🔄 ตรวจสอบล่าสุด 1 ก.ค. 2026 · ราคาและรอบอาจเปลี่ยน ตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนจอง
อุบลราชธานีอยู่สุดชายแดนอีสานใต้ติดลาวและกัมพูชา ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล เดินทางสะดวกทั้งเครื่องบิน (หลายเที่ยวต่อวัน) รถไฟ และรถทัวร์ จุดขายหลักคือธรรมชาติริมโขงที่แปลกตา อารยธรรมเก่าแก่ และวัฒนธรรมบุญประเพณีที่เข้มข้น โดยเฉพาะงานแห่เทียนพรรษาระดับประเทศ
กิจกรรมด้านล่างเป็นตัวที่นักท่องเที่ยวรีวิวถึงมากที่สุด เราสรุปให้ว่าแต่ละอย่างเหมาะกับใคร จุดเด่นคืออะไร และมีอะไรที่ควรรู้ก่อนไป — อ้างอิงจากรีวิวจริงทั้งฝั่งที่ชอบและฝั่งที่ติงไว้ หลายจุดขึ้นกับฤดู เช่น สามพันโบกเที่ยวได้เฉพาะหน้าแล้งที่น้ำโขงลด และเทียนพรรษาจัดปีละครั้งช่วงเข้าพรรษา (ก.ค.) ควรวางแผนตามฤดู
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม — ชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม + ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ริมโขง
ผาแต้มเป็นหน้าผาหินทรายสูงชันริมแม่น้ำโขงในเขตอำเภอโขงเจียม ปลายสุดด้านตะวันออกของจังหวัดอุบลราชธานีและของประเทศไทย จุดที่ทำให้ที่นี่มีชื่อคือเป็นแผ่นดินแรกที่รับแสงพระอาทิตย์ขึ้นก่อนพื้นที่อื่นของสยาม คนจำนวนมากจึงตั้งใจมาค้างคืนหรือขับรถออกจากตัวเมืองตั้งแต่ตีสามตีสี่ เพื่อมายืนบนลานหินริมผาก่อนฟ้าสาง รอดูดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นสันเขาฝั่งลาวขึ้นมาเหนือสายน้ำโขงที่ทอดกว้างอยู่เบื้องล่าง ช่วงปีใหม่คนจะแน่นเป็นพิเศษเพราะถือเป็นการรับแสงแรกของปี แต่เช้าวันธรรมดาทั่วไปบรรยากาศจะเงียบสงบและได้พื้นที่ยืนถ่ายรูปสบายกว่ามาก
อีกหัวใจของผาแต้มคือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อายุราว 3,000–4,000 ปี ที่เขียนไว้บนผนังหน้าผายาวต่อเนื่องหลายร้อยเมตร รวมกว่า 300 ภาพ ทั้งรูปคน ฝ่ามือ สัตว์ และปลาบึกแม่น้ำโขง สะท้อนวิถีชีวิตของคนยุคก่อนที่อาศัยอยู่ริมน้ำสายนี้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติจะเป็นทางเดินเลียบหน้าผาให้เดินชมภาพเขียนสีทีละกลุ่มไปเรื่อย ๆ ระยะทางเลือกได้ตั้งแต่ช่วงสั้นราวหนึ่งกิโลเมตรครึ่งไปจนถึงเส้นเต็มราวสี่กิโลเมตร ระหว่างทางยังผ่านจุดชมวิวโขงหลายมุมและกลุ่มเสาเฉลียงหินรูปทรงคล้ายดอกเห็ดที่เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำ ทำให้ครึ่งวันเช้าที่นี่ได้ทั้งวิว ประวัติศาสตร์ และการเดินเบา ๆ ในป่า
ข้อควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือผาแต้มอยู่ไกลจากตัวเมืองอุบลฯ ราวเก้าสิบถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตร ไม่มีรถสาธารณะเข้าถึงสะดวก ส่วนใหญ่ต้องขับรถเองหรือเช่ารถพร้อมคนขับ และถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องออกเดินทางกลางดึก จึงควรวางแผนที่พักในโขงเจียมไว้ล่วงหน้า ทางเดินเลียบผาบางช่วงเป็นหินและไม่มีราวกั้นตลอด ควรสวมรองเท้าที่เกาะพื้นดีและระวังเป็นพิเศษเวลาเข้าใกล้ขอบผาโดยเฉพาะตอนมืดหรือพื้นเปียก ช่วงหน้าฝนหินลื่นและอาจมีหมอกบังพระอาทิตย์ ฤดูที่เหมาะที่สุดคือปลายฝนต้นหนาวถึงหน้าหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ที่อากาศเย็นสบายและท้องฟ้าเปิด บนผาแทบไม่มีร้านค้า จึงควรเตรียมน้ำดื่ม เสื้อกันหนาวหรือกันลม และไฟฉายไปเองสำหรับช่วงก่อนฟ้าสาง
- เป็นจุดที่รับแสงพระอาทิตย์ขึ้นก่อนพื้นที่อื่นของไทย ยืนดูดวงอาทิตย์โผล่เหนือแม่น้ำโขงและฝั่งลาวได้จากลานหินริมผา
- มีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปี กว่า 300 ภาพเรียงยาวบนหน้าผา เดินชมได้ใกล้ชิดตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
- เที่ยวได้หลายอย่างในที่เดียว ทั้งจุดชมวิวโขง เสาเฉลียงหินรูปดอกเห็ด และการเดินป่าเบา ๆ เลือกระยะทางได้ตามกำลัง
- ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานสำหรับคนไทยถูกมาก และรีวิวส่วนใหญ่ชมว่าดูแลจัดการดี เส้นทางเป็นระเบียบ
- อยู่ไกลตัวเมืองอุบลฯ ราว 90–100 กม. ไม่มีรถสาธารณะสะดวก ต้องขับรถเองหรือเช่ารถ และต้องออกกลางดึกถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้น
- ทางเดินเลียบผาบางช่วงเป็นหินและไม่มีราวกั้นตลอด ต้องระวังเป็นพิเศษตอนมืดหรือพื้นเปียก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน
