่มที่พักประเภท specialty lodging ในกาญจนบุรี · เสียงจากรีวิวจริงสะท้อนตรงกันว่าคนที่เหมาะกับที่นี่คือคู่รักที่อยากได้บรรยากาศโรแมนติกริมน้ำ กลุ่มเพื่อนที่อยากลองอะไรใหม่ และครอบครัวที่อยากให้ลูกได้สัมผัสธรรมชาติจริง มากกว่าคนที่ตามหาความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกครบแบบโรงแรมห้าดาว · พูดง่ายๆ คือถ้าคุณเปิดใจกับการนอนเต็นท์ (แบบมีแอร์และห้องน้ำในตัว) ที่นี่จะเป็นประสบการณ์ที่จำได้ไม่ลืม แต่ถ้าคุณต้องการทุกอย่างเป๊ะแบบโรงแรมในเมือง อาจต้องคิดให้ดีก่อนจอง
ทำเลและการเดินทาง — นี่คือเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ชัดที่สุดก่อนตัดสินใจ เพราะมันคือทั้งจุดขายและข้อจำกัดของที่นี่ในเวลาเดียวกัน · Hintok ตั้งอยู่ที่ 109 หมู่ 9 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค ริมแม่น้ำแควน้อย ลึกเข้าไปจากตัวเมืองกาญจนบุรีพอสมควร · จากตัวเมืองกาญจนบุรีต้องใช้เวลาราว 1.5 ชั่วโมงรถ และจากกรุงเทพฯ ราว 3 ชั่วโมง · ข้อดีของการอยู่ไกลคือความเงียบสงบและธรรมชาติที่หาไม่ได้ในเมือง — ตอนกลางคืนเงียบจริง ฟ้าใสในคืนอากาศดีจะเห็นดาวได้เต็มตา และตื่นเช้ามาหลายคนเจอหมอกลอยเหนือผิวน้ำ · แต่ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับคือ รอบแคมป์ไม่มีร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหารให้เดินไปถึง ต้องกินที่แคมป์เป็นหลัก และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีรถสาธารณะวิ่งถึงแคมป์โดยตรง · ถ้าคุณขับรถมาเองจะสะดวกที่สุดเพราะควบคุมเวลาออกไปเที่ยวช่องเขาขาดหรือน้ำตกได้เอง · แต่ถ้าไม่มีรถส่วนตัว ควรสอบถามแพ็กเกจรถรับส่งหรือทัวร์ที่รวมที่พักกับทางแคมป์ล่วงหน้า เพราะการเรียกรถเข้า-ออกพื้นที่นี้ไม่ง่ายเหมือนในเมือง · ช่องเขาขาดและพิพิธภัณฑ์ Hellfire Pass อยู่ห่างเพียงราว 3 กิโลเมตร น้ำตกไทรโยคน้อยราว 20 นาทีรถ และสถานีรถไฟถ้ำกระแซบนเส้นทางรถไฟสายมรณะราว 30 นาทีรถ — เรียงกันเป็นเส้นทางเที่ยวธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่ลงตัว ถ้าวางแผนใช้แคมป์เป็นฐานออกไปสำรวจรอบๆ
"ตื่นมาเปิดผ้าม่านเต็นท์เจอหมอกลอยเหนือแม่น้ำแคว เสียงนกกับเสียงน้ำไหล — เป็นเช้าที่จำได้ไม่ลืม รู้สึกเหมือนหลุดออกมาจากเมืองจริงๆ"
ประเภทเต็นท์และการตกแต่ง — หัวใจของที่นี่คือคำว่า glamping และพอเปิดผ้าใบเข้าไปข้างในหลายคนถึงกับเซอร์ไพรส์ว่ามันสบายกว่าที่คิดมาก · เต็นท์เป็นผ้าใบทรงซาฟารีตั้งบน ฐานไม้ยกพื้น ขนาดราว 26–35 ตารางเมตรเมื่อนับรวมระเบียงและห้องน้ำในตัว · ภายในมีเตียงจริงทั้งแบบทวิน ควีน หรือทริปเปิล เฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์รัสติก พื้นปูพรม · ที่สำคัญคือมี