🔄 ตรวจสอบล่าสุด 2 ก.ค. 2026 · ราคาและรอบอาจเปลี่ยน ตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนจอง
มหาสารคามอยู่ใจกลางภาคอีสาน เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าตักสิลาอีสาน จุดเที่ยวเน้นประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชุมชนมากกว่าแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ ไฮไลต์คือพระธาตุนาดูนเจดีย์สีขาวทรงทวารวดีที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ได้ชื่อว่าพุทธมณฑลแห่งอีสาน กู่สันตรัตน์ปราสาทขอมศิลาแลงที่เคยเป็นอโรคยาศาล สะพานไม้แกดำอายุกว่าร้อยปีทอดข้ามหนองน้ำ และหมู่บ้านปั้นหม้อบ้านหม้อที่ทำเครื่องปั้นดินเผามากว่า 200 ปี
ด้านล่างเราคัดกิจกรรมและที่เที่ยวที่คนรีวิวถึงบ่อย พร้อมบอกช่วงเวลาที่เหมาะและข้อควรรู้ก่อนไป จุดเที่ยวส่วนใหญ่เข้าฟรีและกระจายหลายอำเภอ พระธาตุนาดูน-กู่สันตรัตน์อยู่ อ.นาดูนไกลจากตัวเมืองราว 65 กม. วนอุทยานโกสัมพีมีลิงแสมที่ควรชมแบบสังเกตการณ์ ไม่ป้อนอาหาร-ไม่เข้าใกล้ ส่วนปูทูลกระหม่อมที่ดูนลำพันเห็นได้ตามฤดูฝน ควรมีรถส่วนตัว
พระธาตุนาดูน (พุทธมณฑลอีสาน) อ.นาดูน จ.มหาสารคาม
พระธาตุนาดูนเป็นสถูปสีขาวงาช้างองค์ใหญ่ในอำเภอนาดูน ทางตอนใต้ของจังหวัดมหาสารคาม รูปทรงจำลองศิลปะสมัยทวารวดี สูงราว 50 เมตร ตั้งเด่นอยู่กลางลานกว้างที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า พุทธมณฑลอีสาน ความสำคัญของที่นี่มาจากการที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในผอบสามชั้น ทั้งทองคำ เงิน และสำริด จากเนินดินโบราณในพื้นที่จริงเมื่อ พ.ศ. 2522 จากนั้นจึงมีการสร้างองค์พระธาตุขึ้นครอบไว้เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ทำให้กลายเป็นหมุดหมายการแสวงบุญอันดับหนึ่งของจังหวัดที่คนอีสานและนักท่องเที่ยวสายไหว้พระตั้งใจแวะมากราบขอพร
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ ลานกว้างเดินสบาย เหมาะกับการพาผู้สูงอายุมาไหว้พระและถ่ายรูปกับองค์พระธาตุที่ตัดกับท้องฟ้า ด้านข้างมีศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นครจัมปาศรีและพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องเมืองโบราณสมัยทวารวดีในแถบนี้ ใครสนใจที่มาของโบราณวัตถุที่ขุดพบสามารถแวะต่อได้ในทริปเดียว การเดินทางจากตัวเมืองมหาสารคามใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงโดยรถยนต์ เส้นทางเป็นถนนลาดยางตลอด ขับเองสะดวกที่สุดเพราะรถสาธารณะเข้าถึงไม่บ่อยนัก หากไม่มีรถส่วนตัวควรเช่ารถหรือจ้างเหมารถจากในเมืองไว้ล่วงหน้า
ช่วงเวลาที่คนนิยมมาคือเช้าถึงสาย เพราะแดดยังไม่แรงและแสงสวยสำหรับถ่ายรูปองค์พระธาตุ ส่วนงานใหญ่ประจำปีคืองานนมัสการพระธาตุนาดูนช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ที่มีทั้งการทำบุญ ตักบาตร และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ช่วงนี้คนจะแน่นกว่าปกติมาก การแต่งกายควรสุภาพ งดกางเกงขาสั้นและเสื้อสายเดี่ยวเพื่อความเหมาะสมกับการเข้าเขตศาสนสถาน เตรียมหมวกและร่มไว้เพราะลานเปิดโล่งแทบไม่มีร่มเงา และควรพกน้ำดื่มติดตัวเนื่องจากร้านค้ารอบบริเวณมีไม่มากนัก โดยเฉพาะช่วงนอกเทศกาลที่บางร้านอาจปิด
- แลนด์มาร์กแสวงบุญอันดับหนึ่งของมหาสารคาม องค์พระธาตุสีขาวงาช้างทรงทวารวดีสูงใหญ่ ถ่ายรูปสวยและกราบสักการะได้จริง
- เข้าชมฟรี ลานกว้างเดินสบาย เหมาะกับครอบครัวและผู้สูงอายุ บรรยากาศสงบเงียบ
- มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบในพื้นที่จริงสมัยทวารวดี
- อยู่ใกล้ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นครจัมปาศรีและพิพิธภัณฑ์ แวะต่อได้ในทริปเดียว
- อยู่ไกลตัวเมืองราว 65 กม. รถสาธารณะเข้าถึงไม่บ่อย เดินทางสะดวกสุดต้องมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ
- ลานเปิดโล่งแทบไม่มีร่มเงา ช่วงกลางวันแดดแรงมาก ต้องเตรียมหมวก ร่ม และน้ำดื่มไปเอง
- ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกรอบบริเวณมีน้อย นอกช่วงเทศกาลบางร้านปิด
กู่สันตรัตน์ — อโรคยาศาลศิลาแลงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (อ.นาดูน มหาสารคาม)
กู่สันตรัตน์เป็นโบราณสถานขอมขนาดเล็กที่ยังเหลือโครงสร้างค่อนข้างสมบูรณ์ ตั้งอยู่บ้านกู่ ตำบลกู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน ห่างจากตัวอำเภอราว 4 กิโลเมตร ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีกำแพงแก้วล้อมรอบและสระน้ำ (บาราย) อยู่ด้านหน้า สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 (คริสต์ศตวรรษที่ 12-13) ในศิลปะแบบบายน หน้าที่เดิมคือ "อโรคยาศาล" หรือสถานพยาบาลประจำชุมชนตามคติของกษัตริย์ขอมพระองค์นั้น ที่โปรดให้สร้างอโรคยาศาลกระจายตามหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478
จุดที่ทำให้กู่สันตรัตน์ต่างจากปราสาทขอมหลังใหญ่ คือขนาดที่กะทัดรัดและบรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเหมือนปราสาทดัง ๆ ในอีสานใต้ เดินชมรอบได้สบายภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ภายในเรือนธาตุเคยพบฐานสำหรับประดิษฐานรูปเคารพซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอโรคยาศาล ส่วนงานสลักหินทรายบางชิ้นยังทำไม่เสร็จ จึงเห็นเนื้อหินเปล่าที่ยังไม่ได้แกะลวดลาย เป็นร่องรอยบอกเล่าขั้นตอนการก่อสร้างของช่างขอมได้ดี ที่สำคัญคือกู่สันตรัตน์อยู่ในเส้นทางเดียวกับพระธาตุนาดูนและศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นครจัมปาศรี จึงวางแผนเที่ยวต่อเนื่องเป็นลูปเดียวได้ในครึ่งวัน เหมาะกับคนที่อยากเข้าใจภาพรวมของเมืองโบราณนครจัมปาศรีทั้งย่าน
