หน้าแรก จุดหมาย หนองคาย 🧭 เตรียมตัวเที่ยว 🔎 ค้นหา เกี่ยวกับเรา
หน้าแรกประเทศไทยหนองคายศาลาแก้วกู่ สวนรูปปั้นปูนยักษ์ริมโขง
🐉 ที่เที่ยวหนองคาย

ศาลาแก้วกู่
สวนรูปปั้นปูนยักษ์ริมโขง

ศาลาแก้วกู่ หรือที่คนเรียกติดปากว่า วัดแขก คือสวนประติมากรรมปูนปั้นขนาดใหญ่ที่หาที่เปรียบยากในเมืองไทย รูปปั้นหลายร้อยองค์ ทั้งพระพุทธรูป เทพฮินดู และพญานาคเจ็ดเศียรสูงตระหง่าน ล้วนเป็นผลงานของ ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ที่ค่อย ๆ ปั้นด้วยมือกว่า 20 ปี ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่ถ่ายรูป แต่คือสวนปริศนาธรรมที่ตั้งใจให้คนเดินดูแล้วคิดตามไปทีละองค์

🐉 พญานาคเจ็ดเศียร🕉️ ปริศนาธรรม💵 ค่าเข้า 20 บาท
ศาลาแก้วกู่ สวนรูปปั้นปูนยักษ์ริมโขง

🔄 อัปเดตล่าสุด 21 มิ.ย. 2026

ถ้ามาหนองคายแล้วมีเวลาแค่ที่เดียวที่ไม่เหมือนใคร เราเชียร์ศาลาแก้วกู่ เพราะเดินเข้าไปครั้งแรกแล้วจะอึ้งจริง รูปปั้นปูนสีเทาขนาดสูงหลายเมตรเรียงรายเต็มสวน บางองค์เป็นพระพุทธรูป บางองค์เป็นเทพฮินดู บางองค์เป็นสัตว์ในตำนานหรือคนครึ่งสัตว์ที่หน้าตาประหลาดจนจำไม่ลืม ทุกองค์มีเรื่องเล่าและความหมายซ่อนอยู่ ไม่ได้ปั้นเล่น ๆ

ศาลาแก้วกู่คือที่ไหน ทำไมถึงพิเศษ

ศาลาแก้วกู่อยู่ที่ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย ห่างจากตัวเมืองออกไปทางทิศตะวันออกราว 5–6 กิโลเมตรตามทางหลวง 212 ที่นี่ไม่ใช่วัดในความหมายที่เป็นทางการ แต่เป็นสวนประติมากรรมเชิงความเชื่อ คนท้องถิ่นเรียกว่าวัดแขกเพราะรูปปั้นหลายองค์เป็นเทพในศาสนาฮินดู จุดที่ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นคือสเกล รูปปั้นปูนปั้นด้วยมือล้วน ๆ บางองค์สูงกว่า 20 เมตร ตั้งอยู่กลางสวนเปิดโล่งให้เดินรอบได้

แนวคิดเบื้องหลังคือความเชื่อของปู่บุญเหลือที่ว่าทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้ พระพุทธเจ้า พระศิวะ พระวิษณุ และเทพอื่น ๆ จึงยืนอยู่ในสวนเดียวกันอย่างกลมกลืน เดินดูไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกเหมือนกำลังอ่านหนังสือธรรมะเล่มใหญ่ที่เล่าผ่านรูปปั้นแทนตัวอักษร

🎟️

อยากเที่ยว หนองคาย ให้สนุกขึ้น? จองทัวร์ & กิจกรรม

จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide มักได้ราคาดีกว่าหน้างานและไม่ต้องต่อคิว เลือกเฉพาะกิจกรรมที่อยากทำจริง ๆ ราคาและที่ว่างดูสด ๆ ได้ในแต่ละเว็บ

🎟️ ดูทัวร์ & กิจกรรม หนองคาย ทั้งหมด (Klook)

ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ — คนปั้นทั้งสวน

ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ เป็นชาวลาวที่เคยสร้างสวนรูปปั้นแบบเดียวกันชื่อ พุทธอุทยาน (Buddha Park / เซียงควน) ฝั่งเวียงจันทน์มาก่อน หลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในลาว ปู่ย้ายข้ามโขงมาฝั่งหนองคายราวปี 2521 แล้วเริ่มซื้อที่ดินสร้างศาลาแก้วกู่ขึ้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ลงมือปั้นเองพร้อมลูกศิษย์ ค่อย ๆ เติมรูปปั้นทีละองค์นานกว่า 20 ปี จนกลายเป็นสวนขนาดใหญ่อย่างที่เห็นทุกวันนี้

