🔄 ตรวจสอบล่าสุด 24 มิ.ย. 2026 · ข้อมูลร้าน/เวลาเปิดอาจเปลี่ยน เช็กกับเพจร้านก่อนไปอีกที
📍 แผนที่ร้านทั้งหมด
แตะหมุดเพื่อดูร้าน + ที่พักย่านนั้น
ถ้าให้เลือกย่านเดียวในกรุงเทพฯ ที่กินได้ไม่มีเบื่อ คนกินจริงหลายคนยกให้สุขุมวิท เพราะมันไม่ได้มีแค่แนวเดียว — ช่วงพร้อมพงษ์–เอ็มควอเทียร์เป็นโซนของกินเก่าแก่กับห้างหรูปนกัน เลยไปเอกมัยคือดงร้านเด็ดเจ้าประจำที่เปิดมาหลายสิบปี ส่วนทองหล่อคือย่านคาเฟ่ บรันช์ และข้าวต้มรอบดึกของคนเที่ยวกลางคืน ทุกอย่างอยู่บนแนว BTS สายสุขุมวิท เดินจากสถานีเข้าซอยไม่กี่นาทีก็ถึง มื้อเช้ากินก๋วยเตี๋ยวต้มยำร้อน ๆ มื้อเที่ยงข้าวผัดปูจานต่อจาน มื้อค่ำอาหารใต้รสจัดหรืออาหารตราดต้นตำรับ แล้วปิดท้ายดึก ๆ ด้วยข้าวต้มปากซอยทองหล่อ — วันเดียวกินครบทุกอารมณ์ในย่านเดียว
ที่ทำให้สุขุมวิทพิเศษคือร้านในลิสต์นี้หลายร้านมีของจริงการันตี ไม่ใช่แค่กระแส — รุ่งเรือง (ตั๋ง) ก๋วยเตี๋ยวหมู สุขุมวิท 26 เปิดมาตั้งแต่ปี 1965 และติด Michelin Street Food หลายปีติดต่อกัน, เฮียให้ (HERE HAI) กับ หน่องริมคลอง ที่เอกมัยเป็นเจ้าตำรับข้าวผัดปูและไข่ข้นปูที่ได้ Michelin Bib Gourmand, Sri Trat (ศรีตราด) สุขุมวิท 33 ขึ้นชื่อเรื่องหมูชะมวงสูตรตราดแท้ ๆ ส่วนสายของกินดั้งเดิมมี วัฒนาพานิช เอกมัยเจ้าเก่า ที่ตุ๋นน้ำซุปเนื้อข้ามวันมากว่า 50 ปี และฝั่งคาเฟ่ก็มี Roast ที่ The Commons กับ Greyhound Cafe ตำนานฟิวชันไทยที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 1997 อ่านจบแล้วน่าจะรู้เลยว่ามื้อหน้าจะลงรถไฟฟ้าสถานีไหนก่อน
รุ่งเรือง (ตั๋ง) ก๋วยเตี๋ยวหมู สุขุมวิท 26
ถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวหมูในตำนานของกรุงเทพฯ ชื่อ "รุ่งเรือง (ตั๋ง)" ในซอยสุขุมวิท 26 ต้องมาเป็นชื่อแรก ๆ ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2508 ผ่านมากว่า 60 ปี จากที่เคยปั่นสามล้อขายชามละไม่กี่สตางค์ จนวันนี้ติดบิบกูร์มองด์ในมิชลินไกด์ และอยู่ในลิสต์สตรีทฟู้ดมิชลินยาว ๆ ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลองของจริงย่านพร้อมพงษ์–เอ็มควอเทียร์ ทั้งคนทำงานแถวนั้น นักท่องเที่ยวเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ที่ตามรอยมิชลินมากิน
เมนูที่ต้องสั่งคือ "ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ" — น้ำซุปเข้มข้นหอมเครื่อง รสเปรี้ยวนำ เผ็ดตาม แต่ไม่กลบรสหวานหมูในน้ำ คนรีวิวพูดตรงกันว่าหมูสับมาพูน ๆ ลูกชิ้นปลาทำเองเด้งดึ๋ง บางคนชอบสั่งน้ำใสเพื่อชิมรสซุปล้วน ๆ ที่เคี่ยวกระดูกมานาน ใครกินเครื่องในได้แนะนำตับกับไส้ ส่วนของแกล้มห้ามพลาดหนังปลาทอดกรอบ จิ้มน้ำจิ้มแล้วเพลิน เติมเกี๊ยวหรือบะหมี่เพิ่มได้ตามชอบ
เรื่องราคาถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับร้านระดับนี้ ชามกลางราว 60 บาท ชามใหญ่ราว 70 บาท กินอิ่มจบที่ไม่ถึงร้อย บรรยากาศเป็นร้านสตรีทแบบดั้งเดิม โต๊ะติด ๆ กัน คนเยอะ คิวไว ทำเลเดินจาก BTS พร้อมพงษ์เข้าซอยมาราว 150 เมตร หาง่าย เปิดทุกวันประมาณ 08:00–17:00 น. (เสาร์–อาทิตย์เลื่อนเปิด 08:30)