- หน้าฝนหินลื่นและอาจมีหมอกบังพระอาทิตย์ อีกทั้งบนผาแทบไม่มีร้านค้า ต้องเตรียมน้ำดื่มและของกินไปเอง
สามพันโบก — แกรนด์แคนยอนเมืองไทย แอ่งหินกลางแม่น้ำโขง (อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี)
สามพันโบกคือแก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขงในเขตอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ที่ถูกยกให้เป็นแกรนด์แคนยอนเมืองไทย จุดเด่นคือลานหินกว้างที่มีหลุมและแอ่งกลม ๆ นับพันหลุมกระจายอยู่เต็มพื้นที่ เกิดจากกระแสน้ำวนของแม่น้ำโขงพัดพากรวดทรายมากัดเซาะหินทรายให้เป็นโพรงลึกทีละน้อยมานานนับล้านปี คำว่า สามพันโบก มาจากภาษาถิ่นที่แปลว่าสามพันหลุม สื่อถึงจำนวนแอ่งหินที่มีอยู่มากมายจนนับแทบไม่ไหว บางแอ่งเล็กแค่ฝ่ามือ บางแอ่งลึกและกว้างจนเรียกกันว่ากุมภลักษณ์ หลายจุดถูกตั้งชื่อตามรูปทรงที่คล้ายสิ่งของ เช่น หินหัวสุนัข แอ่งรูปหัวใจ และแอ่งที่คนนิยมถ่ายรูปคล้ายหน้ามิกกี้เมาส์ ทำให้เดินสำรวจได้เพลินเหมือนตามหารูปทรงในเขาวงกตหิน
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางแผนมาคือ สามพันโบกเที่ยวได้เฉพาะหน้าแล้งเท่านั้น ช่วงที่เหมาะที่สุดคือราวเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่ระดับน้ำโขงลดลงจนลานหินโผล่พ้นน้ำให้เดินได้เต็มพื้นที่ พอเข้าหน้าฝนน้ำจะท่วมแก่งหินทั้งหมดจนมองไม่เห็น กลายเป็นแม่น้ำกว้างตามเดิม การเข้าชมไม่มีค่าธรรมเนียม เดินลงจากจุดจอดรถได้เลย หรือจะนั่งรถรับจ้างและสกายแล็บของชาวบ้านเข้าไปใกล้แก่งเพื่อประหยัดแรงก็ได้ อีกวิธีที่คนนิยมคือล่องเรือชมแก่งหินริมโขงจากหาดสลึงหรือจุดใกล้เคียง ค่อย ๆ ผ่านเสาเฉลียงและแก่งหินรูปทรงแปลกตาไปจนถึงสามพันโบก ได้เห็นมุมที่เดินเท้าเข้าไม่ถึงและเพลิดเพลินกับบรรยากาศสองฝั่งไทย-ลาว
เสน่ห์อีกอย่างที่รีวิวพูดถึงบ่อยคือช่วงพระอาทิตย์ตก แสงเย็นสาดกระทบลานหินและแอ่งน้ำที่ขังอยู่ตามหลุม สะท้อนเป็นภาพที่หลายคนบอกว่าเหมือนอยู่คนละโลก จึงแนะนำให้มาช่วงบ่ายแก่ถึงเย็นเพื่อเลี่ยงแดดกลางวันที่ร้อนจัดและได้เก็บภาพแสงสวย ควรสวมรองเท้าที่เกาะพื้นดีเพราะต้องเดินบนหินที่บางจุดขรุขระและอาจลื่น พกน้ำดื่มและหมวกไปเผื่อ เพราะกลางแก่งไม่มีร่มเงาและร้านค้าน้อย ระยะทางจากตัวเมืองอุบลฯ ราวสองชั่วโมงกว่าอาจดูไกล แต่คนที่ไปมาส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่าคุ้มค่ากับการเดินทาง โดยเฉพาะคนที่ชอบธรรมชาติแบบที่ยังไม่พลุกพล่านและนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไปไม่มาก
- แอ่งหินและร่องหินรูปทรงแปลกตานับพันหลุม เดินสำรวจถ่ายรูปได้เพลินหลายจุด เช่น แอ่งรูปหัวใจและจุดคล้ายหน้ามิกกี้เมาส์
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม เดินลงจากจุดจอดรถได้เลย หรือมีรถรับจ้างและสกายแล็บของชาวบ้านคอยรับเข้าแก่ง
- ช่วงพระอาทิตย์ตกแสงกระทบลานหินและแอ่งน้ำสวยมาก เป็นจุดถ่ายภาพที่รีวิวชมกันมากที่สุด
- ธรรมชาติยังไม่พลุกพล่าน นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไปไม่มาก ได้บรรยากาศเงียบสงบและกว้างขวาง
- เที่ยวได้เฉพาะหน้าแล้ง (ราว ม.ค.-พ.ค.) หน้าฝนน้ำโขงท่วมแก่งหินทั้งหมดจนมองไม่เห็น
- อยู่ไกลตัวเมืองอุบลฯ ต้องขับรถ ~2-2.5 ชม. และไม่มีขนส่งสาธารณะตรงถึง
- ต้องเดินบนลานหินที่บางจุดขรุขระและลื่น กลางแก่งไม่มีร่มเงาและร้านค้าน้อย ไม่เหมาะกับคนเดินลำบาก
วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง) — ต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงยามค่ำคืน
วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือที่คนเรียกติดปากว่า “วัดเรืองแสง” ตั้งอยู่บนเนินภูพร้าวใน อ.สิรินธร ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีราว 80 กิโลเมตร ใกล้ด่านช่องเม็กชายแดนไทย-ลาว จุดที่ทำให้วัดนี้เป็นที่รู้จักคือภาพต้นกัลปพฤกษ์ขนาดใหญ่บนผนังด้านหลังอุโบสถ ซึ่งทำจากกระเบื้องโมเสกเคลือบสารเรืองแสงหรือสารฟลูออเรสเซนต์ กลางวันจะเห็นเป็นลวดลายต้นไม้สีเงินธรรมดา แต่พอฟ้ามืดสนิทตัวต้นไม้และดวงดาวรอบ ๆ จะค่อย ๆ เปล่งแสงสีเขียวอมฟ้าออกมา กลายเป็นภาพที่หลายคนตั้งใจขับรถไกลมาถ่ายโดยเฉพาะ งานชิ้นนี้เป็นฝีมือออกแบบของช่างคุณากร ปริญญาปุณโณ ที่ลงมือติดโมเสกทีละชิ้นด้วยตัวเอง
เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่ต้นไม้เรืองแสง เพราะตัววัดตั้งอยู่บนที่สูง เดินขึ้นไปด้านบนจะเห็นวิวทะเลสาบสิรินธรและแนวเขาฝั่งลาวเปิดกว้างสุดสายตา ช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกจึงเป็นเวลาที่คนนิยมมากที่สุด เพราะได้ทั้งวิวพระอาทิตย์ลับเขาและอยู่รอต่อจนมืดเพื่อดูต้นไม้เรืองแสงในทีเดียว วัดเปิดให้เข้าชมฟรีไม่มีค่าเข้า และเปิดให้อยู่ถึงราวสองทุ่ม แต่การเรืองแสงจะเห็นชัดที่สุดในคืนเดือนมืดหรือคืนที่ท้องฟ้าไม่มีเมฆบัง แสงจากต้นไม้จะเด่นขึ้นเมื่อรอบข้างมืดสนิทและตาเริ่มปรับกับความมืด บางคนที่ไปช่วงพระจันทร์เต็มดวงหรือฟ้ายังไม่มืดพออาจรู้สึกว่าแสงจาง ๆ ไม่เท่ากับภาพที่เห็นในโปสการ์ด
ในแง่การเดินทาง ควรเผื่อใจไว้ว่าวัดอยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควรและถนนช่วงท้ายเป็นทางขึ้นเนิน หากไม่มีรถส่วนตัวมักต้องเช่ารถหรือเหมาแท็กซี่ไปกลับ และเพราะจุดขายคือช่วงหัวค่ำ ขากลับจึงเป็นการขับรถกลางคืนบนถนนต่างจังหวัด ควรวางแผนคนขับและเวลาไว้ให้ดี ช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลคนจะเยอะ ที่จอดรถและบริเวณถ่ายรูปหลังอุโบสถค่อนข้างแน่น อาจต้องต่อคิวเพื่อถ่ายภาพมุมต้นไม้เรืองแสงแบบไม่มีคนบัง อีกทั้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงควรแต่งกายสุภาพ สำรวมเสียง และไม่ใช้แฟลชหรือไฟส่องรบกวนคนอื่นที่กำลังตั้งกล้องถ่ายภาพยาว
- ภาพต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงบนผนังหลังอุโบสถเป็นภาพที่หาดูที่อื่นได้ยาก คนรีวิวส่วนใหญ่บอกว่าคุ้มค่ากับการรอถึงหัวค่ำ
- ตั้งอยู่บนที่สูง วิวทะเลสาบสิรินธรและแนวเขาชายแดนไทย-ลาวช่วงพระอาทิตย์ตกสวยเป็นของแถม
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า เหมาะรวมไว้ในทริปเที่ยวฝั่งช่องเม็กหรือแวะก่อน/หลังข้ามด่าน
- บรรยากาศสงบ ร่มรื่น เดินชมได้ทั้งครอบครัวและคู่รัก เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของอุบลฯ
- อยู่ไกลจากตัวเมืองอุบลฯ ราว 80 กม. ถ้าไม่มีรถส่วนตัวต้องเช่ารถหรือเหมาแท็กซี่ และขากลับต้องขับกลางคืน
- การเรืองแสงเห็นชัดเฉพาะเมื่อฟ้ามืดสนิทและคืนเดือนมืด คืนพระจันทร์สว่างหรือฟ้ายังไม่มืดพอแสงจะจาง
- ช่วงวันหยุดยาวคนแน่น ที่จอดรถและมุมถ่ายรูปหลังอุโบสถต้องต่อคิว ถ่ายภาพไม่มีคนบังได้ยาก
เสาเฉลียง + ผาชะนะได อุทยานแห่งชาติผาแต้ม (เสาหินธรรมชาติ + จุดชมวิวโขงและพระอาทิตย์ขึ้น)
เสาเฉลียงกับผาชะนะไดเป็นสองไฮไลต์ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม สุดชายแดนตะวันออกของประเทศไทยติดแม่น้ำโขง เสาเฉลียงคือกลุ่มเสาหินธรรมชาติที่ถูกลมและน้ำกัดเซาะมานานหลายล้านปีจนเหลือรูปทรงคล้ายดอกเห็ดขนาดใหญ่ ส่วนบนแผ่กว้างกว่าฐานด้านล่าง ยืนเรียงรายกลางลานหินให้เดินชมและถ่ายรูปได้ใกล้ ๆ อยู่ไม่ไกลจากทางเข้าอุทยาน เดินสำรวจสบาย ๆ ไม่ต้องปีนป่ายหนัก ถัดจากเสาเฉลียงคือหน้าผาผาแต้มที่มีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อายุหลายพันปีอยู่บนผนังหินริมโขง เป็นร่องรอยของคนยุคโบราณที่ทำให้ที่นี่มีทั้งความงามทางธรรมชาติและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในที่เดียว
ส่วนผาชะนะไดคือจุดชมวิวบนหน้าผาสูงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มองข้ามแม่น้ำโขงไปเห็นแผ่นดินฝั่งลาว และเป็นหนึ่งในจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นที่แรก ๆ ของประเทศไทย นักท่องเที่ยวสายตื่นเช้ามักตั้งใจขับรถขึ้นมาให้ทันก่อนฟ้าสาง นั่งรอดวงอาทิตย์โผล่พ้นสันเขาฝั่งลาวเหนือสายน้ำ บรรยากาศเย็นสบายและเงียบสงบ ทางเข้าผาชะนะไดต้องขับรถต่อจากโซนเสาเฉลียงเข้าไปอีกช่วงหนึ่งบนถนนในป่า แล้วเดินเท้าไปตามทางชมวิวอีกเล็กน้อย ระหว่างทางยังมีจุดชมวิวย่อย ๆ และลานหินให้แวะพักถ่ายรูปเป็นระยะ เหมาะกับคนที่อยากได้ทริปธรรมชาติแบบไม่ต้องเบียดเสียดเหมือนแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตทั่วไป