ทั้งพัดลมและแอร์ปรับได้ และห้องน้ำพร้อมฝักบัวน้ำอุ่นในตัว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ทำให้ "นอนเต็นท์" ที่นี่ต่างจากการกางเต็นท์นอนกับพื้นโดยสิ้นเชิง · ทุกหลังมีระเบียงไม้ส่วนตัวมองออกไปเห็นแม่น้ำหรือต้นไม้ · เต็นท์แบ่งเป็นหลายระดับ ต่างกันหลักๆ ที่ทำเลและวิว — เต็นท์แถวที่อยู่ใกล้แม่น้ำที่สุดจะเห็นแม่น้ำแควน้อยได้ใกล้และได้ยินเสียงน้ำชัดที่สุด ส่วนเต็นท์แถวในจะเป็นวิวสวนและต้นไม้ · รีวิวส่วนใหญ่ชมตรงกันว่า เต็นท์สะอาดและบรรยากาศดีเกินคาด แต่ก็มีข้อสังเกตที่พูดถึงบ่อยอยู่สองสามเรื่อง: หนึ่ง ที่นอนค่อนข้างแข็งสำหรับคนที่ชอบนอนนุ่ม · สอง สวิตช์ไฟและการใช้งานบางจุดในเต็นท์ออกแบบมาแบบเต็นท์ ไม่สะดวกเท่าห้องโรงแรม การลุกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนต้องรูดซิปผ้าใบซึ่งมีเสียงบ้าง · สาม เต็นท์แต่ละหลังอยู่ค่อนข้างใกล้กันและผ้าใบกันเสียงได้ไม่มาก จึงอาจได้ยินเสียงจากเต็นท์ข้างเคียงบ้าง — เป็นธรรมชาติของการพักแบบแคมป์ที่คนชอบ glamping ส่วนใหญ่รับได้
สิ่งอำนวยความสะดวกและสระน้ำ — ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ สระน้ำแร่ธรรมชาติริมแม่น้ำ ที่น้ำมาจากตาน้ำแร่ในพื้นที่ ไม่ใช่สระคลอรีนทั่วไป · ตัวสระตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นวิวแม่น้ำแควน้อยและภูเขาเป็นฉากหลัง รีวิวหลายคนยกให้เป็นมุมโปรด ขึ้นไปแช่ตอนบ่ายๆ แล้วมองน้ำไหลผ่าน · ด้วยความที่เป็นสระธรรมชาติริมป่า น้ำจึงไม่ได้ใสแบบสระโรงแรม และอุณหภูมิเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งมากกว่าจะเป็นข้อเสีย · นอกจากสระ ทางแคมป์ยังมี บริการนวดไทย สำหรับคนที่อยากผ่อนคลายหลังเดินเที่ยวทั้งวัน มี Wi-Fi ฟรีในพื้นที่ส่วนกลาง (สัญญาณในเต็นท์อาจไม่แรงเท่าในเมือง ซึ่งก็เข้ากับบรรยากาศหนีความวุ่นวาย) · จุดที่ต้องเข้าใจคือ ด้วยความที่เป็นเต็นท์กลางป่าริมน้ำ เรื่องแมลงเป็นของคู่กัน และบางรีวิวพูดถึงเสียงสัตว์หรือเสียงหมาในพื้นที่ตอนกลางคืน — คนที่มาด้วยความเข้าใจว่านี่คือธรรมชาติจริงมักไม่มีปัญหา แต่คนที่คาดหวังความเงียบกริบและปลอดแมลงแบบห้องปิดมิดชิดอาจต้องปรับความคาดหวัง
อาหารและบาร์ — เพราะแคมป์อยู่ไกลและไม่มีร้านอาหารเดินถึง เรื่องอาหารจึงเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ที่นี่ และโชคดีที่มันเป็นจุดที่ได้คำชมเยอะ · ร้านอาหารและบาร์ของแคมป์ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ริมน้ำ เปิดบริการทั้งเช้า กลางวัน และเย็น · ไฮไลต์ที่หลายรีวิวพูดถึงบ่อยที่สุดคือ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง (BBQ) รอบกองไฟในมื้อเย็น ที่จัดกลางแจ้งริมน้ำ มีทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติให้เลือก · นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนบรรยายว่ามื้อเย็นแบบนี้เป็น "ความลับที่ดีที่สุด" ของแคมป์ — บรรยากาศกินข้าวรอบกองไฟใต้แสงดาวริมแม่น้ำเป็นอะไรที่หาไม่ได้ในโรงแรมทั่วไป · อาหารได้คำชมเรื่องของสด รสชาติ และความหลากหลายในแต่ละมื้อ · อาหารเช้ารวมอยู่ในราคาห้องแล้ว · ข้อสังเกตที่พบบ้างคือ ถ้าพักหลายคืนติดกัน เมนูอาจเริ่มซ้ำเพราะเป็นครัวกลางป่าที่วัตถุดิบมีขีดจำกัด แต่สำหรับการพัก 1–2 คืนซึ่งเป็นรูปแบบที่คนส่วนใหญ่มา เรื่องนี้แทบไม่เป็นปัญหา · โดยรวมอาหารถือเป็นจุดแข็งที่ช่วยชดเชยข้อจำกัดเรื่องทำเลที่อยู่ไกลได้เป็นอย่างดี
กิจกรรมและบริการ — สิ่งที่ทำให้ Hintok ไม่ใช่แค่ที่นอนแต่เป็นทริปเต็มรูปแบบคือกิจกรรมที่จัดให้ · ทางแคมป์มี เดินสำรวจช่องเขาขาดและพิพิธภัณฑ์ Hellfire Pass ล่องแพไม้ไผ่ พายเรือคายัค และปั่นจักรยานเสือภูเขา ให้เลือกตามความสนใจ · เรื่องที่ได้คำชมมากเป็นพิเศษในรีวิวจริงคือ คุณภาพของพนักงานและไกด์นำเที่ยว — มีรีวิวต่างชาติเอ่ยชื่อไกด์ของแคมป์ (เช่นไกด์ชื่อ "Lam") ว่าให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ในพื้นที่ได้ดีมากและเป็นกันเอง · พนักงานโดยรวมถูกชมเรื่องความอัธยาศัยดี อบอุ่น และดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของที่พักแบบนี้ที่ต้องพึ่งทีมงานในการจัดทุกอย่างเพราะอยู่ไกลจากเมือง · การที่แคมป์อยู่ใกล้ช่องเขาขาดมากทำให้สามารถเดินไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในช่วงเช้าที่อากาศยังไม่ร้อนได้สะดวก เป็นการผสมระหว่างพักผ่อนริมน้ำกับการเรียนรู้เรื่องราวสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หลายคนบอกว่าเป็นไฮไลต์ของทริป
เสียงจากรีวิวจริง (ทั้งชมและติ) — รวบรวมจาก Tripadvisor และแพลตฟอร์มจองต่างๆ แล้วภาพที่ได้ค่อนข้างสอดคล้องกัน · ฝั่งคำชม: บรรยากาศริมแม่น้ำแควน้อยที่สวยและเงียบสงบ ตื่นเช้ามาเจอหมอกและเสียงธรรมชาติ, ประสบการณ์ glamping ที่สบายกว่าที่คิดเพราะเต็นท์มีแอร์และห้องน้ำน้ำอุ่นในตัว, บุฟเฟต์ BBQ รอบกองไฟริมน้ำที่หลายคนยกให้เป็นไฮไลต์, สระน้ำแร่ธรรมชาติวิวแม่น้ำ, พนักงานและไกด์ที่เป็นมิตรและให้ความรู้ดี, และทำเลใกล้ช่องเขาขาดที่เที่ยวประวัติศาสตร์ได้สะดวก · ฝั่งข้อสังเกต: เรื่องที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือ เสียง — เต็นท์อยู่ใกล้กันและผ้าใบกันเสียงได้น้อย จึงอาจได้ยินเสียงจากเต็นท์ข้างเคียงหรือเสียงสัตว์ในพื้นที่ตอนกลางคืน · รองลงมาคือที่นอนค่อนข้างแข็งสำหรับบางคน, การใช้งานบางอย่างในเต็นท์ (สวิตช์ไฟ การเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนต้องรูดซิป) ไม่สะดวกเท่าห้องโรงแรม, เรื่องแมลงที่เป็นธรรมดาของป่า, และทำเลที่อยู่ไกลตัวเมืองทำให้ต้องพึ่งรถส่วนตัวหรือรถของแคมป์ · ข้อติเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องที่มากับสไตล์ glamping และแก้ได้ด้วยการตั้งความคาดหวังให้ถูกตั้งแต่แรก มากกว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้คนไม่กลับมา