ข้อควรรู้สำคัญ: ในซอยมีร้าน "รุ่งเรือง" หลายห้องที่แตกออกมาจากครอบครัวเดียวกัน ร้านนี้คือห้องหัวมุม ("ตั๋ง") ซึ่งเป็นร้านที่ได้บิบกูร์มองด์ ถ้าตามมิชลินให้เล็งห้องมุมไว้ ช่วงเที่ยงคนแน่นมากและของบางอย่างหมดเร็ว ถ้าไม่อยากรอนานลองมาช่วงบ่ายสองบ่ายสามจะสบายกว่า และควรสั่งทีเดียวให้ครบเพราะร้านขายไว คิวเดินเร็ว
วัฒนาพานิช (เอกมัยเจ้าเก่า)
ถ้าพูดถึงก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นในตำนานของกรุงเทพฯ ชื่อ "วัฒนาพานิช" เอกมัยเจ้าเก่า ต้องมาเป็นชื่อแรก ๆ ร้านห้องแถวเล็ก ๆ ริมสุขุมวิท 63 ใกล้ซอยเอกมัย 18 เปิดขายมากว่า 50–60 ปี ส่งต่อกันในครอบครัวรุ่นต่อรุ่น จุดที่ทำให้คนทั่วเมือง (และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตามคลิปไวรัลมา) ยอมต่อคิวคือหม้อน้ำซุปยักษ์ตั้งเดือดอยู่หน้าร้าน ที่เคี่ยวต่อเนื่องไม่เคยดับมานานหลายสิบปี เติมน้ำเติมเครื่องทุกวันแบบ perpetual stew จนกลิ่นและรสสะสมลึกแบบที่ทำใหม่วันเดียวเลียนแบบไม่ได้ เหมาะกับคนที่อยากลองของจริงสายเนื้อตุ๋น มาเอกมัยทั้งทีต้องแวะ
เมนูต้องสั่งคือ "เกาเหลาเนื้อตุ๋นรวมพิเศษ" ที่ได้ทั้งเนื้อตุ๋นเปื่อย เอ็น ลูกชิ้น และเครื่องในมาในชามเดียว หรือสั่งเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นใส่เส้นก็ได้ อีกจานที่เป็นของขึ้นชื่อไม่แพ้กันคือ "แพะตุ๋นยาจีน" ตุ๋นนุ่มกับเครื่องยาจีนอย่างเก๋ากี้ ส่วนสายข้าวลองข้าวเนื้อน้ำมันหอยหรือข้าวหน้าไก่ก็เบา ๆ ดี รีวิวส่วนใหญ่พูดตรงกันว่าน้ำซุปเข้มหวานหอมจากการตุ๋นกระดูกและเอ็นเนื้อนาน ๆ กลิ่นเครื่องยาจีนชัดแต่ไม่ฉุน เนื้อนุ่มเคี้ยวง่ายเกือบละลาย หลายคนบอกว่าเป็นน้ำซุปเนื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกิน ส่วนแพะมีบางเสียงว่ากลิ่นแรงไปนิดสำหรับคนไม่คุ้น ลองสั่งเนื้อก่อนถ้ายังไม่แน่ใจ
ด้านราคาถือว่าคุ้มกับชื่อชั้น ก๋วยเตี๋ยว/เกาเหลาเนื้ออยู่ราว 80–150 บาท ส่วนแพะตุ๋นยาจีนชามใหญ่ 200 บาท บรรยากาศเป็นร้านเก่าแบบดิบ ๆ จริง ๆ โต๊ะสเตนเลส เก้าอี้เหล็ก ไม่มีแอร์ ร้อนและคนแน่นมากช่วงเที่ยง ใครรับบรรยากาศโรงเตี๊ยมเก่าได้จะสนุก แต่ถ้าคาดหวังร้านติดแอร์นั่งสบายอาจต้องทำใจ ร้านนี้ได้รางวัล MICHELIN Guide กรุงเทพฯ ระดับ "The Plate" การันตีอีกชั้น เลยยิ่งดังในหมู่ทั้งคนไทยและต่างชาติ
ข้อควรรู้ก่อนไป: ร้านไม่มีที่จอดรถในตัว ต้องไปจอดอาคารฝั่งตรงข้ามคิดค่าจอดราว 40–50 บาท ถ้ามา BTS ลงสถานีเอกมัยแล้วต่อแท็กซี่/วินเข้าซอยอีกราว 2 กิโลเมตร แนะนำมาก่อนเที่ยงหรือบ่ายแก่ ๆ เลี่ยงคิวยาว และร้านปิดวันจันทร์สุดท้ายของเดือน (วันที่ล้างหม้อตุ๋นใหญ่) ควรเช็กก่อนไปกันพลาด
เฮียให้ (HERE HAI)
ถ้าพูดถึง "ข้าวผัดปู" ในกรุงเทพฯ แล้วไม่พูดถึงเฮียให้ (HERE HAI) คงไม่ได้ ร้านนี้คือต้นตำรับ "ข้าวผัดโคตรปู" ตัวจริงย่านเอกมัย เป็นห้องแถวร้านข้าวต้มสไตล์ premium street food ที่คนต่อคิวยาวตั้งแต่ก่อนร้านเปิด เหมาะกับคนที่อยากกินซีฟู้ดสด ๆ ผัดจานต่อจานร้อน ๆ จากกระทะ ไม่เน้นบรรยากาศหรู แต่เน้นของแน่น ๆ คุ้มเงิน ใครชอบปูเยอะ ๆ จนล้นจานต้องมาที่นี่ การันตีด้วยรางวัล Michelin Bib Gourmand ต่อเนื่องหลายปีตั้งแต่ 2020 มาจนถึงเล่มล่าสุด