การเข้าชมไม่มีค่าธรรมเนียม มีลานจอดรถและป้ายให้ข้อมูลประวัติที่หน้าโบราณสถาน เดินทางสะดวกที่สุดด้วยรถส่วนตัวหรือรถเช่า เพราะรถสาธารณะเข้าถึงยาก ช่วงเช้าหรือเย็นแดดไม่แรงจะเดินชมและถ่ายรูปได้สบายกว่าตอนกลางวัน เนื่องจากพื้นที่เป็นลานเปิดไม่ค่อยมีร่มเงา ควรเตรียมหมวก ร่ม และน้ำดื่มไปด้วย ตัวปราสาทเป็นของเก่าที่ควรช่วยกันรักษา จึงไม่ควรปีนป่ายหรือแตะต้องส่วนที่เปราะบาง สำหรับคนที่ไม่ได้อินประวัติศาสตร์มากอาจรู้สึกว่าจุดนี้เล็กและใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าจับคู่กับพระธาตุนาดูนและพิพิธภัณฑ์ในละแวกเดียวกัน ก็ได้ทริปสายวัฒนธรรมที่อิ่มเรื่องราวคุ้มค่าการเดินทาง
- ปราสาทศิลาแลงยังเหลือโครงสร้างค่อนข้างสมบูรณ์ เห็นผังอโรคยาศาล กำแพงแก้วและบารายชัด เข้าใจสถาปัตยกรรมขอมสมัยบายนได้ง่าย
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม มีลานจอดรถและป้ายให้ข้อมูลประวัติที่หน้าโบราณสถาน
- อยู่เส้นทางเดียวกับพระธาตุนาดูนและศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นครจัมปาศรี เที่ยวต่อเนื่องเป็นลูปเดียวได้ในครึ่งวัน
- บรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เดินชมและถ่ายรูปได้สบายในเวลาไม่นาน
- ขนาดกะทัดรัด ใช้เวลาเดินชมไม่ถึงชั่วโมง คนที่ไม่ได้อินประวัติศาสตร์อาจรู้สึกว่าเล็กและเรียบง่าย
- เป็นลานเปิดแดดแรง ร่มเงาน้อย ช่วงกลางวันร้อนและควรเตรียมกันแดดไปเอง
- รถสาธารณะเข้าถึงยาก เดินทางสะดวกที่สุดด้วยรถส่วนตัวหรือรถเช่า
สะพานไม้แกดำ (Kae Dam Wooden Bridge) — สะพานไม้ชุมชนอายุกว่า 100 ปี ทอดข้ามหนองแกดำกลางบัว อ.แกดำ
สะพานไม้แกดำเป็นสะพานไม้เก่าแก่ของชุมชนบ้านแกดำ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ที่ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่ามีอายุกว่าร้อยปี ตัวสะพานทอดยาวราวสี่ร้อยห้าสิบเมตรพาดข้ามอ่างเก็บน้ำหนองแกดำ เชื่อมฝั่งหมู่บ้านกับพื้นที่ทำกินและวัดดาวดึงส์อีกฟากหนึ่งของหนองน้ำ เดิมทีเป็นเส้นทางสัญจรของคนในชุมชนที่ต้องข้ามน้ำไปทำนาและไปวัด ต่อมากลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสายถ่ายรูปแวะเวียนกันมาเพราะบรรยากาศเรียบง่ายแบบชนบทอีสาน มีทั้งผืนน้ำกว้าง ทุ่งบัวที่ผลิบานตามฤดู และแนวสะพานไม้ที่ทอดตัวเป็นเส้นยาวสวยตัดกับผิวน้ำ ทำให้เป็นภาพจำที่หลายคนนึกถึงเมื่อพูดถึงของดีเมืองมหาสารคาม และถูกจัดให้เป็นจุดเช็กอินที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในวงกว้างของภาคอีสาน
ช่วงเวลาที่สะพานไม้แกดำสวยที่สุดคือตอนเช้ามืดและตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะแสงสีทองจะสาดลงบนผิวน้ำและสะท้อนเงาสะพานกับต้นบัวเป็นภาพนุ่มตา หลายคนตั้งใจมาถึงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อรอเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือหนองน้ำ ส่วนช่วงที่บัวบานสะพรั่งเต็มหนองมักอยู่ในฤดูฝนต่อต้นหนาว ทำให้ได้ภาพสะพานไม้กลางดงบัวที่หาดูได้ไม่บ่อย การเดินเล่นบนสะพานให้ความรู้สึกสงบ ได้ยินเสียงลมและเสียงนกน้ำ มองเห็นชาวบ้านพายเรือหาปลาและวิถีริมน้ำที่ยังเป็นธรรมชาติ รอบ ๆ มีร้านกาแฟและร้านของกินเล็ก ๆ ของชุมชนให้นั่งพักชมวิว จุดนี้เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เหมาะกับคนที่ขับรถเที่ยวผ่านมหาสารคามแล้วอยากแวะจุดที่เงียบสงบและได้ภาพสวยแบบไม่ต้องเบียดเสียดกับฝูงนักท่องเที่ยว