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือระยะทางจากตัวเมืองอุบลฯ ค่อนข้างไกล ราว 90 ถึง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่มีรถส่วนตัวควรเช่ารถหรือจองทัวร์เหมารถ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงลำบากและจุดต่าง ๆ ในอุทยานอยู่ห่างกัน ข้อสองคือช่วงหน้าร้อนแดดแรงและร้อนจัดมาก บนลานหินไม่ค่อยมีร่มเงา ควรเตรียมหมวก แว่นกันแดด น้ำดื่ม และครีมกันแดดไปให้พร้อม ข้อสามคือถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาชะนะไดต้องออกจากที่พักตั้งแต่ดึกหรือค้างใกล้ ๆ อุทยาน เพราะกว่าจะขับถึงจุดชมวิวใช้เวลาพอสมควร ข้อสี่คือเส้นทางเดินริมผาบางช่วงไม่มีราวกั้นตลอด ควรระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะเวลาพาเด็กเล็กหรือช่วงหินเปียกลื่นหลังฝน และอย่าลืมว่าค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติแพงกว่าคนไทยหลายเท่า ควรเตรียมเงินสดไว้จ่ายหน้าด่าน
- ได้เห็นเสาหินธรรมชาติรูปทรงคล้ายดอกเห็ดที่เกิดจากการกัดเซาะนับล้านปี เดินชมและถ่ายรูปใกล้ ๆ ได้โดยไม่ต้องปีนป่ายหนัก
- ผาชะนะไดเป็นจุดชมวิวริมโขงและเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นที่แรก ๆ ของไทย บรรยากาศเงียบสงบ ไม่เบียดเสียดเหมือนแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต
- อยู่ในอุทยานเดียวกับภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ริมหน้าผา ได้ทั้งธรรมชาติและประวัติศาสตร์ในทริปเดียว
- ค่าธรรมเนียมเข้าชมสำหรับคนไทยไม่แพง เหมาะกับครอบครัวและทริปธรรมชาติแบบประหยัด
- อยู่ไกลจากตัวเมืองอุบลฯ ราว 90–100 กม. ไม่มีรถส่วนตัวเดินทางลำบาก จุดต่าง ๆ ในอุทยานก็อยู่ห่างกันต้องขับต่อ
- หน้าร้อนแดดแรงมากและลานหินแทบไม่มีร่มเงา ต้องเตรียมกันแดดและน้ำดื่มไปเอง
- เส้นทางเดินริมผาบางช่วงไม่มีราวกั้นตลอด ต้องระวังเป็นพิเศษกับเด็กเล็กและช่วงหินเปียกลื่นหลังฝน อีกทั้งค่าธรรมเนียมต่างชาติแพงกว่าคนไทยหลายเท่า
น้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกลอดรู) โขงเจียม — น้ำตกที่ไหลลอดรูหิน
น้ำตกแสงจันทร์ หรือที่คนแถวนั้นเรียกว่าน้ำตกลอดรู อยู่ที่บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ในเขตป่าฝั่งอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จุดที่ทำให้น้ำตกนี้ต่างจากน้ำตกทั่วไปคือสายน้ำไม่ได้ไหลลงมาตามหน้าผาตรง ๆ แต่ไหลลอดผ่านช่องหรือรูบนแผ่นหินด้านบนก่อนจะตกลงมาเป็นลำ พอแสงส่องผ่านสายน้ำที่ลอดรูลงมาก็เห็นเป็นประกายคล้ายแสงจันทร์ จนกลายเป็นที่มาของชื่อ ช่วงที่สวยที่สุดคือหน้าฝนต่อต้นหนาว ราวเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน เพราะมีน้ำมากพอให้เห็นลำน้ำที่ลอดรูชัดเจน ส่วนหน้าแล้งน้ำจะน้อยหรือแทบแห้ง มาแล้วอาจไม่เห็นน้ำตกอย่างที่หวัง
ทางเดินเข้าน้ำตกไม่ไกลและไม่ชันมาก จากลานจอดรถเดินเข้าไปราว 5-10 นาทีก็ถึงตัวน้ำตก จึงเที่ยวได้สบาย ๆ ทั้งครอบครัวและคนที่ไม่ได้เดินป่าเก่ง หลายคนนิยมมาเที่ยวน้ำตกแสงจันทร์ควบกับจุดอื่นในโซนโขงเจียม-ผาแต้มในวันเดียว เช่น เสาเฉลียงที่ผาแต้ม ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ริมหน้าผา และแม่น้ำสองสีที่ตัวอำเภอโขงเจียม เพราะอยู่ในเส้นทางเดียวกัน สิ่งที่ควรรู้ไว้อย่างหนึ่งคือใกล้ ๆ กันมีน้ำตกทุ่งนาเมืองซึ่งบางคนก็เรียกว่าน้ำตกลอดรูเหมือนกัน ห่างกันราว 2 กิโลเมตร ทำให้สับสนได้ ก่อนไปควรเช็กพิกัดและถามทางให้ชัดว่าจะไปน้ำตกไหน
เรื่องที่ควรเผื่อใจไว้ตามตรงคือน้ำตกแห่งนี้ขึ้นกับปริมาณน้ำตามฤดูกาลมาก ถ้ามานอกหน้าฝนอาจเจอสายน้ำบางหรือแทบไม่มีน้ำ ทำให้ไม่เห็นลักษณะน้ำลอดรูที่เป็นจุดขาย เส้นทางจากตัวเมืองอุบลฯ มาโขงเจียมค่อนข้างไกลและบางช่วงเป็นถนนในเขตอำเภอ ควรเผื่อเวลาเดินทางและเติมน้ำมันให้พอ ไม่ค่อยมีรถสาธารณะเข้าถึงจุดนี้โดยตรง ส่วนใหญ่ต้องขับรถเองหรือเช่ารถพร้อมคนขับ ช่วงหน้าฝนหินรอบน้ำตกลื่น ควรใส่รองเท้าที่ยึดเกาะดีและเดินระวัง สิ่งอำนวยความสะดวกในจุดนี้มีจำกัด ร้านค้าและห้องน้ำไม่ได้มีมากเหมือนแหล่งเที่ยวใหญ่ จึงควรเตรียมน้ำดื่มและของกินติดตัวไปเอง และเก็บขยะกลับออกมาด้วยเพื่อรักษาสภาพป่า
- รูปทรงน้ำตกแปลกตา สายน้ำไหลลอดผ่านรูหินลงมาเป็นลำคล้ายแสงจันทร์ หาดูได้ไม่บ่อยในน้ำตกทั่วไป
- เดินเข้าถึงง่าย จากลานจอดรถถึงตัวน้ำตกราว 5-10 นาที ทางไม่ชัน เที่ยวได้ทั้งครอบครัวและคู่รัก
- อยู่ในเส้นทางเดียวกับผาแต้ม แม่น้ำสองสี และแก่งตะนะ จัดทริปเที่ยวโขงเจียมได้หลายจุดในวันเดียว
- ค่าเข้าชมถูกหรือแทบไม่มี เป็นจุดเที่ยวธรรมชาติที่ประหยัดงบเมื่อเทียบกับกิจกรรมแบบเสียเงิน
- สวยเฉพาะหน้าฝนถึงต้นหนาว หน้าแล้งน้ำน้อยหรือแทบแห้ง มาผิดฤดูอาจไม่เห็นน้ำตกอย่างที่หวัง
- ชื่อน้ำตกลอดรูซ้ำกับน้ำตกทุ่งนาเมืองที่อยู่ใกล้กันราว 2 กม. ทำให้สับสนได้ ต้องเช็กพิกัดก่อนไป
- อยู่ไกลจากตัวเมืองอุบลฯ ไม่ค่อยมีรถสาธารณะเข้าถึง ส่วนใหญ่ต้องขับรถเองหรือเช่ารถ และสิ่งอำนวยความสะดวกมีจำกัด
ถนนคนเดินเขมราฐ (เมืองเก่าเขมราษฎร์ธานี ริมโขง — เรือนไม้เก่า ถนนสายวัฒนธรรม)
เขมราฐเป็นเมืองเก่าริมแม่น้ำโขงทางเหนือสุดของจังหวัดอุบลราชธานี ชื่อเต็มเดิมคือเขมราษฎร์ธานี ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองท่าค้าขายริมโขงที่คึกคัก จึงเหลือมรดกเป็นเรือนไม้เก่าและอาคารพาณิชย์โบราณเรียงรายตามถนนกลางเมือง บางหลังมีอายุใกล้สองร้อยปี ทุกเย็นวันเสาร์ทางชุมชนและเทศบาลจะปิดถนนสายวัฒนธรรมทำเป็นถนนคนเดิน เริ่มราวห้าโมงเย็นไปจนค่ำ กลุ่มฮักนะเขมราฐริเริ่มงานนี้ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อชุบชีวิตย่านเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในบรรยากาศย้อนยุค ตลอดสองข้างทางมีร้านขายอาหารพื้นบ้านอีสาน ขนมโบราณ ผ้าฝ้ายทอมือ เสื้อผ้าพื้นเมือง ของที่ระลึก และคาเฟ่ในเรือนไม้เก่าให้แวะนั่งพัก คั่นด้วยเวทีการแสดงฟ้อนรำพื้นเมืองที่คนในชุมชนช่วยกันจัดเอง
เสน่ห์ของที่นี่คือความเป็นเมืองเล็กที่ยังไม่ถูกการท่องเที่ยวกลืนจนเสียตัวตน คนเดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่กับนักท่องเที่ยวสายชิลที่ตั้งใจแวะ ไม่แน่นและไม่วุ่นวายเหมือนถนนคนเดินเมืองใหญ่ เดินชมได้เรื่อย ๆ พร้อมถ่ายรูปหน้าเรือนไม้เก่าและซุ้มประตูโบราณ ราคาของกินย่อมเยาแบบตลาดชุมชน จ่ายไม่กี่สิบบาทก็อิ่ม เดินไปสุดถนนก็ถึงริมแม่น้ำโขงที่มองข้ามไปเห็นฝั่งลาว ช่วงพระอาทิตย์ตกเป็นเวลาที่แสงสวยที่สุด หลายคนนิยมมาถึงก่อนมืดเพื่อเก็บภาพริมน้ำแล้วค่อยวนกลับเข้ามาเดินตลาดตอนไฟเริ่มติด บรรยากาศจะอบอุ่นแบบเมืองเก่าที่ยังมีคนอยู่จริง ไม่ใช่ฉากจัดขึ้นเพื่อถ่ายรูปอย่างเดียว
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือถนนคนเดินเปิดเฉพาะเย็นวันเสาร์เท่านั้น ถ้ามาวันธรรมดาจะเจอเมืองเงียบ ๆ ร้านปิดเกือบหมด จึงต้องวางแผนวันให้ตรง เขมราฐอยู่ไกลจากตัวเมืองอุบลฯ พอสมควร ขับรถราวชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง เส้นทางส่วนใหญ่เป็นถนนต่างจังหวัด ควรออกเดินทางแต่หัววันและเผื่อเวลาขากลับตอนกลางคืน ที่พักในตัวอำเภอมีไม่มากและเป็นเกสต์เฮาส์หรือโฮมสเตย์เล็ก ๆ เป็นหลัก ช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวอาจเต็มเร็ว ควรจองล่วงหน้า ของกินบางร้านหมดไว ถ้าอยากชิมเมนูเด่นให้มาช่วงต้น ๆ ก่อนคนแน่น และควรพกเงินสดไปด้วยเพราะร้านชุมชนหลายเจ้ายังไม่รับจ่ายผ่านแอปหรือบัตร
- เมืองเก่าริมแม่น้ำโขงที่ยังมีเรือนไม้เก่าและอาคารพาณิชย์โบราณอายุเป็นร้อยปีให้เดินชมและถ่ายรูป
- บรรยากาศเนิบ ๆ ไม่แน่นเหมือนถนนคนเดินเมืองใหญ่ คนเดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ สัมผัสวิถีชุมชนจริง
- ของกินพื้นบ้านอีสานและของฝากผ้าฝ้ายทอมือราคาย่อมเยา จ่ายไม่กี่สิบบาทก็อิ่ม พร้อมการแสดงฟ้อนรำพื้นเมือง
- เดินสุดถนนถึงริมโขงมองเห็นฝั่งลาว ช่วงพระอาทิตย์ตกแสงสวย เก็บภาพริมน้ำได้
- เปิดเฉพาะเย็นวันเสาร์ มาวันธรรมดาจะเจอเมืองเงียบและร้านปิดเกือบหมด
- อยู่ไกลจากตัวเมืองอุบลฯ ขับรถ ~1.5–2 ชม. ต้องเผื่อเวลาเดินทางไป-กลับตอนกลางคืน
- ที่พักในอำเภอมีจำกัดและเป็นที่พักเล็ก ๆ ร้านชุมชนหลายเจ้ายังรับแต่เงินสด
อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ — แก่งหินกลางลำโขง + สะพานแขวนข้ามแม่น้ำมูล (โขงเจียม อุบลราชธานี)
แก่งตะนะเป็นอุทยานแห่งชาติเล็ก ๆ ในอำเภอโขงเจียม จุดที่แม่น้ำมูลไหลลงไปบรรจบแม่น้ำโขงก่อนออกสู่ฝั่งลาว จุดเด่นคือ "แก่งตะนะ" แก่งหินกลางลำน้ำที่มีเกาะดอนตะนะคั่นกลาง ทำให้น้ำแยกเป็นสองสายแล้วไหลผ่านซอกหินเป็นแก่งเชี่ยว ช่วงหน้าแล้งราวเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนน้ำลด หินโผล่ขึ้นมาเป็นลานกว้างให้เดินเล่นและถ่ายรูปได้เต็มที่ อีกไฮไลต์คือสะพานแขวนยาวข้ามแม่น้ำมูลที่เดินข้ามไปยังอีกฝั่งได้ ระหว่างเดินจะเห็นวิวแก่งและสายน้ำอยู่ใต้เท้า เป็นมุมถ่ายรูปที่คนมาแล้วมักพูดถึง นอกจากนี้ยังมีน้ำตกตาดโตนขนาดเล็ก เส้นทางเดินป่าระยะสั้น และจุดชมวิวผาแต้มฝั่งตรงข้ามให้แวะต่อได้ในทริปเดียว