เมนูที่ต้องสั่งคือ "ข้าวผัดโคตรปู" พระเอกของร้าน ข้าวร่วนเป็นเม็ด หอมกลิ่นกระทะแบบที่เขาเรียกกันว่าหอมไหม้ ๆ มาพร้อมเนื้อกรรเชียงปูม้าและก้ามปูกองโต ปูเขาเลือกจากสุราษฎร์ธานีแกะเนื้อมาให้พร้อมกิน เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดเขียว ๆ ที่ตำสด กระเทียม ผักชี พริก มะนาว น้ำปลา ตัดเลี่ยนได้ดี อีกจานที่คนสั่งกันเยอะคือไข่เจียวปู ฟูนุ่มเนื้อปูแน่น และปูผัดผงกะหรี่ที่หอมเครื่องเข้มข้น ใครมากันหลายคนลองโคตรกั้งกระเทียมพริกไทยหรือกุ้งแม่น้ำเผาเพิ่มได้
เสียงจากรีวิวจริงค่อนข้างไปทางเดียวกันว่า "ปูจัดมาแบบเบิ้ม" ข้าวผัดรสกลาง ๆ ไม่จัดจ้าน ปล่อยให้ความหวานของเนื้อปูเด่น หลายคนบอกคุ้มกับราคาเมื่อเทียบปริมาณปูที่ได้ ส่วนข้อติที่เจอบ่อยคือช่วงพีคอาหารออกช้าและคิวยาวมาก บางคนรอเป็นชั่วโมง ราคาข้าวผัดโคตรปูจานเดี่ยวอยู่ราว 340 บาท ส่วนจานยักษ์แบ่งกินกันได้หลายคนหลักหลายร้อยถึงเกือบพัน เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 250–500 บาท
ร้านอยู่ถนนเอกมัย (สุขุมวิท 63) ช่วงระหว่างซอยเอกมัย 10–12 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา ใกล้ดองกิและเดินทะลุไปทองหล่อได้ เปิด 10:00–15:00 และ 16:00–17:30 หยุดวันจันทร์ ข้อควรรู้สำคัญคือร้านรับเงินสดเท่านั้นและไม่รับจอง แนะนำให้ไปก่อนเวลาเปิดหรือเลี่ยงช่วงมื้อเที่ยง-เย็นพีค ถ้าไม่อยากรอนาน ตอนนี้เฮียให้มีอีกสาขาในพารากอนสำหรับคนที่ไม่อยากต่อคิวหน้าร้านเอกมัยด้วย
หน่องริมคลอง (Nhong Rimklong)
ถ้าพูดถึงร้านอาหารตามสั่งที่ใส่เนื้อปูแบบไม่ยั้งมือ "หน่องริมคลอง" คือชื่อแรก ๆ ที่คนกรุงเทพฯ นึกถึง ร้านเริ่มจากเพิงเล็ก ๆ ริมคลองจริง ๆ จนดังเปรี้ยงแล้วย้ายมาอยู่ตึกแถวสองคูหาในซอยเอกมัย 23 (ซอยภาษี ใกล้วัดภาษี) เดินเข้าซอยมาร้อยกว่าเมตรก็ถึง จุดที่ทำให้ร้านนี้ไม่ใช่ร้านตามสั่งทั่วไปคือการันตีมิชลินบิบกูร์มองด์ติดต่อกันหลายปี เหมาะมากสำหรับคนที่อยากกินซีฟู้ดฝีมือดีในราคาที่ยังพอจับต้องได้ โดยเฉพาะสายปูที่อยากเจอเนื้อปูก้อนเน้น ๆ ในจานเดียว
เมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่งคือ "ไข่ข้นปู" หรือที่ลูกค้าตั้งฉายาให้ว่าไข่ข้นโคตรปู ตัวไข่ผัดมาสุกกำลังดี เนื้อเนียนนุ่มฉ่ำคล้ายลาวา แล้วโปะหน้าด้วยเนื้อปูก้อนสด ๆ แน่นจนแทบมองไม่เห็นไข่ด้านล่าง อีกจานที่รีวิวพูดถึงบ่อยคือไข่เจียวปูที่ฟูหนากัดแล้วเจอปูเต็มคำ ส่วนสายเผ็ดต้องปูผัดพริกขี้หนู และกุ้งทอดกระเทียมตัวโต ๆ ก็เป็นของโปรดอีกจาน เสียงส่วนใหญ่จากรีวิวจริงไปทางเดียวกันว่า "เนื้อปูเยอะจริง สดจริง คุ้มราคา" หลายคนบอกว่าหาที่ไหนให้ปูแท้เยอะขนาดนี้ในราคาเท่านี้ได้ยาก
บรรยากาศเป็นร้านตึกแถวติดแอร์ โต๊ะเก้าอี้เรียบง่าย ครัวกึ่งเปิด ไม่ได้หรูแต่สะอาดและเสิร์ฟไว ราคาเฉลี่ยตกราว 251–500 บาทต่อคน ส่วนจานปูซิกเนเจอร์อย่างไข่ข้นปูหรือไข่เจียวปูจะอยู่ที่หลักร้อยปลาย ๆ ถึงเกือบพัน เพราะให้เนื้อปูจริงแบบจัดเต็ม ถ้ามากันหลายคนแล้วแบ่งกันกินจะคุ้มและอิ่มกว่า เปิดจันทร์–เสาร์ ช่วงสาย 08:30 ถึงบ่าย (ราว 16:00) ปิดวันอาทิตย์ จึงเหมาะกับมื้อสายถึงมื้อกลางวันมากกว่ามื้อเย็น