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อสำคัญที่สุดคือสะพานไม้แกดำเป็นสะพานไม้เก่าที่มีการซ่อมแซมเป็นระยะ บางช่วงเวลามีการปิดปรับปรุงหรือรื้อซ่อมไม้ที่ผุ ทำให้เดินได้ไม่ตลอดแนวหรือปิดชั่วคราว ควรสอบถามเพจท่องเที่ยวชุมชน เพจอำเภอแกดำ หรือคนในพื้นที่ให้แน่ใจว่าเปิดให้เดินตามปกติก่อนออกเดินทาง เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว ข้อสองคือพื้นสะพานเป็นไม้และไม่มีราวจับตลอดแนว บางแผ่นอาจลื่นหรือชำรุด ควรเดินระวัง สวมรองเท้าที่เกาะพื้นดี และดูแลเด็กเล็กกับผู้สูงอายุใกล้ชิด ข้อสามคือบริเวณนี้เป็นที่โล่งกลางแดด ช่วงกลางวันร้อนจัดและแทบไม่มีร่มเงา จึงควรเลี่ยงมาช่วงเที่ยงและเลือกช่วงเช้าหรือเย็นแทน พร้อมเตรียมหมวก แว่นกันแดด น้ำดื่ม และยากันยุงไปด้วย ข้อสุดท้ายคือทำเลอยู่นอกตัวเมืองราวยี่สิบห้ากิโลเมตรและรถสาธารณะเข้าถึงไม่สะดวก การขับรถส่วนตัวหรือเช่ารถจากตัวเมืองมหาสารคามจะคล่องตัวกว่ามาก
- สะพานไม้ชุมชนอายุกว่าร้อยปี ทอดยาวราว 453 เมตรข้ามหนองแกดำกลางทุ่งบัว ให้ภาพถ่ายสวยแบบชนบทอีสานที่หาได้ยาก
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม เหมาะแวะระหว่างขับรถเที่ยวมหาสารคาม
- บรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน ได้เดินเล่นชมวิวหนองน้ำ ทุ่งบัว และวิถีชาวบ้านริมน้ำแบบใกล้ชิด
- ช่วงเช้ามืดและเย็นได้แสงทองสะท้อนผิวน้ำ เป็นจุดถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น-ตกที่คนในพื้นที่แนะนำ
- เป็นสะพานไม้เก่าที่มีการซ่อมแซมเป็นระยะ บางช่วงปิดปรับปรุงหรือเดินได้ไม่ตลอดแนว ควรเช็กสภาพและว่าเปิดให้เดินก่อนไปทุกครั้ง
- พื้นไม้อาจลื่นหรือชำรุดบางแผ่น ไม่มีราวจับตลอดแนว ต้องเดินระวังและดูแลเด็กเล็กกับผู้สูงอายุใกล้ชิด
- เป็นที่โล่งแดดจัดช่วงกลางวันและไม่มีร่มเงา อยู่นอกเมืองราว 25 กม. รถสาธารณะเข้าถึงยาก ควรมีรถส่วนตัว
วนอุทยานโกสัมพี — ชมลิงแสมฝูงใหญ่ริมแม่น้ำชี (Kosamphi Forest Park, อ.โกสุมพิสัย)
วนอุทยานโกสัมพีเป็นสวนป่าริมแม่น้ำชีในอำเภอโกสุมพิสัย พื้นที่ราว 125 ไร่ ประกาศเป็นวนอุทยานตั้งแต่ปี 2519 จุดที่ทำให้คนแวะกันเยอะคือฝูงลิงแสม (ลิงหางยาว) จำนวนหลายร้อยตัวที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ และในฝูงยังมีลิงแสมสีทองซึ่งเป็นสีขนแบบหายากปนอยู่ด้วย ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งดูลิงที่คนอีสานและนักท่องเที่ยวต่างถิ่นแวะเวียนมาชม ภายในพื้นที่ยังมีสะพานแขวนข้ามลำน้ำและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสั้น ๆ ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ เดินเล่นถ่ายรูปได้สบาย เหมาะกับการแวะครึ่งวันระหว่างเที่ยวเมืองมหาสารคาม บรรยากาศเป็นป่าริมน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ไม่ได้จัดเป็นสวนสัตว์ ลิงจึงเดินไปมาอย่างอิสระในถิ่นของมันเอง