การมาที่นี่เหมาะกับคนที่อยากได้ธรรมชาติแบบสงบ ไม่ต้องแย่งมุมถ่ายรูปกับใครมาก เพราะคนน้อยกว่าอุทยานดัง ๆ ทางภาคเหนือหรือภาคใต้ ส่วนใหญ่ขับรถมาเองจากตัวเมืองอุบลราชธานีราวชั่วโมงครึ่ง หรือรวมไว้ในเส้นทางเที่ยวโขงเจียม-ผาแต้ม-สามพันโบก ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานคิดแยกอัตราคนไทยกับต่างชาติ และมีค่ารถยนต์เพิ่มอีกเล็กน้อย ภายในมีลานกางเต็นท์และบ้านพักของอุทยานให้จองค้างคืนสำหรับคนที่อยากตื่นมารับอากาศเช้าริมน้ำ ร้านอาหารและร้านค้ามีบ้างแต่ไม่มาก ควรเตรียมน้ำดื่มและของกินติดตัวไปเผื่อ โดยเฉพาะถ้ามากันเป็นครอบครัวหรือกลุ่มใหญ่
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือช่วงหน้าฝนราวเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม น้ำในแม่น้ำมูลจะขึ้นสูงจนท่วมแก่งหินมิด มองไม่เห็นแก่งตามที่หลายคนตั้งใจมาดู ถ้าอยากเห็นลานหินเต็มตาต้องเลือกมาหน้าแล้ง อากาศอีสานช่วงกลางวันร้อนและแดดจัด บนลานหินไม่มีร่มเงา ควรมาช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ พกหมวก แว่นกันแดด และรองเท้าที่เดินบนหินลื่นได้ เพราะบางจุดหินเปียกและมีตะไคร่ สะพานแขวนจะแกว่งเล็กน้อยเวลามีคนเดินพร้อมกันหลายคน คนกลัวความสูงอาจต้องทำใจนิดหน่อย ห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกมีจำกัดและดูแลได้ไม่ทั่วถึงเท่าอุทยานใหญ่ ส่วนการลงเล่นน้ำในแก่งไม่แนะนำเพราะกระแสน้ำเชี่ยวและมีบันทึกอุบัติเหตุจมน้ำมาก่อน ควรดูอยู่บนฝั่งและตามป้ายเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
- เห็นแก่งหินกลางลำน้ำจุดบรรจบแม่น้ำมูล-โขง และเดินสะพานแขวนยาวข้ามแม่น้ำมูลได้ในที่เดียว
- คนน้อย บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบที่เที่ยวพลุกพล่าน
- ค่าเข้าคนไทยถูก จัดรวมเส้นทางกับผาแต้ม-สามพันโบก-โขงเจียมได้ในทริปเดียว
- มีลานกางเต็นท์และบ้านพักอุทยานให้ค้างคืนริมน้ำสำหรับคนอยากพักใกล้ธรรมชาติ
- หน้าฝน (มิ.ย.-ต.ค.) น้ำขึ้นสูงท่วมแก่งจนมองไม่เห็นหิน ต้องเลือกมาหน้าแล้ง
- บนลานหินแดดจัดไม่มีร่มเงา ห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกมีจำกัด
- กระแสน้ำในแก่งเชี่ยวและเคยมีอุบัติเหตุจมน้ำ ห้ามลงเล่นน้ำ ต้องระวังเด็กเป็นพิเศษ
แม่น้ำสองสี โขงเจียม — จุดบรรจบแม่น้ำโขง-แม่น้ำมูล + หาดทรายริมโขง
แม่น้ำสองสีที่โขงเจียมคือจุดที่แม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง เกิดเป็นภาพน้ำสองสายที่สีต่างกันไหลมาเจอกันตรงปากแม่น้ำ ฝั่งแม่น้ำมูลมักออกสีครามอมเขียว ส่วนแม่น้ำโขงจะขุ่นข้นออกสีน้ำตาลแดงจากตะกอนที่พัดพามา ช่วงที่เห็นเส้นแบ่งสองสีชัดที่สุดคือหน้าแล้งราวเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เพราะน้ำนิ่งและตะกอนน้อยลง ทำให้เส้นแบ่งคมกว่าหน้าฝนที่น้ำหลากจนกลืนเป็นสีเดียว จุดชมวิวหลักอยู่ริมตัวอำเภอโขงเจียม เดินจากลานจอดรถไปยืนดูได้เลย ไม่ต้องเสียค่าเข้า และมีศาลาให้นั่งพักมองแม่น้ำแบบสบาย ๆ
วิธีที่เห็นน้ำสองสีได้ใกล้และชัดที่สุดคือลงเรือหางยาวที่จอดรับนักท่องเที่ยวอยู่ริมตลิ่ง เรือจะพาวนเข้าไปตรงเส้นแบ่งของน้ำสองสายให้เห็นสีที่ตัดกันแบบเต็มตา แล้ววนชมวิวสองฝั่งที่อีกฝั่งเป็นแผ่นดินลาว ค่าเช่าเรือคิดเป็นลำ นั่งได้หลายคน ควรถามราคาและตกลงเส้นทางให้ชัดก่อนลงเรือ ช่วงหน้าแล้งที่ระดับน้ำลด แม่น้ำโขงจะเผยหาดทรายกว้างริมตลิ่งให้ลงไปเดินเล่นถ่ายรูปได้ บางช่วงมีร้านอาหารริมน้ำและแพให้นั่งกินปลาแม่น้ำมองวิวไปด้วย รอบ ๆ โขงเจียมยังมีที่เที่ยวต่อเนื่องอย่างอุทยานแห่งชาติผาแต้มที่มีภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์และจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในไทย จึงจัดเที่ยวรวมกันในทริปเดียวได้
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือความชัดของน้ำสองสีขึ้นอยู่กับฤดูและปริมาณน้ำมาก ถ้าไปหน้าฝนหรือช่วงน้ำหลากอาจเห็นเส้นแบ่งไม่ชัดเท่าที่หวังเพราะน้ำขุ่นทั้งสองสาย และควรไปช่วงเช้าที่แดดยังไม่แรงและน้ำนิ่ง แสงจะช่วยขับสีให้เห็นต่างกันง่ายขึ้น เรื่องเรือหางยาวควรตกลงราคาและเวลาก่อนออกเรือทุกครั้ง เพราะไม่มีป้ายราคาตายตัว บางลำอาจบวกเพิ่มถ้าให้วนนาน สวมเสื้อชูชีพที่เรือมีให้และระวังตอนขึ้นลงเรือเพราะตลิ่งลื่น ตัวอำเภอโขงเจียมอยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ พอสมควร ทางเป็นถนนต่างจังหวัดที่ขับสบายแต่ควรเผื่อเวลาเดินทางและเติมน้ำมันให้พร้อม ร้านค้าและปั๊มระหว่างทางมีเป็นช่วง ๆ ไม่หนาแน่นเท่าในเมือง