ข้อควรรู้ก่อนไป: ที่จอดรถหน้าร้านมีจำกัด หลายรีวิวแนะนำให้ไปจอดที่วัดภาษีแล้วเดินเข้ามา ช่วงพีคคนเยอะและบางเมนูอาจต้องรอสักหน่อย ใครที่คาดหวังร้านติดคลองสวย ๆ ตามชื่ออาจต้องทำใจเพราะตอนนี้ย้ายมาอยู่ในซอยแล้ว แต่ถ้าโฟกัสที่รสชาติและปริมาณปู ร้านนี้ยังเป็นหมุดหมายที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ (เกาหลี ไต้หวัน ฝรั่ง) ตามมาลองไม่ขาดสาย
Khua Kling Pak Sod (คั่วกลิ้ง ผักสด) สาขาทองหล่อ
ถ้าอยากรู้ว่าอาหารใต้รสจัด ๆ แบบไม่ประนีประนอมเป็นยังไง คั่วกลิ้ง ผักสด สาขาทองหล่อ คือร้านที่คนกรุงเทพฯ พูดถึงกันบ่อยที่สุดร้านหนึ่ง เป็นร้านครอบครัวที่ยกสูตรคุณยายจากอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มาทำจริงจัง อยู่ในตึกสีเหลืองมัสตาร์ดลึกเข้าซอยทองหล่อ 5 ไปราว 100 เมตร เลี้ยวขวาแรกตรงข้ามสถานทูตเคนยา และการันตีด้วยรางวัล Michelin Bib Gourmand หลายปีติดต่อกัน เหมาะกับคนที่กินเผ็ดได้และอยากลองรสใต้แท้ ๆ ในย่านไฮโซ
เมนูที่ต้องสั่งคือ "คั่วกลิ้งหมูสับ" พระเอกของร้าน คั่วมาแห้งหอมเครื่อง เผ็ดจี๊ดจากพริกขี้หนูกับพริกไทยขาวจนหลายคนบอกว่าลิ้นชา กินคู่ผักสดเคียงจานโตช่วยตัดเผ็ดได้ดี อีกจานที่พลาดไม่ได้คือ "หมูฮ้อง" สามชั้นเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก รสหวานเค็มกลมกล่อม ตามด้วยแกงปูใบชะพลู ปลากะพงแกงเหลืองเปรี้ยวเผ็ดถึงเครื่อง ใบเหลียงผัดไข่ และถ้ามากันหลายคนลองข้าวจีนน้ำยาปูจานใหญ่ รีวิวส่วนมากพูดตรงกันว่า "รสจัดจ้านถึงเครื่อง" ไม่ติดหวาน วัตถุดิบดี และร้านไม่ใส่ผงชูรส
เรื่องราคาตรงไปตรงมาว่าค่อนข้างสูงสำหรับอาหารตามสั่ง จานหลักประมาณ 180–580 บาท มื้อหนึ่งต่อคนตกราว 300–500 บาท แต่คนส่วนใหญ่บอกว่าคุ้มกับคุณภาพและความจัดจ้านที่หากินยาก ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เช้าราว 07:00 ถึงค่ำ มีโซน outdoor และห้องส่วนตัว บรรยากาศเรียบง่ายติดแอร์ ผนังประดับพระบรมฉายาลักษณ์
ข้อควรรู้ก่อนไป: ที่จอดรถเป็นจุดอ่อนที่รีวิวบ่นบ่อย ในซอยแคบและที่จอดจำกัด ถ้าขับมาเองอาจต้องใช้บริการ valet หรือมาด้วยรถสาธารณะจะสบายกว่า ช่วงมื้อเที่ยง-เย็นคนเยอะ โทรจองโต๊ะล่วงหน้าไว้อุ่นใจกว่า และถ้ากินเผ็ดไม่เก่งบอกพนักงานให้ลดเผ็ดได้ แต่เตรียมใจว่าระดับมาตรฐานของที่นี่เผ็ดจริงตามสไตล์ใต้แท้
🛏️ พักย่านสุขุมวิทแล้วเดินกินได้ทั้งวัน
ข้อดีของการพักในย่านสุขุมวิทคือร้านเด็ดในลิสต์นี้อยู่บนแนว BTS เดียวกันแทบทั้งหมด เลือกโรงแรมแถวอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ หรือเอกมัย ก็ลงรถไฟฟ้าเดินไปต่อคิวก๋วยเตี๋ยวมิชลินตอนเช้าได้ทัน กลับดึกหลังข้าวต้มรอบดึกก็ถึงที่พักเร็ว มีให้เลือกตั้งแต่โฮสเทลหลักร้อยติด BTS ไปจนถึงโรงแรม 5 ดาวมีสกายวอล์กตรงถึงห้าง เทียบราคาหลายเว็บแล้วจองล่วงหน้าช่วงไฮซีซันจะได้ห้องดีในราคาที่คุ้มกว่า
Sri Trat Restaurant & Bar (ศรีตราด)
ถ้าอยากกินอาหารไทย "ภาคตะวันออก" แบบที่หากินยากในกรุงเทพฯ ศรีตราด (Sri Trat) คือร้านที่ต้องมาลองสักครั้ง เป็นร้านการันตีมิชลิน Bib Gourmand ของพี่เอกกับภรรยา ที่ยกสำรับรสมือคุณแม่จากจังหวัดตราดมาเสิร์ฟกลางสุขุมวิท 33 ตัวร้านเป็นวิลล่าเก่าผนังอิฐโชว์แนว มีโซนบาร์กับโซนนั่งกินข้าวที่ให้ความรู้สึกเหมือนมากินที่บ้านญาติ จุดที่ทุกคนถ่ายรูปคือภาพวาดผู้หญิงสวยตัวใหญ่บนผนัง ซึ่งก็คือคุณแม่เจ้าของร้านสมัยเป็นนางงาม เหมาะกับมื้อครอบครัว มื้อพิเศษ หรือพาเพื่อนต่างชาติมาลองรสไทยแท้ที่ไม่ใช่ผัดไทยต้มยำซ้ำเดิม