การเข้าชมไม่เสียค่าธรรมเนียม เดินทางจากตัวเมืองมหาสารคามตามทางหลวงหมายเลข 208 ราว 28 กิโลเมตรถึงสี่แยกโกสุมพิสัย แล้วเลี้ยวเข้าไปตามป้ายอีกประมาณ 450 เมตร มีลานจอดรถในพื้นที่ คนที่มาส่วนใหญ่ตั้งใจมาดูลิงและเดินเล่นริมน้ำ บางช่วงจะเห็นชาวบ้านและแม่ค้าหน้าอุทยานนำอาหารมาให้ลิง แต่สำหรับผู้มาเยือนแนะนำให้ชมอยู่ห่าง ๆ มากกว่าจะยื่นอาหารให้เอง เพราะลิงป่าที่คุ้นกับการรับอาหารจากคนมักเข้ามาใกล้ ฉวยของ และบางตัวก้าวร้าวเมื่อเห็นถุงอาหารหรือถุงพลาสติกในมือ การเที่ยวแบบสังเกตการณ์จึงปลอดภัยกว่าและช่วยไม่ให้ลิงติดนิสัยพึ่งอาหารคนจนเกินไป
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือลิงที่นี่เป็นลิงป่าจริง ไม่ใช่ลิงเชื่องในกรง จึงมีโอกาสถูกกัด ข่วน หรือถูกฉวยของหากเข้าใกล้เกินไปหรือถือถุงอาหารให้เห็น ควรเก็บอาหาร ขวดน้ำ แว่นตา และมือถือให้มิดชิด ไม่หยอกล้อหรือจ้องตาลิงตัวใหญ่ ข้อสองคือเรื่องสุขอนามัย การสัมผัสหรือถูกลิงกัดข่วนมีความเสี่ยงเรื่องเชื้อโรค หากถูกกัดควรล้างแผลและไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยผ่าน ข้อสามคือควรดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กมักตื่นเต้นอยากเข้าไปป้อนหรือจับลิง ซึ่งเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่ ข้อสี่คือช่วงที่คนน้อยและอากาศไม่ร้อนจัดคือช่วงเช้า ลิงจะออกมาหากินให้เห็นง่าย ส่วนหน้าฝนทางเดินอาจลื่นและยุงเยอะ ควรใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดีและเตรียมยากันยุงไปด้วย
- ชมลิงแสมฝูงใหญ่หลายร้อยตัวในป่าริมแม่น้ำชีได้แบบใกล้ชิดธรรมชาติ และมีลิงแสมสีทองพันธุ์หายากปนอยู่ในฝูงให้ลุ้นดู
- เข้าชมฟรี ไม่เก็บค่าธรรมเนียม มีลานจอดรถ เดินทางจากตัวเมืองมหาสารคามไม่ไกลนัก แวะได้ในครึ่งวัน
- มีสะพานแขวนข้ามลำน้ำและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสั้น ๆ ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ เดินเล่นถ่ายรูปได้สบาย
- เป็นป่าริมน้ำที่ยังเป็นธรรมชาติ ลิงเดินอย่างอิสระในถิ่นของมันเอง ต่างจากการดูลิงในกรงแบบสวนสัตว์
- ลิงเป็นลิงป่าจริง มีโอกาสถูกกัด ข่วน หรือถูกฉวยของหากเข้าใกล้เกินไปหรือถือถุงอาหารให้เห็น ต้องเก็บของมีค่าให้มิดชิด
- การสัมผัสหรือถูกลิงกัดข่วนมีความเสี่ยงเรื่องเชื้อโรค ควรเลี่ยงการป้อนอาหารด้วยมือและดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด
- สิ่งอำนวยความสะดวกยังเรียบง่าย หน้าฝนทางเดินลื่นและมียุง อีกทั้งการเห็นลิงแสมสีทองขึ้นกับจังหวะ ไม่ได้เจอทุกครั้ง
หมู่บ้านปั้นหม้อ บ้านหม้อ — หมู่บ้านหัตถกรรมดินเผาแดงกว่า 200 ปี (ต.เขวา อ.เมือง)