"ประสบการณ์นอนเต็นท์หรูที่ดีมาก เต็นท์สะอาด อาหารอร่อย กิจกรรมน่าสนใจทุกอย่าง · ติดนิดเดียวคือเต็นท์อยู่ใกล้กันได้ยินเสียงข้างๆ บ้าง แต่บรรยากาศริมแม่น้ำคุ้มเกินราคา"
เทียบราคาและความคุ้มค่า — ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ ฿3,000/คืน สำหรับเต็นท์ Superior ในช่วงราคาปกติ · เต็นท์ Deluxe และเต็นท์วิวแม่น้ำอยู่ที่ราว ฿3,800–฿4,500 ส่วนเต็นท์ครอบครัวสูงขึ้นไปอีก · วันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์มักบวกค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อคืน · เมื่อเทียบกับที่พักริมแม่น้ำแควในไทรโยคด้วยกัน ภาพจะชัดขึ้น: แพหรูลอยน้ำอย่าง The Float House River Kwai เริ่มสูงกว่ามาก (หลักหลายพันถึงหมื่นต่อคืน) และรีสอร์ตที่ต้องนั่งเรือเข้าอย่าง River Kwai Resotel หรือแพไร้ไฟฟ้าอย่าง River Kwai Jungle Rafts ก็เล่นคนละแนว · Hintok วางตัวเป็นเต็นท์แคมป์หรูที่ขายประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติบวกประวัติศาสตร์ช่องเขาขาดในราคาที่จับต้องได้กว่าแพหรู · ถ้านับรวมว่าราคาได้ที่พัก อาหารเช้า บรรยากาศริมน้ำ สระน้ำแร่ และความใกล้แหล่งเที่ยวประวัติศาสตร์ ถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะตัวแบบนี้ · แต่ถ้าวัดความคุ้มด้วยมาตรฐานห้องและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบโรงแรมในเมือง ราคานี้อาจรู้สึกว่าจ่ายเพื่อ "ประสบการณ์" มากกว่า "ห้องพัก" ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่ที่นี่เป็นจริงๆ
ข้อควรรู้ก่อนจอง — มีหลายอย่างที่ช่วยให้การพักราบรื่นขึ้น · หนึ่ง ถ้าวิวและเสียงน้ำคือสิ่งที่คุณต้องการ ให้ ขอเต็นท์แถวที่ใกล้แม่น้ำที่สุดเท่าที่ว่าง ตั้งแต่ตอนจอง เพราะนั่นคือจุดที่ทำให้ที่นี่ต่างจากที่พักทั่วไป · สอง เช็คเรื่อง รถรับส่งล่วงหน้า ถ้าไม่มีรถส่วนตัว เพราะไม่มีรถสาธารณะถึงแคมป์และการเรียกรถเข้า-ออกพื้นที่ลำบาก · สาม เผื่อเวลาครึ่งวันไปเดินช่องเขาขาดและพิพิธภัณฑ์ Hellfire Pass ในช่วงเช้าที่อากาศยังไม่ร้อน · สี่ ถ้าคุณหลับยากหรือไวต่อเสียง เตรียมใจว่าเต็นท์อยู่ใกล้กันและกันเสียงได้น้อย อาจพกที่อุดหูไปด้วย · ห้า เลี่ยงวันเสาร์และวันหยุดยาวที่ราคาบวกเพิ่มและคนเยอะ จองวันธรรมดาจะได้ราคาดีกว่าและบรรยากาศเงียบกว่า · หก ทุกแพลตฟอร์มมักมี Free Cancellation ควรเลือกไว้ก่อนถ้าแผนยังไม่แน่นอน และเทียบราคาหลายเว็บก่อนกดจอง
