🔄 อัปเดตล่าสุด 21 มิ.ย. 2026
ทริปนี้วางมาให้คนขับรถไปเอง เพราะจุดเที่ยวร้อยเอ็ดกระจายคนละทิศ ตัวเมืองอยู่ตรงกลาง พระมหาเจดีย์ชัยมงคลกับบึงเกลืออยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ (อำเภอเสลภูมิ–หนองพอก) ส่วนทุ่งกุลาร้องไห้อยู่ทางใต้ (อำเภอสุวรรณภูมิ–เกษตรวิสัย) เราเลยจัดวันแรกอยู่ในเมืองให้พักจากการเดินทาง วันสองวิ่งสายเหนือไปบึงเกลือกับพระมหาเจดีย์ และวันสามลงใต้แวะทุ่งกุลากับปรางค์กู่ก่อนกลับ ถ้านั่งรถทัวร์หรือเครื่องบินมาลงร้อยเอ็ด แนะนำเช่ารถขับเอง เพราะรถสาธารณะไปจุดนอกเมืองมีน้อยและไม่ยืดหยุ่น
ก่อนออกเดินทาง
ช่วงที่เที่ยวร้อยเอ็ดสบายสุดคือปลายฝนต้นหนาว (พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์) อากาศเย็น ทุ่งนาเขียวก่อนเกี่ยว ส่วนหน้าร้อน (มีนาคม–พฤษภาคม) จะร้อนจัดและทุ่งกุลาแห้ง · ร้อยเอ็ดมีสนามบินเล็ก มีไฟลท์จากกรุงเทพไม่กี่เที่ยวต่อวัน จองล่วงหน้าจะได้ราคาดีกว่า · ถ้าขับรถจากกรุงเทพใช้เวลาราว 7–8 ชั่วโมง หลายคนเลยบินมาแล้วเช่ารถที่สนามบินหรือในเมือง
วันที่ 1 — ในเมืองร้อยเอ็ด: บึงพลาญชัย หอโหวด ๑๐๑ หลวงพ่อใหญ่
วันแรกอยู่ในเมืองเป็นหลัก จุดเที่ยวเดินถึงกันหรือขับไม่กี่นาที เริ่มที่บึงพลาญชัยกลางเมือง ขึ้นหอโหวด ๑๐๑ ชมวิวรอบเมือง ไหว้หลวงพ่อใหญ่ที่วัดบูรพาภิราม แล้วปิดท้ายด้วยของกินตลาดเย็น ถ้ามาถึงช่วงเที่ยงก็เริ่มจากมื้อกลางวันได้เลย
เมืองร้อยเอ็ด
เรื่องที่อยากบอกตรง ๆ
หอโหวด ๑๐๑ วิวสวยจริง แต่ช่วงบ่ายแดดจะแรงและร้อนบนสกายวอล์ก ถ้าอยากได้แสงสวยและไม่ร้อน ลองไปช่วงเย็นใกล้พระอาทิตย์ตก จะเห็นไฟเมืองค่อย ๆ ติด · ส่วนซิปไลน์มีเปิดเป็นรอบ (ราว 09:30–17:30) ถ้าสนใจให้เช็กรอบหน้างานอีกที เพราะบางวันปิดซ่อมบำรุง
จองกิจกรรมในแผนเที่ยว ร้อยเอ็ด ล่วงหน้า
จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide มักได้ราคาดีกว่าหน้างานและไม่ต้องต่อคิว เลือกเฉพาะกิจกรรมที่อยากทำจริง ๆ ราคาและที่ว่างดูสด ๆ ได้ในแต่ละเว็บ
วันที่ 2 — สายเหนือ: บึงเกลือทะเลอีสาน + พระมหาเจดีย์ชัยมงคล
วันนี้วิ่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ออกจากเมืองไปทางอำเภอเสลภูมิแวะบึงเกลือ บึงน้ำจืดกว้างที่คนเรียกว่าทะเลอีสาน แล้วขับต่อขึ้นอำเภอหนองพอกไปพระมหาเจดีย์ชัยมงคลบนยอดเขา สองจุดนี้อยู่ทิศเดียวกัน เก็บได้ในวันเดียว แต่ระยะทางรวมไม่ใกล้ (พระมหาเจดีย์ห่างเมืองราว 80 กิโล) แนะนำออกเช้าหน่อย
บึงเกลือ + พระมหาเจดีย์