- เห็นภาพน้ำสองสีของแม่น้ำมูลกับแม่น้ำโขงมาบรรจบกันแบบหาดูยากในที่อื่น เป็นเอกลักษณ์ของโขงเจียม
- จุดชมวิวหลักเข้าฟรี เดินจากลานจอดรถไปดูได้เลย มีศาลานั่งพักมองแม่น้ำสบาย ๆ
- ลงเรือหางยาววนชมจุดบรรจบได้ใกล้ ราคาต่อลำไม่แพงเมื่อหารกันหลายคน
- เที่ยวต่อเนื่องกับผาแต้มและจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในทริปเดียวได้ หน้าแล้งมีหาดทรายริมโขงให้เดินเล่น
- ความชัดของน้ำสองสีขึ้นกับฤดูมาก หน้าฝน/น้ำหลากอาจเห็นเส้นแบ่งไม่ชัดเพราะน้ำขุ่นทั้งสองสาย
- เรือหางยาวไม่มีป้ายราคาตายตัว ต้องต่อรองและตกลงเวลากันเองก่อนออกเรือ
- อยู่ห่างตัวเมืองอุบลฯ พอสมควร ต้องขับรถเผื่อเวลา ร้านค้าและปั๊มระหว่างทางไม่หนาแน่น
เดินเมืองเก่าอุบล — ทุ่งศรีเมือง วัดทุ่งศรีเมือง และก๋วยจั๊บอุบลย่านเมืองเก่า
ทุ่งศรีเมืองคือสวนสาธารณะกลางเมืองอุบลราชธานีที่คนอุบลใช้เดินเล่น ออกกำลังกาย และจัดงานประจำปี รอบสวนมีเสาเทียนพรรษาจำลองและซุ้มประตูที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ช่วงงานแห่เทียนพรรษาเดือนกรกฎาคมที่นี่จะกลายเป็นลานจัดแสดงต้นเทียนแกะสลักขนาดใหญ่ที่คนทั้งเมืองมารวมตัวกัน ส่วนวันธรรมดาก็เดินชิลได้เรื่อย ๆ ใต้ร่มไม้ เดินจากมุมสวนไม่กี่ก้าวก็ถึงวัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งมีของเด่นเป็นหอไตรกลางน้ำที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางสระเพื่อกันปลวกกันมด เป็นงานช่างผสมอิทธิพลไทย ลาว และพม่า ถือเป็นหอไตรกลางน้ำที่เก่าและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ในวัดยังมีสิม (โบสถ์) เก่าและจิตรกรรมฝาผนังให้ดูเงียบ ๆ อีกด้วย
เสน่ห์ของการเดินย่านนี้อยู่ที่ระยะทางที่กระชับ ทุ่งศรีเมือง วัดทุ่งศรีเมือง และร้านของกินเก่าแก่อยู่ในรัศมีเดินถึงกันได้เกือบทั้งหมด ไม่ต้องขับรถวนหาที่จอดหลายรอบ เดินออกจากวัดไปตามถนนย่านเมืองเก่าจะเจอร้านก๋วยจั๊บอุบล ซึ่งเป็นก๋วยจั๊บสูตรอีสานที่หน้าตาต่างจากก๋วยจั๊บน้ำข้นแบบกรุงเทพฯ ชัดเจน เส้นเป็นเส้นกลมเหนียวหนึบทำจากแป้งข้าว น้ำซุปใสสีเข้มออกเครื่องพริกไทยและกระเทียมเจียว ใส่หมูสับ หมูสามชั้น เครื่องในต้มนุ่ม และบางร้านโรยแคบหมูให้กรอบ ๆ ตัดกับน้ำร้อน ๆ กินคู่กับผักชีต้นหอมและพริกป่นตามชอบ หลายร้านเปิดมานานเป็นสิบปีจนกลายเป็นร้านที่คนอุบลพาแขกไปกิน ราคายังย่อมเยาชามละไม่กี่สิบบาท
ช่วงเวลาที่เดินสบายที่สุดคือเช้าก่อนแดดแรงหรือช่วงเย็นที่อากาศเริ่มเย็นลง กลางวันของอีสานร้อนจัด ควรพกน้ำ หมวก และครีมกันแดดไปด้วย ร้านก๋วยจั๊บชื่อดังหลายร้านเป็นร้านเช้า เปิดตั้งแต่เช้ามืดและมักขายหมดก่อนเที่ยง ถ้าตั้งใจไปกินร้านเจ้าดังควรไปช่วงสายไม่เกินเที่ยงเพื่อไม่ให้พลาด การแต่งกายเข้าวัดควรสุภาพ งดเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นเหนือเข่า เพราะวัดทุ่งศรีเมืองยังเป็นวัดที่มีพระจำพรรษาและมีคนมาทำบุญจริง เดินย่านนี้ไม่ต้องรีบ เก็บบรรยากาศเมืองเก่า ถ่ายรูปหอไตร แล้วปิดท้ายด้วยก๋วยจั๊บร้อน ๆ สักชาม ก็ได้ภาพเมืองอุบลแบบที่คนท้องถิ่นใช้ชีวิตจริง
- จุดเที่ยวเดินถึงกันได้ในรัศมีสั้น ๆ ทุ่งศรีเมือง วัดทุ่งศรีเมือง และร้านของกินเก่าอยู่ใกล้กัน ไม่ต้องขับรถวนหาที่จอด
- วัดทุ่งศรีเมืองมีหอไตรกลางน้ำไม้ทั้งหลัง งานช่างผสมไทย-ลาว-พม่า เป็นของหายากและถ่ายรูปสวย
- ก๋วยจั๊บอุบลเป็นสูตรอีสานเส้นกลมเหนียว น้ำใสหอมพริกไทย-กระเทียมเจียว รสจัดจ้านต่างจากก๋วยจั๊บน้ำข้น ราคาย่อมเยา
- เดินชมสวนและวัดไม่มีค่าเข้า เหมาะกับทริปงบประหยัดและเที่ยวได้ทุกวัย
- กลางวันอีสานร้อนจัด เดินกลางแดดเหนื่อย ควรเลี่ยงช่วงเที่ยงและพกน้ำ-หมวกไปด้วย
- ร้านก๋วยจั๊บเจ้าดังหลายร้านเป็นร้านเช้า ขายหมดก่อนเที่ยง ไปสายเสี่ยงพลาด
- ช่วงงานแห่เทียนพรรษาต้นเดือนกรกฎาคมคนแน่นมากและหาที่จอดรถยาก
งานแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี + วัดพระธาตุหนองบัว (เจดีย์ทรงพุทธคยา)
