🔄 อัปเดตล่าสุด 21 มิ.ย. 2026
ถ้ามาปัตตานีแล้วอยากเข้าใจเมืองนี้ให้ลึกขึ้น ศาลเจ้าเล่งจูเกียงคือจุดที่ควรแวะ เพราะมันเล่าเรื่องการอยู่ร่วมกันของคนจีน ไทย และมลายูมุสลิมในเมืองเดียวได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ศาลตั้งอยู่เลขที่ 63 ถนนอาเนาะรู ใจกลางย่านเมืองเก่าที่คนท้องถิ่นเรียกว่า กือดาจีนอ ซึ่งแปลว่าตลาดจีน เดินเล่นรอบ ๆ จะเห็นตึกแถวเก่า ร้านรวงดั้งเดิม และบ้านไม้สไตล์ชิโน-โปรตุกีสปะปนกันไป
ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดของเมือง
ศาลเจ้าเล่งจูเกียงสร้างโดยชาวจีนในปัตตานีตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2117 ตรงกับสมัยจักรพรรดิว่านลี่แห่งราชวงศ์หมิงและรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อศาลเจ้าซูก๋ง เพราะเทพประธานคือ โจ๊วซูก๋ง หรือพระหมอ ต่อมาพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย) ได้อัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากบ้านกรือเซะมาประดิษฐานในศาล แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นศาลเจ้าเล่งจูเกียงอย่างที่เรียกกันทุกวันนี้
ในศาลจึงมีเทพหลายองค์ เทพประธานยังคงเป็นโจ๊วซูก๋ง ส่วนเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวประดิษฐานเคียงข้าง รูปเคารพเจ้าแม่แกะจากไม้ต้นมะม่วงหิมพานต์ตามตำนาน ศาลแห่งนี้เคยรับเสด็จพระมหากษัตริย์ไทยหลายรัชกาล ซึ่งพระราชทานกระถางธูปและสิ่งของบูชาไว้เป็นที่ระลึก สะท้อนว่าเป็นศาลที่มีความสำคัญมาช้านาน
อยากเที่ยว ปัตตานี ให้สนุกขึ้น? จองทัวร์ & กิจกรรม
จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide มักได้ราคาดีกว่าหน้างานและไม่ต้องต่อคิว เลือกเฉพาะกิจกรรมที่อยากทำจริง ๆ ราคาและที่ว่างดูสด ๆ ได้ในแต่ละเว็บ
ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ตำนานเล่าว่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นหญิงจีนที่เดินทางข้ามทะเลจีนใต้มาตามพี่ชายชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม ที่มาตั้งรกรากอยู่ปัตตานี เพื่อชวนพี่กลับไปดูแลแม่ที่กำลังป่วยหนัก แต่พี่ชายปฏิเสธ เพราะแต่งงานกับธิดาเจ้าเมืองตานี เข้ารับอิสลาม และกำลังสร้างมัสยิดกรือเซะอยู่ เจ้าแม่เสียใจที่เกลี้ยกล่อมพี่ไม่สำเร็จ จึงผูกคอลาโลกใต้ต้นไม้ใกล้บ้านกรือเซะ ภายหลังชาวบ้านแกะรูปจากไม้ต้นนั้นและสร้างศาลไว้รำลึกถึงความกตัญญูของเธอ
เคารพทั้งสองศาสนา
ตำนานนี้ผูกกับมัสยิดกรือเซะที่อยู่ไม่ไกล หลายคนจึงเที่ยวสองที่ต่อกันเพื่อเห็นภาพการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา เวลาไปทั้งสองแห่ง แต่งกายสุภาพและสำรวมเสมอ ทั้งที่ศาลเจ้าและที่มัสยิด
ประเพณีแห่เจ้าและพิธีลุยไฟ