บ้านหม้อ ต.เขวา เป็นหมู่บ้านที่คนทั้งหมู่บ้านยึดอาชีพปั้นหม้อดินเผาสืบต่อกันมายาวนานกว่า 200 ปี และเป็นหมู่บ้านปั้นหม้อดินเผาแบบดั้งเดิมแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในจังหวัดมหาสารคาม เสน่ห์ของที่นี่คือได้เห็นวิถีการทำงานจริงของช่างปั้น ตั้งแต่นวดดินเหนียวสีแดงในท้องถิ่น ขึ้นรูปด้วยมือและแป้นหมุน ตกแต่งลาย ตากแดด ไปจนถึงเผาในเตากลางแจ้ง หม้อที่ปั้นกันมีหลายแบบตามการใช้งานจริงในครัวอีสาน ทั้งตุ่มและหม้อใส่น้ำ หม้อดินหุงข้าว หม้อแจ่วฮ้อนและหม้อสุกี้ที่ร้านอาหารนำไปใช้ เดินดูรอบหมู่บ้านจะเห็นหม้อดินตากเรียงรายอยู่หน้าบ้านแทบทุกหลัง เป็นภาพวิถีชุมชนที่หาดูได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
จุดที่ทำให้ที่นี่น่าแวะไม่ใช่แค่การเดินดู แต่คือการได้ลองลงมือปั้นเอง หลายบ้านและกลุ่มพัฒนาเครื่องปั้นดินเผาของชุมชนยินดีให้นักท่องเที่ยวลองนั่งแป้นหมุนปั้นดินด้วยตัวเอง มีช่างคอยสอนจับดินและขึ้นรูปเบื้องต้น เด็ก ๆ มักชอบเพราะได้เล่นดินแบบไม่ต้องกลัวเลอะ ส่วนคนที่อยากได้ของติดมือกลับบ้านก็เลือกซื้อได้ตรงจากช่าง ราคาเริ่มต้นหลักสิบไปจนถึงหลักร้อยต่อชิ้นแล้วแต่ขนาดและความยาก ซึ่งถูกกว่าซื้อผ่านคนกลางและได้อุดหนุนชุมชนโดยตรง งานที่นี่เน้นเนื้อดินเผาแดงเรียบ ๆ ตามแบบดั้งเดิม ไม่ได้เคลือบเงาแบบเซรามิกโรงงาน จึงมีกลิ่นอายงานคราฟต์พื้นถิ่นที่เอาไปตกแต่งบ้านหรือปลูกต้นไม้ได้สวยไปอีกแบบ
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือที่นี่เป็นหมู่บ้านทำมาหากินจริง ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่จัดโซนไว้พร้อมรับนักท่องเที่ยว จึงไม่มีค่าเข้า ไม่มีศูนย์บริการหรือคาเฟ่ และป้ายบอกทางอาจไม่ชัดนัก บางบ้านอาจกำลังยุ่งกับงานปั้นหรือเผาหม้อ ควรทักทายขออนุญาตก่อนถ่ายรูปหรือขอลองปั้น และให้เกียรติพื้นที่ทำงานของเขา ช่วงเวลาที่เห็นกิจกรรมคึกคักที่สุดคือตอนเช้าถึงสาย ส่วนหน้าฝนงานปั้นและตากอาจสะดุดเพราะต้องพึ่งแดด หม้อดินเผาเป็นของแตกง่ายและค่อนข้างหนัก ถ้าซื้อชิ้นใหญ่ควรเตรียมกันกระแทกและวางในรถให้ดี เดินทางสะดวกที่สุดคือขับรถหรือเช่ารถ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงตำบลเขวายังไม่สะดวกนัก
- ได้เห็นวิถีปั้นหม้อดินเผาแดงแบบดั้งเดิมที่ทำสืบกันมากว่า 200 ปี และเป็นหมู่บ้านปั้นหม้อแห่งเดียวที่ยังเหลือในมหาสารคาม
- เข้าชมฟรี และลองนั่งแป้นหมุนปั้นดินเองได้โดยมีช่างในชุมชนคอยสอน เหมาะพาเด็กและสายงานคราฟต์
- ซื้อหม้อและเครื่องปั้นดินเผาได้ตรงจากช่างในราคา ~50–200 บาท ถูกกว่าคนกลางและได้อุดหนุนชุมชนโดยตรง
- อยู่ห่างตัวเมืองแค่ราว 4 กม. แวะได้ง่ายในครึ่งวัน เก็บภาพวิถีชุมชนอีสานที่หาดูยากขึ้นเรื่อย ๆ
- เป็นหมู่บ้านทำมาหากินจริง ไม่มีศูนย์บริการ คาเฟ่ หรือโซนต้อนรับนักท่องเที่ยว และป้ายบอกทางอาจไม่ชัด
- รถสาธารณะเข้าถึง ต.เขวา ยังไม่สะดวก ควรขับรถหรือเช่ารถไปเอง และงานปั้น-ตากอาจสะดุดในหน้าฝนที่ไม่มีแดด
- หม้อดินเผาแตกง่ายและค่อนข้างหนัก ชิ้นใหญ่ต้องเตรียมของกันกระแทกและระวังตอนขนกลับ