อุบลราชธานีขึ้นชื่อเรื่องงานแห่เทียนพรรษาที่จัดต่อเนื่องมายาวนานทุกช่วงเข้าพรรษาราวเดือนกรกฎาคม จุดเด่นคือต้นเทียนขนาดใหญ่ที่ช่างท้องถิ่นแกะสลักและติดพิมพ์ลวดลายเป็นเรื่องราวทางพุทธศาสนาอย่างประณีต แล้วตั้งบนขบวนรถแห่ไปตามถนนรอบทุ่งศรีเมืองใจกลางเมือง มีทั้งประเภทแกะสลักและประเภทติดพิมพ์ให้เทียบฝีมือกัน ช่วงกลางวันจะเห็นรายละเอียดของลายเทียนชัด ส่วนบางปีมีการจัดแสดงและประดับไฟให้ชมช่วงค่ำด้วย งานนี้เป็นงานประจำปีที่คนอุบลภูมิใจ และดึงคนจากทั่วประเทศมาชมขบวน จึงควรวางแผนที่พักและการเดินทางล่วงหน้าเพราะโรงแรมในเมืองมักเต็มเร็ว
คู่กับงานเทียนที่มาเที่ยวได้เฉพาะฤดู อีกหมุดที่เที่ยวได้ทั้งปีคือวัดพระธาตุหนองบัว ทางเหนือของตัวเมือง จุดที่คนพูดถึงมากที่สุดคือพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์สีขาว ซึ่งจำลองรูปทรงมาจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย ทำให้รูปทรงต่างจากเจดีย์ไทยทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด รอบองค์เจดีย์มีลวดลายปูนปั้นและซุ้มประดับให้เดินชมรอบด้าน ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่เคารพของคนในพื้นที่ บริเวณวัดกว้าง เดินถ่ายรูปสบาย และเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้า ทำบุญได้ตามศรัทธา หากมาช่วงเทศกาลเทียนก็จับคู่แวะวัดในทริปเดียวกันได้พอดี เพราะอยู่ในเมืองเดียวกันและขับรถถึงกันไม่ไกล
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้แบบตรงไปตรงมาคือ งานแห่เทียนพรรษามาชมได้เฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น ช่วงวันแห่หลักคนจะแน่นมาก แดดแรง และหาที่จอดรถยาก ควรไปถึงแต่เช้า เตรียมหมวกกับน้ำดื่ม และเผื่อเวลาเดินหาจุดชมขบวนที่เห็นชัด ส่วนที่นั่งอัฒจันทร์ตำแหน่งดีบางจุดต้องจองหรือมีบัตร จึงควรเช็กผังงานของปีนั้นก่อน สำหรับวัดพระธาตุหนองบัวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าเมื่อเข้าเขตที่กำหนด และสำรวมเสียงเพราะมีคนมาสวดมนต์ทำบุญ ช่วงกลางวันเจดีย์สีขาวสะท้อนแดดค่อนข้างจ้า ถ่ายรูปสวยกว่าในช่วงเช้าหรือเย็นที่แดดนุ่มกว่า ทั้งสองที่ไม่มีค่าเข้าชมโดยตรง แต่หากไม่สะดวกขับรถเอง การจองทัวร์เที่ยวเมืองครึ่งวันที่รวมรถรับส่งจะช่วยให้แวะได้หลายจุดสะดวกขึ้น
- งานแห่เทียนพรรษาเป็นเทศกาลประจำปีที่มีเอกลักษณ์ ต้นเทียนแกะสลักฝีมือช่างอุบลประณีต ชมขบวนได้ฟรีกลางเมือง
- วัดพระธาตุหนองบัวมีเจดีย์ทรงพุทธคยาที่รูปทรงต่างจากเจดีย์ไทยทั่วไป ได้รีวิวชื่นชมเรื่องความงามและสถาปัตยกรรม
- ทั้งสองที่เข้าชมฟรี งานเทียนดูขบวนไม่เสียเงิน วัดทำบุญตามศรัทธา คุ้มค่าสำหรับงบจำกัด
- อยู่ในเมืองเดียวกันและขับรถถึงกันไม่ไกล จับคู่เที่ยวในทริปเดียวช่วงเทศกาลได้พอดี
- งานแห่เทียนพรรษาชมได้เฉพาะช่วงเข้าพรรษาราวเดือนกรกฎาคมเท่านั้น ไม่ใช่กิจกรรมที่มาได้ทั้งปี
- ช่วงวันแห่หลักคนแน่นมาก แดดแรง และหาที่จอดรถยาก ที่นั่งอัฒจันทร์จุดดีบางที่ต้องมีบัตร
- วัดพระธาตุหนองบัวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องแต่งกายสุภาพและสำรวม ช่วงเที่ยงเจดีย์สีขาวสะท้อนแดดจ้าถ่ายรูปยาก
เที่ยวอุบล พักที่ไหนดี?
เลือกที่พักกลางเมือง/ใกล้ทุ่งศรีเมือง เทียบราคา 3 เว็บก่อนจอง
ค้นหาที่พักบน Agodaจองกิจกรรม & ตั๋วล่วงหน้า
ทัวร์ริมโขง (ผาแต้ม-สามพันโบก) และรถรับส่งช่วยประหยัดเวลาเพราะจุดเที่ยวไกล
💡 รู้ก่อนเที่ยวอุบล
ถ้าอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามต้องออกจากเมืองแต่เช้ามืด (ผาแต้มห่าง ~90 กม.)
แอ่งหินโผล่เฉพาะช่วงน้ำโขงลด ~ม.ค.-พ.ค. หน้าฝนจมน้ำ ควรเช็กระดับน้ำก่อนไป
โขงเจียม-ผาแต้ม-สามพันโบก อยู่ห่างเมือง 80-100 กม. มีรถหรือจอยทัวร์จะสะดวกสุด
งานแห่เทียนพรรษาจัดปีละครั้งราวเดือน ก.ค. (วันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา) ที่พักเต็มเร็ว ควรจองล่วงหน้า
เลือกกิจกรรมยังไงให้คุ้ม
ถ้ามี 2 วัน แนะนำวันแรกบุกโซนโขงเจียม-ผาแต้ม (ไปเช้ามืดรับพระอาทิตย์ที่ผาแต้ม + เสาเฉลียง + แม่น้ำสองสี + น้ำตกแสงจันทร์) วันที่สองต่อสามพันโบก (หน้าแล้ง) หรือแก่งตะนะ แล้วแวะวัดสิรินธรฯ ภูพร้าวช่วงค่ำดูวัดเรืองแสง ถ้ามาช่วงเข้าพรรษาอย่าพลาดงานแห่เทียนที่ทุ่งศรีเมือง จะได้ครบทั้งธรรมชาติ ศิลปะ และประเพณี
พร้อมเที่ยวอุบลแล้ว? เริ่มจากเลือกที่พักกลางเมืองก่อนเลย
ดูที่พักอุบลราชธานี →