🔄 อัปเดตล่าสุด 12 มิ.ย. 2026
ถ้าพูดถึงแลนด์มาร์กของปัตตานี ภาพแรกที่คนนึกถึงมักเป็นมัสยิดกรือเซะ เพราะมันเป็นทั้งโบราณสถานเก่าแก่และเป็นจุดที่เรื่องเล่าสองวัฒนธรรมมาบรรจบกัน ทั้งฝั่งมุสลิม-มลายูและฝั่งจีน ตัวมัสยิดเป็นอาคารอิฐสีแดงที่เหลือแต่โครงผนังกับเสา ไม่มีหลังคาและโดมที่สมบูรณ์ เดินชมรอบ ๆ ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้ารู้เรื่องราวเบื้องหลังแล้วมายืนมอง จะรู้สึกถึงน้ำหนักของประวัติศาสตร์ที่ค้างคาอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
ประวัติมัสยิดกรือเซะ
มัสยิดกรือเซะ (บางทีเขียนว่า กรือเซ๊ะ) เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่นักประวัติศาสตร์ประเมินว่ามีอายุราว 400 ปีขึ้นไป สร้างขึ้นในยุคที่ปัตตานียังเป็นเมืองท่าค้าขายที่รุ่งเรืองของรัฐสุลต่านปาตานี ช่วงเวลาการสร้างที่แน่ชัดยังเป็นที่ถกเถียง บางหลักฐานบอกว่าสร้างในรัชสมัยสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ บางส่วนว่าสร้างในสมัยรายาบีรู สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือมัสยิดนี้ สร้างไม่เสร็จ และถูกทิ้งร้างลงหลังศูนย์กลางการปกครองย้ายออกไป จนเหลือเพียงซากผนังและเสาให้เห็นมาจนปัจจุบัน
ปัจจุบันมัสยิดกรือเซะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีการบูรณะเสริมโครงสร้างให้คงสภาพ แต่ยังคงรูปลักษณ์ "สร้างค้าง" เอาไว้ตามเดิม ทำให้ที่นี่เป็นทั้งสถานที่ทางประวัติศาสตร์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในพื้นที่ให้ความเคารพ
อยากเที่ยว ปัตตานี ให้สนุกขึ้น? จองทัวร์ & กิจกรรม
จองออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide มักได้ราคาดีกว่าหน้างานและไม่ต้องต่อคิว เลือกเฉพาะกิจกรรมที่อยากทำจริง ๆ ราคาและที่ว่างดูสด ๆ ได้ในแต่ละเว็บ
ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว — ทำไมมัสยิดถึงสร้างไม่เสร็จ
เรื่องเล่าที่ทำให้มัสยิดกรือเซะเป็นที่รู้จักไปทั่ว คือตำนานของ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เล่ากันว่ามีพ่อค้าชาวจีนชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม ล่องเรือมาค้าขายแล้วตั้งรกรากที่กรือเซะ แต่งงานกับธิดาเจ้าเมืองและเข้ารับศาสนาอิสลาม จนได้เป็นผู้ดูแลการสร้างมัสยิดแห่งนี้ ฝ่ายน้องสาวคือลิ้มกอเหนี่ยว เดินทางข้ามทะเลมาจากเมืองจีนเพื่อตามพี่ชายกลับบ้าน แต่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ยอมกลับ เพราะติดภารกิจสร้างมัสยิดที่ยังไม่เสร็จ
ด้วยความเสียใจ ลิ้มกอเหนี่ยวจึงผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ใกล้มัสยิด พร้อมสาปแช่งว่ามัสยิดแห่งนี้จะสร้างไม่มีวันสำเร็จ เรื่องเล่าว่าหลังจากนั้นทุกครั้งที่การก่อสร้างใกล้เสร็จ ฟ้าก็ผ่าลงมาที่หลังคาและโดม เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งจนต้องเลิกสร้างไปในที่สุด ภายหลังชาวบ้านนำไม้จากต้นที่ลิ้มกอเหนี่ยวสิ้นใจมาแกะสลักเป็นรูปบูชา และสร้างศาลเจ้าขึ้น กลายเป็นที่มาของการเคารพ "เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว" มาจนทุกวันนี้
บอกตรง ๆ เรื่องตำนานกับข้อเท็จจริง
ตำนานคำสาปฟ้าผ่าเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่เพิ่มสีสันให้สถานที่ ส่วนการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากรอธิบายว่าโดมที่พังลงน่าจะมาจากโครงสร้างที่ยังก่อไม่เสร็จและน้ำหนักไม่สมดุลมากกว่าเรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งสองเรื่องอยู่ด้วยกันได้ มาเที่ยวก็ฟังตำนานเพลิน ๆ ขณะที่เข้าใจที่มาเชิงประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน
สถาปัตยกรรมที่ต้องสังเกต
จุดที่ทำให้มัสยิดกรือเซะแตกต่างจากมัสยิดทั่วไป คือมันก่อด้วยอิฐสีแดงเปลือยทั้งหลัง ไม่ฉาบปูนปิดผิว ทำให้เห็นเนื้ออิฐและร่องรอยกาลเวลาชัดเจน ลองสังเกตรายละเอียดเหล่านี้ตอนเดินชม