ปู่บุญเหลือเสียชีวิตในปี 2539 ร่างของท่านถูกเก็บรักษาไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์ชั้นบนสุดของศาลาภายในสวน ให้คนที่ศรัทธาขึ้นไปกราบไหว้ได้ ใครที่อยากเข้าใจที่นี่จริง ๆ แนะนำให้แวะอาคารหลังนี้ด้วย เพราะมีทั้งภาพถ่าย ข้าวของ และเรื่องราวชีวิตของปู่ให้อ่าน

ไฮไลต์ที่ต้องไม่พลาด

1

พญานาคเจ็ดเศียร

จุดถ่ายรูปหลัก

รูปปั้นที่เป็นภาพจำของศาลาแก้วกู่ พญานาคขนาดยักษ์แผ่เศียรทั้งเจ็ดเป็นฉากหลังให้พระพุทธรูปประทับนั่งอยู่ด้านหน้า สูงตระหง่านจนต้องแหงนคอมอง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่สุดของที่นี่

ห้ามพลาดถ่ายรูป
2

วงล้อปริศนาธรรม (วงจรชีวิต)

เดินวนตีความ

ลานรูปปั้นวงกลมที่เล่าเรื่องวงจรชีวิตคนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เดินวนตามเข็มเข้าไปด้านในจะเห็นพัฒนาการของชีวิตทีละช่วง เป็นปริศนาธรรมที่ปู่อยากให้คนเดินดูแล้วฉุกคิด

ปริศนาธรรมห้ามพลาด
3

พระพุทธรูปปางต่าง ๆ องค์ใหญ่

กระจายทั่วสวน

พระพุทธรูปหลายปางขนาดมหึมากระจายทั่วสวน บางองค์ปางลีลา บางองค์ปางสมาธิ ปั้นด้วยปูนล้วนแต่รายละเอียดคมชัด ยิ่งแดดบ่ายจัด ๆ เงาที่ทอดลงมายิ่งให้บรรยากาศขลัง

พุทธศิลป์
4

เทพฮินดู พระศิวะ–พระวิษณุ

โซนเทพเจ้า

รูปปั้นเทพฮินดูที่ตั้งเคียงข้างพระพุทธรูปอย่างกลมกลืน สะท้อนแนวคิดของปู่ที่ว่าทุกความเชื่ออยู่ด้วยกันได้ องค์เทพแต่ละองค์มีพาหนะและสัญลักษณ์ครบตามตำนาน

ฮินดูพุทธศิลป์
5

รูปปั้นช้างเหยียบอสูร

โซนกลางสวน

รูปปั้นช้างขนาดใหญ่กำลังเหยียบเหล่าอสูร เป็นภาพเชิงเปรียบเทียบเรื่องการเอาชนะกิเลส องค์นี้คนชอบมายืนถ่ายเทียบขนาดเพราะตัวเล็กไปเลยเมื่ออยู่ข้าง ๆ

ถ่ายรูป
6

อาคารพิพิธภัณฑ์ร่างปู่บุญเหลือ

ในตัวศาลา

อาคารหลายชั้นที่เก็บข้าวของ ภาพถ่าย และร่างของปู่บุญเหลือไว้ชั้นบน เดินขึ้นไปกราบและอ่านเรื่องราวชีวิตของผู้สร้างสวนทั้งหมดนี้ได้

ประวัติสักการะ

เคล็ดลับเที่ยวให้สบาย

สวนเป็นพื้นที่เปิดโล่งแทบไม่มีร่มเงา ช่วงสาย 08.00–10.00 น. หรือบ่ายแก่ ๆ 16.00–17.00 น. แดดไม่แรงเดินสบายที่สุด พกน้ำ หมวก และร่มไปด้วยถ้ามากลางวัน รองเท้าควรเป็นแบบเดินสบายเพราะต้องเดินทั่วสวน

ค่าเข้าและเวลาเปิด

  • ค่าเข้า — คนไทยผู้ใหญ่ราว 20 บาท เด็กราว 10 บาท ชาวต่างชาติราว 40 บาท (ราคาอาจปรับได้ ควรเตรียมเงินสดไป)
  • เวลาเปิด — เปิดทุกวัน ประมาณ 08.00–18.00 น.
  • เวลาที่ใช้เดิน — เดินดูแบบสบาย ๆ ราว 1–1.5 ชั่วโมง ถ้าตั้งใจอ่านปริศนาธรรมทุกจุดอาจถึง 2 ชั่วโมง
  • สิ่งอำนวยความสะดวก — มีห้องน้ำ ที่จอดรถ และร้านขายของที่ระลึก–เครื่องดื่มเล็ก ๆ บริเวณทางเข้า