เมนูที่พลาดไม่ได้คือ "หมูชะมวง" แกงหมูใส่ใบชะมวงสไตล์ตราด หอมกลิ่นใบชะมวง ได้รสเปรี้ยวนวล ๆ หมูเคี่ยวจนนุ่ม รีวิวส่วนใหญ่ยกให้เป็นพระเอกของร้าน อีกจานที่คนสั่งกันแทบทุกโต๊ะคือ "หมูสับปลาเค็มตราด" เค็มมันกำลังดี บีบมะนาวแล้วกินกับข้าวสวยเพลินมาก สายเส้นห้ามพลาด "ชะอมผัดวุ้นเส้นหมูสับ" หอมชะอมรสกลมกล่อม กับของทะเลอย่างหมี่ผัดปู/หลนปูไข่ที่เนื้อปูแน่น ใครชอบแปลกลองมัสมั่นไก่ทุเรียนหรือปลาเห็ดโคนทอดขมิ้นกรอบ ๆ ได้
เสียงจากรีวิวค่อนข้างไปทางเดียวกันว่าอาหารอร่อย หอมเครื่อง จัดจาน บริการดี พนักงานน่ารัก แต่มีข้อสังเกตว่ารสชาติออกไปทาง "หวานนำ" ตามแบบฉบับคนตราด บางคนที่ชอบรสจัดจ้านอาจรู้สึกว่าไม่เผ็ดสะใจเท่าร้านอีสาน และเป็นคนละแนวกับอาหารใต้ ราคาอยู่ระดับกลางค่อนบน จานกับข้าวเริ่มราว 190–290 บาท พวกของทะเล/หลนปูขึ้นไปหลักห้าร้อย เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 400–800 บาทแล้วแต่สั่ง
ทำเลอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 เดินจาก BTS พร้อมพงษ์ได้ มีบริการ valet รับจอดรถ เปิดทุกวัน 11:00–23:00 (ครัวปิดรับออเดอร์ราว 21:30) ข้อควรรู้คือร้านดังมากและที่นั่งจำกัด ช่วงเย็น-สุดสัปดาห์เต็มเร็ว แนะนำให้จองล่วงหน้าผ่าน Line @SriTrat หรือโทรไปก่อน และร้านค่อนข้างตรงเวลาปิดครัว อย่ามาดึงเกินไปเดี๋ยวอดสั่งจานเด็ด
55 โภชนา (ห้าสิบห้าโภชนา)
ใครเป็นสายนอนดึกย่านทองหล่อ-เอกมัย น่าจะเคยได้ยินชื่อ "55 โภชนา" (ห้าสิบห้าโภชนา) กันมาบ้าง ร้านข้าวต้มโต้รุ่งเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2526 ปาเข้าไปสามสิบกว่าปี ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทตรงปากซอยสุขุมวิท 55 พอดี เดินจาก BTS ทองหล่อ ทางออก 3 แค่ไม่กี่ก้าว เป็นห้องแถวหลายคูหาติดกัน มีทั้งโซนห้องแอร์และโซนเทอร์เรซริมทาง เหมาะกับคนที่เพิ่งเลิกงานดึก ออกจากผับบาร์แถวนั้นแล้วหิว หรืออยากหาอะไรอุ่น ๆ กินก่อนกลับบ้าน เมนูเป็นอาหารจีน-ไทยตามสั่งแบบร้านข้าวต้ม สั่งได้ตั้งแต่จานเดียวยันกับข้าวเป็นโต๊ะ
เมนูที่รีวิวพูดถึงบ่อยสุดคือ "ดอกขจรผัดไข่" จานนี้ถือเป็นของขึ้นชื่อ ผัดไฟแรงจนได้กลิ่นหอมไหม้ ๆ ไข่เกาะดอกขจรกำลังดี บางสูตรใส่วุ้นเส้นกุ้งปลาหมึกมาด้วย อีกจานที่แฟน ๆ ร้านสั่งกันแทบทุกโต๊ะคือ "เป็ดกรอบผัดกะเพรา" เนื้อเป็ดนุ่มจนรีวิวฝรั่งถึงกับบอกว่าละลายในปาก โรยใบกะเพราทอดกรอบมาด้วย ส่วนของกินเล่นยอดฮิตก็มีออส่วนหอยนางรม ปลาหมึกผัดไข่เค็ม ไข่เจียวปลาสลิด และยำหมูกรอบ ใครชอบเผ็ดสั่งกะเพราหรือต้มยำได้เลย รสจัดสะใจสไตล์ร้านข้าวต้ม
เรื่องรสชาติรีวิวส่วนใหญ่ไปทางชม ว่าอร่อยแบบไฟแรง หอมกระทะ แต่ก็มีข้อสังเกตตามตรงว่าหลายจานค่อนข้างมัน เพราะใช้น้ำมันเยอะตามสไตล์ผัดร้อน ๆ และบางเมนูซีฟู้ดเจอรีวิวบ่นว่าเหนียวไปบ้าง ราคาต่อหัวประมาณ 250-500 บาทแล้วแต่สั่ง ถือว่าไม่ถูกมากแต่ก็สมเหตุผลกับทำเลกลางทองหล่อ คะแนนกูเกิลอยู่ราว 3.9 ดาว สะท้อนว่าเป็นร้านที่คนกลับมาซ้ำเพราะเปิดดึกและรสคุ้นลิ้น มากกว่าจะเป็นร้านหรู