ถ้าชอบธรรมชาติ–เล่นน้ำ
ทุ่มเวลาที่บึงเกลือให้นานขึ้น เล่นน้ำ พายเรือ นั่งร้านริมบึงยาว ๆ แล้วค่อยขึ้นพระมหาเจดีย์ช่วงบ่ายแก่
ถ้าสายบุญ–สายวัด
ขึ้นพระมหาเจดีย์ก่อนช่วงสาย แสงสวย คนน้อย แล้วค่อยแวะบึงเกลือขากลับช่วงบ่าย
ถ้าเวลาน้อย
เลือกพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ตัดบึงเกลือออก แล้วเอาเวลาที่เหลือกลับมาเที่ยวคาเฟ่ในเมือง
วันที่ 3 — สายใต้: ทุ่งกุลาร้องไห้ + ปรางค์กู่ ก่อนกลับ
วันสุดท้ายลงใต้ไปทุ่งกุลาร้องไห้ ทุ่งกว้างที่เคยแห้งแล้งจนเล่ากันว่าพ่อค้ากุลาเดินผ่านยังร้องไห้ แต่วันนี้กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของไทย ระหว่างทางแวะปรางค์กู่ ปราสาทขอมเก่าแก่ใกล้เมือง เก็บสองจุดนี้แล้วค่อยมุ่งหน้ากลับ
ทุ่งกุลา + ปรางค์กู่
เคล็ดลับเรื่องฤดู
ทุ่งกุลาร้องไห้สวยไม่เท่ากันทั้งปี ถ้าอยากเห็นทุ่งนาเขียวให้มาช่วงหน้าฝนถึงต้นหนาว (สิงหาคม–ธันวาคม) ส่วนหน้าแล้ง (มีนาคม–พฤษภาคม) ทุ่งจะโล่งแห้งและร้อนจัด เที่ยวได้แต่ภาพจะต่างจากที่เห็นในรีวิวมาก · ถ้ามาหน้าเกี่ยวข้าว บางพื้นที่มีงานบุญและตลาดข้าวใหม่ให้แวะด้วย
งบประมาณคร่าว ๆ ต่อคน (3 วัน 2 คืน)
- ที่พัก 2 คืน — โรงแรมในเมืองร้อยเอ็ด ราว 1,000–2,500 บาทต่อคืน แล้วแต่ระดับ (หารกันถ้าไปหลายคน)
- ค่าอาหาร — มื้อพื้นถิ่นจานละ 50–150 บาท รวมทั้งทริปราว 900–1,300 บาท
- ค่าเข้าชม — หอโหวด ๑๐๑ ราว 50 บาท · บึงพลาญชัย ปรางค์กู่ พระมหาเจดีย์ ทุ่งกุลา เข้าฟรี (เจดีย์อาจมีตู้บริจาคทำบุญ)
- ค่าน้ำมัน — วิ่งในจังหวัดทั้งสามวัน (เมือง–เสลภูมิ–หนองพอก–สุวรรณภูมิ) ราว 800–1,200 บาทต่อคัน
- รวมประมาณ — เดินทางเป็นคู่หรือกลุ่มเล็ก ตกราว 2,500–4,000 บาทต่อคน (ยังไม่รวมค่าเดินทางมาร้อยเอ็ดและค่าเช่ารถ)
เที่ยวร้อยเอ็ดแบบไม่มีรถส่วนตัวได้ไหม
ในเมืองร้อยเอ็ดเที่ยวแบบไม่มีรถได้ บึงพลาญชัย หอโหวด ๑๐๑ และวัดบูรพาภิรามอยู่ใกล้กัน เรียกแกร็บหรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างเดินทางสะดวก แต่จุดนอกเมืองอย่างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล บึงเกลือ และทุ่งกุลาร้องไห้อยู่ไกลและรถสาธารณะไปถึงน้อยมาก แทบต้องมีรถส่วนตัว ทางเลือกคือเช่ารถขับเอง (มีบริการในเมืองและที่สนามบิน) หรือเหมารถตู้พร้อมคนขับเป็นวัน ถ้าไม่อยากขับเอง การเหมารถวันต่อวันคุ้มกว่าและไม่ต้องกังวลเรื่องทาง
อยากได้ที่พักร้อยเอ็ดทำเลดี ราคาคุ้ม ดูที่เราคัดมาให้
ดู 10 โรงแรมร้อยเอ็ด →