สรุป — จากเสียงรีวิวจริงทั้งหมด Hintok River Camp @ Hellfire Pass คือที่พักที่เหมาะที่สุดสำหรับ คนที่อยากลอง glamping ริมแม่น้ำแควแบบไม่ต้องลำบาก ผสมกับการเที่ยวประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด · เต็นท์ซาฟารีติดแอร์ห้องน้ำน้ำอุ่นในตัว สระน้ำแร่ธรรมชาติริมน้ำ บุฟเฟต์ BBQ รอบกองไฟ และพนักงานที่อัธยาศัยดี ทำให้มันเป็นประสบการณ์ที่หลายคนบอกว่าจำได้ไม่ลืม · แต่ต้องยอมรับความจริงสามข้อก่อนจอง: ทำเลอยู่ไกลตัวเมืองและไม่มีอะไรเดินถึง ต้องมีรถหรือใช้รถของแคมป์ · เป็นเต็นท์กลางป่าที่เรื่องแมลง เสียงธรรมชาติ และที่นอนค่อนข้างแข็งเป็นของคู่กัน · และมันขายประสบการณ์มากกว่าความสะดวกแบบโรงแรม · ถ้าคุณตั้งใจมาเที่ยวในตัวเมืองกาญจนบุรีเป็นหลัก เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่นี่อาจไกลเกินไปและควรเลือกที่พักในเมืองแทน · แต่ถ้าคุณเปิดใจกับการนอนเต็นท์แบบมีแอร์ และอยากตื่นมาเจอแม่น้ำกับภูเขาในเช้าที่มีหมอกลอย — Hintok คือคำตอบที่ตรงความต้องการนั้น และเป็นเหตุผลที่มันยังเป็นที่พักในตำนานของไทรโยคมาหลายปี
สรุปจาก Booking & Agoda
- ✓ ทำเลริมแม่น้ำแควน้อยกลางธรรมชาติ วิวสวยเงียบสงบ
- ✓ เต็นท์ซาฟารีติดแอร์ ห้องน้ำน้ำอุ่นในตัว สบายกว่าที่คิด
- ✓ บุฟเฟต์ BBQ รอบกองไฟริมน้ำ ของสดรสชาติดี
- ✓ ใกล้ช่องเขาขาด มีกิจกรรมล่องแพ พายคายัค ปั่นจักรยาน
- ! ไกลตัวเมืองกาญจนบุรีราว 1.5 ชั่วโมง ไม่มีอะไรเดินถึง
- ! ที่นอนค่อนข้างแข็งสำหรับคนชอบนอนนุ่ม
- ! เป็นเต็นท์กลางป่า เรื่องแมลงเป็นของคู่กัน
- ✓ ประสบการณ์ glamping ริมน้ำที่ไม่เหมือนโรงแรมทั่วไป
- ✓ สระน้ำแร่ธรรมชาติวิวแม่น้ำ บรรยากาศผ่อนคลาย
- ✓ พนักงานดูแลดี อัธยาศัยอบอุ่น ช่วยจัดกิจกรรมได้
- ✓ เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด
- ! พักหลายคืนเมนูอาหารเริ่มซ้ำ
- ! วันเสาร์และวันหยุดมีค่าธรรมเนียมเพิ่มต่อคืน
- ! ไม่มีรถสาธารณะ ต้องมีรถหรือใช้รถรับส่งของแคมป์
- 💡ถ้าคุณตั้งใจมาเที่ยวในตัวเมืองกาญจนบุรีเป็นหลัก เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตลาด ร้านอาหาร — ที่นี่อยู่ไทรโยค ห่างราว 1.5 ชั่วโมง → เลือกที่พักในตัวเมือง หรือกันที่นี่ไว้เป็น 1 คืนของทริปธรรมชาติ
- 💡ถ้าคุณนอนเตียงนุ่มเท่านั้นและกลัวแมลง — เป็นเต็นท์กลางป่า ที่นอนค่อนข้างแข็งและมีแมลงเป็นธรรมดา → เตรียมใจกับสไตล์ glamping หรือเลือกรีสอร์ตห้องปิดมิดชิดแทน
- 💡ถ้าคุณไม่มีรถส่วนตัว — ไม่มีรถสาธารณะถึงแคมป์ การเดินทางลำบาก → เช็คแพ็กเกจรถรับส่งหรือทัวร์ที่รวมที่พักกับทางแคมป์ก่อนจอง