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน (ปูทูลกระหม่อม) อ.นาเชือก — เดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติดูปูน้ำจืดกระดองสีม่วง หนึ่งเดียวในโลก
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพันอยู่ที่อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม เป็นป่าพรุน้ำจืดผืนเล็กกลางที่ราบอีสานที่มีตาน้ำผุดขึ้นมาหล่อเลี้ยงพื้นที่ตลอดปี (คำว่า "ดูน" หมายถึงตาน้ำแบบนี้เอง) ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเมื่อปี 2542 ครอบคลุมพื้นที่ราว 343 ไร่ จุดที่ทำให้ป่าผืนนี้พิเศษคือเป็นถิ่นอาศัยแห่งเดียวในโลกของปูทูลกระหม่อม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Thaipotamon chulabhorn) ปูน้ำจืดที่มีกระดองสีม่วงคล้ายเปลือกมังคุด ขอบเบ้าตาและขาเดินทั้งสี่คู่เป็นสีส้มเหลือง ปลายขาแต้มสีขาว คนท้องถิ่นเรียกอีกชื่อว่าปูแป้ง ป่าดูนลำพันจึงเป็นทั้งพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศที่ผูกพันกับชุมชนนาเชือกมายาวนาน
การเที่ยวที่นี่คือการเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ปูพื้นคอนกรีตยาวราว 2 กิโลเมตร ทอดผ่านป่าดิบชื้นและป่าเบญจพรรณที่ความชื้นสูง มีพรรณไม้กว่า 246 ชนิดและสมุนไพรพื้นบ้านให้ศึกษาไปตลอดทาง ทางเดินราบและมีป้ายความรู้เป็นระยะ เหมาะกับครอบครัวและคนที่ไม่อยากลุยหนัก ปูทูลกระหม่อมจะขุดรูอยู่ตามพื้นดินชื้นใต้ร่มไม้ ออกหากินตอนกลางคืนในรัศมีราวหนึ่งเมตรรอบปากรู กินทั้งเศษใบไม้ ไส้เดือน และแมลงเล็ก ๆ ช่วงที่เห็นตัวได้ง่ายและสีสวยสดที่สุดคือฤดูฝนราวเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงผสมพันธุ์ ปูจะออกมาให้เห็นบ่อยตามปากรูและตามพื้นชื้น ส่วนหน้าแล้งปูมักหลบอยู่ในรูลึกและพบเห็นได้ยากกว่ามาก การไปช่วงหลังฝนตกใหม่ ๆ จึงมีโอกาสเจอปูมากที่สุด
เนื่องจากเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า การชมจึงยึดหลักดูปูในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ห้ามจับ ห้ามเก็บ และห้ามนำออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด เพราะปูชนิดนี้พบที่นี่ที่เดียวและมีจำนวนจำกัด การเดินควรอยู่บนเส้นทางที่จัดไว้ ไม่ลงไปเหยียบพื้นป่าหรือกวนปากรู เพื่อไม่ให้รบกวนการวางไข่และการหากิน ควรเดินเบา ๆ พูดเบา ๆ และสังเกตด้วยสายตามากกว่าจะไล่จับเข้าไปใกล้ ผู้ที่อยากถ่ายรูปควรใช้เลนส์ซูมแทนการเข้าประชิด สภาพพื้นที่เป็นป่าชื้นจึงมียุงและอาจมีทากในหน้าฝน ควรใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มที่เกาะพื้นดี ทายากันยุง และพกน้ำดื่มติดตัว การมาช่วงเช้าหรือเย็นอากาศจะไม่ร้อนจัดและมีโอกาสเห็นปูออกมาเดินมากกว่าช่วงกลางวันที่แดดแรง
- ได้เห็นปูทูลกระหม่อม ปูน้ำจืดกระดองสีม่วงส้ม ที่พบเฉพาะป่าดูนลำพันแห่งเดียวในโลก เป็นประสบการณ์ธรรมชาติที่หาที่อื่นไม่ได้
- เส้นทางศึกษาธรรมชาติปูคอนกรีตยาวราว 2 กม. ทางราบ มีป้ายความรู้ เดินสบาย เหมาะกับครอบครัวและคนไม่อยากลุยหนัก