การเดินทางไปศาลาแก้วกู่

ศาลาแก้วกู่อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายราว 5–6 กิโลเมตรตามทางหลวง 212 ทิศตะวันออก เดินทางไม่ยาก แต่ไม่มีรถสาธารณะวิ่งตรงถึงหน้าสวน ส่วนใหญ่ต้องใช้รถส่วนตัวหรือเหมารถไป

สะดวกสุด

รถยนต์ส่วนตัว / รถเช่า

สะดวกที่สุด ขับจากตัวเมืองตามทางหลวง 212 ราว 10–15 นาที มีที่จอดรถหน้าสวน เหมาะถ้าจะเที่ยวที่อื่นต่อในวันเดียว

ไม่มีรถ

ตุ๊กตุ๊ก / รถสามล้อ

เหมาไปกลับพร้อมรอราว 1 ชั่วโมง ค่าเหมาประมาณ 200 บาทขึ้นไปแล้วแต่ตกลง ถามราคาให้ชัดก่อนขึ้น

สายชิล

จักรยาน / มอเตอร์ไซค์เช่า

เกสต์เฮาส์ในเมืองหลายแห่งมีให้เช่า ปั่นหรือขี่เลียบโขงไปเองได้ บรรยากาศดีถ้าอากาศไม่ร้อนเกิน

บอกตรง ๆ ก่อนไป

ที่นี่ไม่ใช่สวนสนุก รูปปั้นบางองค์หน้าตาน่ากลัวและสื่อเรื่องความตายตรง ๆ เด็กเล็กบางคนอาจกลัว แต่ถ้ามองเป็นงานศิลปะเชิงปรัชญาจะสนุกมาก แนะนำให้เผื่อเวลาเดินช้า ๆ อย่ารีบ เพราะของดีที่นี่คือการได้คิดตามไปทีละองค์

เที่ยวต่ออะไรได้บ้างแถวนั้น

ศาลาแก้วกู่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองหนองคาย เที่ยวต่อในวันเดียวได้สบาย จากสวนวนกลับเข้าเมืองมาเดินตลาดท่าเสด็จริมโขง ไหว้หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย แล้วปิดท้ายด้วยมื้อเย็นริมแม่น้ำโขงชมพระอาทิตย์ตก เป็นการจัดทริปหนึ่งวันที่ลงตัวมาก

วางแผนเที่ยวหนองคายทั้งทริปแบบไม่ตกที่เด็ด

ดูคู่มือเที่ยวหนองคาย →

คำถามที่พบบ่อย

ศาลาแก้วกู่ค่าเข้าเท่าไหร่?

ค่าเข้าคนไทยผู้ใหญ่ประมาณ 20 บาท เด็กประมาณ 10 บาท ส่วนชาวต่างชาติประมาณ 40 บาท ควรเตรียมเงินสดไปเพราะราคาอาจปรับเปลี่ยนได้

ศาลาแก้วกู่เปิดกี่โมง?

เปิดทุกวัน ประมาณ 08.00–18.00 น. ช่วงสายและบ่ายแก่แดดไม่แรง เดินดูสบายที่สุด

ศาลาแก้วกู่กับวัดแขกคือที่เดียวกันไหม?

ใช่ เป็นที่เดียวกัน คนท้องถิ่นเรียกศาลาแก้วกู่ว่าวัดแขก เพราะในสวนมีรูปปั้นเทพฮินดูหลายองค์ตั้งอยู่รวมกับพระพุทธรูป

ใครเป็นคนสร้างศาลาแก้วกู่?

ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ชาวลาวที่ย้ายข้ามโขงมาฝั่งหนองคายราวปี 2521 เป็นผู้ปั้นรูปปั้นทั้งหมดด้วยมือร่วมกับลูกศิษย์ ใช้เวลากว่า 20 ปี ท่านเสียชีวิตในปี 2539 และร่างถูกเก็บไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์ภายในสวน

ไปศาลาแก้วกู่จากตัวเมืองหนองคายยังไง?

อยู่ห่างตัวเมืองราว 5–6 กิโลเมตรตามทางหลวง 212 ไม่มีรถสาธารณะตรงถึงหน้าสวน ส่วนใหญ่ใช้รถส่วนตัว เหมาตุ๊กตุ๊กไปกลับ (ราว 200 บาทขึ้นไป) หรือเช่าจักรยาน–มอเตอร์ไซค์จากในเมืองขี่ไปเอง

นโยบายลิขสิทธิ์และการแจ้งลบภาพ

เว็บไซต์ Thailandaddict จัดทำขึ้นเพื่อรีวิวและแบ่งปันประสบการณ์ หากภาพใดนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่น เราได้ระบุแหล่งที่มาไว้แล้ว หากท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่ประสงค์ให้ปรากฏภาพบนเว็บไซต์ โปรดติดต่อเราได้ทันที ทางเรายินดีดำเนินการลบภาพหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องครับ