- เสาและซุ้มโค้งแหลม — เสากลมก่ออิฐรองรับซุ้มโค้งทรงแหลม ได้อิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันออกกลางผสมเปอร์เซีย ดูคล้ายซุ้มโค้งแบบโกธิกของยุโรปแต่เป็นงานช่างมลายู
- โดมที่สร้างค้าง — ส่วนโดมประธานพังทลายลงและไม่ได้สร้างต่อ เหลือเพียงฐานและโครงให้เห็นว่าเดิมตั้งใจจะทำเป็นโดมโค้ง
- ผนังอิฐหนา — ผนังก่ออิฐหนาแบบอาคารโบราณ บางช่วงยังเห็นช่องหน้าต่างโค้งและร่องรอยการเสริมโครงสร้างจากการบูรณะ
- สีอิฐกับแสง — ช่วงเช้าและเย็นแสงเฉียงจะทำให้อิฐสีแดงเข้มขึ้น เป็นมุมถ่ายรูปที่คนชอบ
เคารพสถานที่
มัสยิดกรือเซะยังเป็นศาสนสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม-มลายูในพื้นที่ แต่งกายสุภาพ ปิดไหล่และเข่า ผู้หญิงควรเตรียมผ้าคลุมผมไว้ ถอดรองเท้าตามจุดที่กำหนด พูดเบา ๆ และถามก่อนถ่ายรูปคนในพื้นที่
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (เล่งจูเกียง) ใกล้ ๆ
ถ้ามาถึงกรือเซะแล้ว อีกที่ที่มักเที่ยวต่อเป็นคู่กันคือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือศาลเจ้าเล่งจูเกียง ที่อยู่ในตัวเมืองปัตตานี เป็นศาลเจ้าจีนเก่าแก่ที่ผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรตลอดปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวหลังตรุษจีน ที่มีพิธีลุยไฟและแห่รอบเมือง เป็นงานประเพณีใหญ่ที่ดึงคนจากทั่วภาคใต้และมาเลเซียมาร่วม การได้ไปทั้งซากมัสยิดและศาลเจ้าในวันเดียว ทำให้เข้าใจตำนานสองฝั่งได้ครบทั้งเรื่อง
การเดินทางไปมัสยิดกรือเซะ
มัสยิดกรือเซะอยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (สายปัตตานี-นราธิวาส) ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 7 กิโลเมตร เดินทางไม่ยากเพราะอยู่ติดถนนใหญ่
- รถยนต์ส่วนตัว/รถเช่า — สะดวกที่สุด จากตัวเมืองปัตตานีใช้ทางหลวง 42 มุ่งหน้านราธิวาส ราว 10–15 นาทีก็ถึง มีลานจอดรถหน้ามัสยิด
- มอเตอร์ไซค์เช่า — เหมาะถ้ามาคนเดียวหรือสองคน คล่องตัว แต่ควรขับระวังเพราะเป็นถนนสายหลักรถวิ่งเร็ว
- รถสองแถว/รถตู้ท้องถิ่น — มีรถวิ่งเส้นปัตตานี-นราธิวาสผ่านหน้ามัสยิด สอบถามคนขับให้ลงป้ายกรือเซะได้
- แท็กซี่/รถรับจ้างเหมา — ถ้าไม่อยากขับเอง เหมารถจากตัวเมืองไป-กลับ หรือจ้างพาเที่ยวหลายจุดในวันเดียวได้ ราคาตกลงกันก่อน
เช็กสถานการณ์ก่อนเดินทาง
ปัตตานีอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ ก่อนวางแผนไปจริงแนะนำให้ติดตามข่าวสารและประกาศด้านความปลอดภัย/สถานการณ์ล่าสุดจากหน่วยงานราชการและสื่อท้องถิ่นก่อน เลือกเดินทางช่วงกลางวัน วางแผนเส้นทางล่วงหน้า และเผื่อสอบถามคนในพื้นที่หรือที่พักเรื่องจุดที่ควรเลี่ยง โดยทั่วไปแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างมัสยิดกรือเซะมีคนเที่ยวเป็นปกติ แต่การเตรียมตัวและตรวจสอบก่อนช่วยให้เที่ยวสบายใจขึ้น
ข้อควรรู้และเวลาที่เหมาะ
- เวลาเปิด — เป็นโบราณสถานกลางแจ้ง เข้าชมได้ในเวลากลางวัน แนะนำช่วงเช้าถึงบ่ายแก่ ๆ ไม่มีค่าเข้าชม
- ใช้เวลาเที่ยว — เดินชมตัวมัสยิดราว 30–45 นาที ถ้ารวมศาลเจ้าเล่งจูเกียงในเมืองเผื่อครึ่งวัน
- ช่วงเช้า-เย็น — แสงเฉียงทำให้ผนังอิฐสวยและอากาศไม่ร้อนจัด กลางวันแดดแรงและร้อนแบบภาคใต้
- เตรียมตัว — น้ำดื่ม หมวก/ร่มกันแดด รองเท้าเดินสบาย และเสื้อผ้าสุภาพปิดไหล่ปิดเข่า
ศาลเจ้าเล่งจูเกียง
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในตัวเมือง คู่กับตำนานมัสยิดกรือเซะ มากราบไหว้ขอพรและดูสถาปัตยกรรมจีนเก่า
เมืองเก่าเมืองเก่าอาเนาะรู (อาเนาะรูเก่า)
ย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำปัตตานี มีตึกแถวเก่า สถาปัตยกรรมจีน-มลายู เดินถ่ายรูปและซึมซับกลิ่นอายเมืองท่าโบราณ
ศาสนสถานมัสยิดกลางปัตตานี
มัสยิดประจำจังหวัดที่สวยและใหญ่ สถาปัตยกรรมร่วมสมัย เป็นอีกแลนด์มาร์กที่ไปต่อจากกรือเซะได้
ของกินอาหารใต้มลายูปัตตานี
ปัตตานีเป็นเมืองของกินรสจัด ทั้งข้าวยำ นาซิดาแฆ ไก่กอและ ลองหากินใกล้ ๆ หลังเที่ยวเสร็จ
อยากเที่ยวปัตตานีแบบครบทั้งของกิน เมืองเก่า และทะเล
ดูคู่มือเที่ยวปัตตานี →