ข้อควรรู้ก่อนไป ร้านเปิดช่วงค่ำยาวถึงดึก ประมาณ 18:30 ไปจนตีสามครึ่ง (ศุกร์-เสาร์ลากได้ถึงตีสี่) ฉะนั้นกลางวันไปจะปิด เหมาะกับมื้อค่ำ-ดึกหรือมื้อปิดท้ายทริปกินดื่มย่านนี้จริง ๆ ช่วงหลังเที่ยงคืนคนเยอะ อาจต้องรอโต๊ะนิดหน่อย แต่บริการเร็วทันใจคนหิว มีเมนูเจให้เลือกด้วย ใครพักโรงแรมแถวทองหล่อ-เอกมัยแล้วตื่นมาหิวดึก ร้านนี้คือตัวเลือกที่เก๋ากึ๊กของย่านนี้
Roast Coffee & Eatery
ถ้าจะหาร้านบรันช์ที่อยู่คู่ทองหล่อมานานและยังแน่นแทบทุกเช้าวันหยุด Roast Coffee & Eatery คือชื่อแรก ๆ ที่คนกรุงนึกถึง ร้านนี้เปิดมากว่าสิบปี เริ่มจากซอยทองหล่อก่อนจะย้ายมาอยู่ชั้นบนสุดของ The Commons ทองหล่อ 17 จุดเด่นคือเป็นร้านออลเดย์บรันช์สไตล์อเมริกัน-คอมฟอร์ตฟู้ด ที่อบขนมปังเอง คั่วกาแฟเองในร้าน เหมาะมากกับสายบรันช์ที่อยากนั่งชิล ๆ ยาว ๆ คนทำงานที่นัดประชุมเช้า หรือกลุ่มเพื่อนสายคาเฟ่ที่อยากได้ทั้งของกินจริงจังและกาแฟดี ๆ ในที่เดียว
เมนูที่คนสั่งกันแทบทุกโต๊ะคือ Eggs Benedict (ราว 320 บาท) ไข่ดาวน้ำเยิ้มราดฮอลแลนเดส กับแพนเค้ก Blueberry Ricotta เนื้อนุ่มหอมชีส รีวิวจริงชมว่าไข่เบเนดิกต์ทำได้ดีและเป็นจานยอดฮิตที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด ส่วนสายของหวานมีทั้งวาฟเฟิลสตรอว์เบอร์รีกรอบนอกนุ่มในและเฟรนช์โทสต์ ใครเป็นสายกาแฟต้องลอง Iced Espresso Latte (ราว 120 บาท) ที่ใช้เมล็ดคั่วเองซิงเกิลออริจิน บางรีวิวบอกกาแฟเปรี้ยวไปนิดตามสไตล์สเปเชียลตี้ ลองคุยกับบาริสตาเรื่องเมล็ดได้ และร้านยังเสิร์ฟขนมปังบาแก็ตต์กับเนยให้ฟรีระหว่างรออาหารด้วย
บรรยากาศเป็นพื้นที่กึ่งเปิดโล่ง โต๊ะไม้โทนสว่าง เพดานสูง รับลมและแสงธรรมชาติ ให้ฟีลสโลว์ไลฟ์แบบคาเฟ่ฝรั่ง คะแนน Google อยู่ที่ 4.5 ดาวจากรีวิวกว่า 2,700 รายการ ซึ่งถือว่าแข็งมากสำหรับร้านที่เปิดมานาน เสียงส่วนใหญ่ชมเรื่องอาหารรสจัดเต็ม วัตถุดิบสด และกาแฟคุณภาพ
ข้อควรรู้: ราคาอยู่ในช่วง 251–500 บาทต่อคน จานหลักราว 320–340 บาท บางคนบอกว่าคุ้มค่ากับคุณภาพ แต่บางรีวิวมองว่าปริมาณค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบราคา และช่วงสาย-เที่ยงวันหยุดคนเยอะ คิวยาว แนะนำให้มาก่อน 11 โมงจะสบายที่สุด ร้านอยู่ชั้น 3 ของ The Commons เดินขึ้นไปด้านบนสุด มีที่จอดรถใต้อาคาร เปิดทุกวัน
บ้านส้มตำ สาขาสุขุมวิท
ใครชอบส้มตำอีสานแบบนั่งสบาย ๆ ในร้านสะอาดกว้างขวาง บ้านส้มตำ สาขาสุขุมวิท คือหมุดที่ควรปักไว้ ร้านอยู่ในซอยสุขสวัสดิ์ (สุขุมวิท 40) ฝั่งหลังเกตเวย์ เอกมัย เดินจาก BTS เอกมัยราว 400 เมตร เป็นเรือนสองชั้นมีต้นไม้เขียว ๆ ที่จอดรถสะดวก เหมาะทั้งมื้อครอบครัว นัดเพื่อน หรือเลี้ยงทีมหลังเลิกงาน บ้านส้มตำเป็นแบรนด์ที่ดังมานานและเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ปั้นเมนูตำหลวงพระบางจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ติดร้าน