ไฮไลต์ของศาลแห่งนี้คือประเพณีสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ซึ่งมักตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ใกล้กับช่วงตรุษจีน งานนี้คนปัตตานีทั้งเมืองรอคอย มีทั้งการแห่พระรอบเมือง พิธีลุยน้ำ และพิธีลุยไฟที่ลานหน้าศาล
- แห่เจ้ารอบเมือง — อัญเชิญองค์เจ้าแม่และเทพต่าง ๆ แห่ไปตามถนนสายเมือง คนสองข้างทางตั้งโต๊ะบูชา จุดธูปกราบไหว้รับขบวน
- พิธีลุยน้ำ — อัญเชิญองค์เจ้าลุยข้ามแม่น้ำปัตตานีบริเวณสะพานเดชานุชิต รำลึกถึงครั้งเจ้าแม่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามพี่ชาย
- พิธีลุยไฟ — อัญเชิญพระเซ๋าซูกง (พระหมอ) ลุยไฟเป็นองค์แรก แล้วองค์อื่นลุยตาม คนหามแคร่เดินเหยียบผ่านกองถ่านที่ลุกโชนได้โดยไม่เป็นอันตราย เป็นภาพที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์
วันงานบรรยากาศคึกคักมาก คนแน่นรอบศาลและริมเส้นทางแห่ ใครอยากดูพิธีลุยไฟแบบเห็นชัดควรไปจับจองที่ล่วงหน้าหลายชั่วโมง และเตรียมใจว่าจะร้อนและแออัด ถ้าไม่สะดวกเบียดเสียด การไปไหว้ศาลในวันธรรมดาก็สงบและได้บรรยากาศอีกแบบ
ไปไหว้และเที่ยวรอบ ๆ
ศาลเปิดให้คนเข้าไหว้ทั่วไปในเวลากลางวัน ไม่มีค่าเข้า ใช้เวลาเดินชมราว 20-30 นาทีก็ทั่ว เหมาะจับคู่กับการเดินเที่ยวย่านเมืองเก่าอาเนาะรูซึ่งมีตึกเก่าและคาเฟ่เล็ก ๆ ให้แวะ
มัสยิดกรือเซะ
มัสยิดอิฐเก่าแก่ที่ผูกกับตำนานเดียวกัน อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของเมือง ไปต่อกันได้ในทริปเดียว
เดินเล่นย่านเมืองเก่าอาเนาะรู
ตึกแถวชิโน-โปรตุกีส ร้านดั้งเดิม และคาเฟ่ เดินเล่นถ่ายรูปได้เพลิน
แลนด์มาร์กมัสยิดกลางปัตตานี
มัสยิดหลังใหญ่กลางเมือง สถาปัตยกรรมสวย เป็นอีกแลนด์มาร์กที่ควรแวะ
เช็กสถานการณ์ก่อนเดินทาง
ปัตตานีอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ ก่อนวางแผนไปจริง แนะนำให้ติดตามข่าวสารและประกาศด้านความปลอดภัยล่าสุดจากหน่วยงานราชการ และเผื่อเวลาเรื่องด่านตรวจระหว่างทาง ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเที่ยวในตัวเมืองได้ตามปกติ แต่การเช็กล่วงหน้าช่วยให้อุ่นใจกว่า
วิธีไปและช่วงเวลาที่เหมาะ
- ที่ตั้ง — เลขที่ 63 ถนนอาเนาะรู ตำบลอาเนาะรู ใจกลางเมืองปัตตานี อยู่ในย่านเมืองเก่ากือดาจีนอ
- การเดินทาง — อยู่ในตัวเมือง ขับรถหรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างถึงง่าย ถ้ามาจากหาดใหญ่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงทางรถ
- ช่วงเวลา — ไปไหว้ได้ทั้งปีในเวลากลางวัน แต่ถ้าอยากเห็นประเพณีลุยไฟ ให้เล็งช่วงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (ราวกุมภาพันธ์-มีนาคม)
- การแต่งกาย — แต่งสุภาพ สำรวม เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และอยู่ในเมืองที่มีวัฒนธรรมมุสลิม-มลายูเป็นหลัก
วางแผนเที่ยวปัตตานีแบบเต็มอิ่ม ที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว
ดูคู่มือเที่ยวปัตตานี →