เมนูที่คนสั่งกันแทบทุกโต๊ะคือ ตำหลวงพระบาง — มะละกอซอยบางผสมกะปิ เนื้อสัมผัสกรอบกว่าตำทั่วไป กลิ่นกะปิหอม รสจัดแบบที่รีวิวหลายเสียงบอกว่า "สมคำร่ำลือ" และให้ฟีลต่างจากส้มตำปกติจริง ๆ อีกจานที่ไม่ควรพลาดคือ ตำปูปลาร้า รสนัวจัดจ้าน คู่กับ ลาบหมูทอด ที่ทอดจนหอม และ ปลากะพงทอดน้ำปลา ตัวใหญ่เนื้อแน่นกินกันได้ทั้งโต๊ะ ปิดท้ายด้วย ไอศกรีมมะพร้าว เย็น ๆ ดับเผ็ดกำลังดี
เรื่องรสชาติ รีวิวส่วนใหญ่ไปทางเดียวกันว่า "รสมาตรฐาน" คงเส้นคงวาทุกครั้งที่มา อาหารสะอาด บรรยากาศร้านสบาย พนักงานบริการดี ส่วนข้อสังเกตที่เจอบ่อยคือ ราคาออกแนวกลาง ๆ ค่อนสูงนิดหน่อยสำหรับร้านส้มตำ และบางจานปริมาณไม่ได้เยอะมาก แต่แลกกับความสะอาดและที่นั่งสบายก็ถือว่าคุ้ม ราคาต่อหัวประมาณ 251–500 บาท
ทำเลเดินทางง่าย เปิดทุกวัน 11:00–22:00 (วันพุธปิด 21:30) มีที่จอดรถ รับบัตรเครดิต และสั่งเดลิเวอรีได้ ช่วงเย็น-ค่ำวันหยุดคนเยอะ ถ้ามากันหลายคนเผื่อเวลารอโต๊ะนิดหน่อย ใครเป็นสายเผ็ดบอกระดับกับพนักงานได้ และถ้าอยากลองของเด็ดจริง ๆ ตำหลวงพระบางคือจานที่ห้ามพลาด
Greyhound Cafe สาขา J Avenue ทองหล่อ
ถ้าพูดถึงคาเฟ่กรุงเทพฯ ที่อยู่มานานจนกลายเป็นหมุดหมายของย่านทองหล่อ ชื่อ Greyhound Cafe สาขา J Avenue ต้องอยู่ในลิสต์แน่ ๆ ร้านนี้เป็นแฟลกชิปสายคาเฟ่ของแบรนด์แฟชั่นไทย Greyhound เสิร์ฟอาหารแนวฟิวชันไทย-อิตาเลียนในบรรยากาศมินิมอลโทนดำที่เป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดรีโนเวตใหม่เป็นคอนเซ็ปต์ "Green Hideaway" เพิ่มต้นไม้เขียว ๆ รอบร้านแบบ 360 องศา และมีโซน Dog Friendly ให้พาน้องหมามานั่งด้วยได้ เหมาะกับสายชิลล์ คนนัดเพื่อน คู่รัก หรือมากันเป็นกลุ่มในวันหยุด
เมนูที่ต้องสั่งและเป็นซิกเนเจอร์ที่คนพูดถึงมากสุดคือ Complicated Noodle หรือ "เส้นจันท์ผัดสไตล์ขี้เมา" ที่มาแบบ DIY บนถาดไม้ มีแผ่นเส้นจันท์ ผักกาดแก้วสด ใบโหระพา หมูสับผัด และน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัด ให้ห่อกินเองทีละคำ รีวิวฝรั่งบน Tripadvisor ถึงกับบอกว่า "ต้องลงแรงนิดหน่อย แต่ทุกคำคุ้มค่า" อีกจานที่คนชมไม่ขาดคือ ปีกไก่ทอดน้ำปลา หนังกรอบ ๆ และ ก๋วยเตี๋ยวหมูสับห่อ ส่วนสายเส้นยังมีสปาเกตตีคอร์นบีฟรสเผ็ด ข้าวผัดปู ซุปหัวหอมฝรั่งเศส และของหวานอย่างบานาน่าพุดดิ้งราดซอสเบอร์รี ปิดท้ายได้สวย
เรื่องรสชาติคนส่วนใหญ่ให้ผ่าน บอกว่าอาหารโอเค จัดจานสวย ขนมปังอบเสิร์ฟอุ่น ๆ มากับเนย กาแฟใช้ได้ ราคาต่อจานราว ฿130–490 เฉลี่ยมื้อละ 250–500 บาท/คน ถือว่าสมเหตุผลกับทำเลทองหล่อ ข้อสังเกตจากรีวิวจริง คือบางจานออกเค็มหรือเผ็ดไปสำหรับบางคน และบริการช่วงคนเยอะอาจช้าบ้าง คะแนน Google อยู่ที่ 4.3 ส่วน Wongnai 3.9 จาก 99 รีวิว ซึ่งสะท้อนว่าเป็นร้านที่ "ดีสม่ำเสมอ" มากกว่าหวือหวา
ทำเลอยู่ชั้น G โครงการ J Avenue ซอยทองหล่อ 15 (สุขุมวิท 55) ห่าง BTS ทองหล่อราว 1.5 กม. นั่งวินหรือ Grab ต่อสะดวก เปิดทุกวัน 11:00–21:00 น. (last order 21:30) ถ้ามามื้อเที่ยงวันหยุดหรือเย็น ๆ คนค่อนข้างเยอะ มาเป็นกลุ่มแนะนำโทรจองโต๊ะไว้ก่อนที่ 02-712-6547 และอย่าลืมถาม All Day Breakfast เมนูพิเศษที่มีเฉพาะสาขานี้
ฟู้ดทัวร์ & คลาสทำอาหารย่านสุขุมวิท
อยากชิมหลายร้านในทริปเดียวแบบมีคนพาไปไม่ต้องเดาเอง ลองจองฟู้ดทัวร์เดินกินย่านสุขุมวิท–เอกมัย–ทองหล่อ ที่มีไกด์พาตระเวนร้านเด็ด เล่าที่มาของแต่ละจานให้ฟัง หรือใครอยากลงมือทำเองก็มีคลาสทำอาหารไทยในกรุงเทพฯ ที่พาไปเดินตลาดเลือกวัตถุดิบแล้วทำเมนูไทยยอดนิยมกลับบ้านได้ จองล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide เลือกรอบที่สะดวก จ่ายออนไลน์ ได้บัตรยืนยันทันที สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากกินลึกถึงรสจริงของย่านนี้
💡 รู้ก่อนไปกินที่ย่านสุขุมวิท กรุงเทพฯ
ร้านส่วนใหญ่อยู่ในซอยเอกมัย–ทองหล่อ–พร้อมพงษ์ บนแนว BTS สายสุขุมวิท ลงสถานีใกล้สุดแล้วเดินเข้าซอย หรือเรียก Grab/แท็กซี่ต่อจากปากซอยก็สะดวก หลีกเลี่ยงขับรถเองช่วงเย็นเพราะรถติดและที่จอดหายาก
ร้านดั้งเดิมอย่างก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม และอาหารตามสั่งหลายเจ้ารับเงินสดเป็นหลัก บางร้านมี QR PromptPay แต่ไม่รับบัตร เตรียมแบงก์ย่อยติดตัวไว้จะจ่ายสะดวกกว่า ส่วนคาเฟ่และร้านนั่งยาวมักรับบัตรและสแกนจ่ายได้
ร้านมิชลินอย่างเฮียให้และหน่องริมคลองคิวยาวช่วงเที่ยง แถมเปิดกลางวันถึงบ่ายและของมักหมดก่อนปิด ไปก่อน 11 โมงหรือบ่ายแก่ ๆ จะรอน้อยกว่า ส่วนข้าวต้มรอบดึกค่อยไว้ปิดท้ายค่ำคืน
ร้านท่องเที่ยวและคาเฟ่ส่วนใหญ่มีเมนูภาษาอังกฤษหรือรูปภาพ แต่ร้านสตรีทเก่าแก่บางเจ้าเป็นเมนูไทยล้วน ชี้รูปหรือบอกชื่อจานเด่น (เช่น crab fried rice, beef noodle) พนักงานเข้าใจ ลองเปิด Google Translate ไว้เผื่อก็ช่วยได้
อาหารใต้อย่างคั่วกลิ้งและอาหารอีสาน/ส้มตำรสจัดจริง ถ้าทานเผ็ดไม่เก่งบอกพนักงานว่า less spicy หรือ not spicy ได้ตั้งแต่สั่ง และสั่งของเคียงหรือผักสดมาช่วยตัดเผ็ด
ร้านสตรีทและร้านตามสั่งไม่ต้องทิป ส่วนร้านนั่งยาวบางแห่งมีชาร์จบริการในบิลแล้ว ถ้าบริการดีจะทอนเศษเหรียญไว้หรือทิปเล็กน้อยก็เป็นน้ำใจที่ร้านยินดีรับ
วางแผนกินให้คุ้มทั้งวันในย่านสุขุมวิท
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ ไล่กินตามโซนแล้วเดินตามแนว BTS จะประหยัดเวลาและไม่ต้องนั่งรถวนไปมา · มื้อเช้า–สาย เริ่มที่ รุ่งเรือง (ตั๋ง) สุขุมวิท 26 (ใกล้พร้อมพงษ์/เอ็มควอเทียร์) หรือ เฮียให้ และ หน่องริมคลอง ที่เอกมัย เพราะร้านเหล่านี้เปิดกลางวันและปิดบ่าย ของมักหมดก่อนเวลา ไปสายเสี่ยงอด · มื้อเที่ยง–เย็น ต่อด้วย Khua Kling Pak Sod อาหารใต้ที่ทองหล่อ ซอย 5 หรือ Sri Trat อาหารตราดแถวสุขุมวิท 33 ที่นั่งสบายเป็นมื้อยาว · คาเฟ่พักท้อง แวะ Roast ที่ The Commons ทองหล่อ 17 หรือ Greyhound Cafe ที่ J Avenue · แล้วปิดท้าย ดึก ๆ ด้วย 55 โภชนา ปากซอยทองหล่อที่เปิดถึงตี 3–4 · ร้านอาหารตามสั่ง/ซีฟู้ดมิชลินอย่างเฮียให้และหน่องริมคลองคิวยาวช่วงพีก แนะนำไปก่อน 11 โมงหรือบ่ายแก่ ๆ จะไม่ต้องรอนาน
มากินหลายมื้อในย่านสุขุมวิทให้สนุก พักใกล้ ๆ จะสะดวกที่สุด — เลือกโรงแรมแถวอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ หรือเอกมัย ที่เดินขึ้น BTS ได้ ตื่นเช้ามาต่อคิวก๋วยเตี๋ยวมิชลินก็ทัน กลับดึกหลังข้าวต้มรอบดึกก็ถึงที่พักเร็ว เทียบราคาที่พักย่านสุขุมวิทแล้วจองล่วงหน้าได้เลย
ดูที่พักย่านสุขุมวิท