- เข้าชมไม่มีค่าธรรมเนียมบังคับ และได้เรียนรู้ระบบนิเวศป่าพรุน้ำจืดกับพรรณไม้กว่า 246 ชนิดไปในตัว
- เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ดูปูในถิ่นอาศัยจริง สนับสนุนการปกป้องสัตว์หายากประจำถิ่นของมหาสารคาม
- การเห็นปูขึ้นกับฤดูอย่างมาก หน้าแล้งปูหลบในรูลึกและพบยาก ต้องมาช่วงฤดูฝนจึงจะเห็นได้ง่าย
- อยู่ห่างตัวเมืองราวชั่วโมงและไม่มีระบบขนส่งสาธารณะสะดวก ต้องมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถไปเอง
- เป็นป่าชื้น มียุงและอาจมีทากในหน้าฝน ต้องเตรียมเสื้อผ้าปกปิดและยากันแมลง อีกทั้งห้ามจับหรือสัมผัสปูโดยเด็ดขาด
แก่งเลิงจาน — อ่างเก็บน้ำและสวนสุขภาพริมเมืองมหาสารคาม (จุดชมพระอาทิตย์ตก ออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน)
แก่งเลิงจานเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ริมตัวเมืองมหาสารคามด้านตะวันตก อยู่ในเขตตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง ใกล้ฝั่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เดิมเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคของเมือง แล้วค่อย ๆ พัฒนาริมสันอ่างให้กลายเป็นสวนสาธารณะและสวนสุขภาพที่คนในเมืองใช้กันจริงในชีวิตประจำวัน รอบแก่งมีถนนเลียบน้ำให้เดิน วิ่ง และปั่นจักรยาน มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ศาลาพักริมน้ำ ลานกว้างสำหรับนั่งปิกนิก และในบริเวณเดียวกันยังมีสถานีประมงกับส่วนเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่เปิดให้แวะดูได้ ช่วงเย็นจึงเห็นทั้งคนมาออกกำลังกาย ครอบครัวพาเด็กมาวิ่งเล่น และคนที่แค่อยากมานั่งรับลมริมน้ำหลังเลิกงาน
จุดที่ทำให้คนท้องถิ่นชอบมากที่สุดคือช่วงพระอาทิตย์ตก เพราะผืนน้ำกว้างเปิดโล่งไปทางทิศตะวันตก แสงเย็นจะทอดยาวสะท้อนผิวน้ำเป็นสีส้มอมทอง เหมาะกับการนั่งเล่นถ่ายรูปแบบสบาย ๆ ไม่ต้องแต่งเยอะ หลายรีวิวพูดตรงกันว่าบรรยากาศดีเป็นพิเศษในหน้าหนาว เพราะอากาศเย็นสบายและบางปีมีการจัดแปลงดอกไม้ริมสันอ่างเพิ่มสีสัน การเข้าไม่มีค่าธรรมเนียม เดินเข้าได้อิสระ ค่าใช้จ่ายมีเฉพาะอาหารเครื่องดื่มจากร้านริมทางหรือค่าเช่าจักรยานถ้าจะปั่นรอบ ทำให้เป็นกิจกรรมเย็น ๆ ที่ประหยัดและเข้าถึงง่ายสำหรับคนที่มาเที่ยวมหาสารคามแบบไม่รีบ
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ตามที่คนไปจริงเล่า คือแก่งเลิงจานเป็นที่พักผ่อนของคนเมืองมากกว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบมือ บางมุมของสวนและทางเดินดูแลได้ทั่วถึงกว่ามุมอื่น ช่วงหน้าแล้งระดับน้ำอาจลดลงจนเห็นตลิ่งกว้าง วิวจะต่างจากตอนน้ำเต็ม และแดดตอนบ่ายค่อนข้างแรงเพราะพื้นที่เปิดโล่ง เวลาเหมาะที่สุดจึงเป็นช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก ส่วนกลางวันแดดจัดควรเลี่ยงหรือหาที่ร่ม ใครมาช่วงหัวค่ำควรดูเรื่องแสงสว่างของทางเดินและพาเพื่อนมาด้วยจะอุ่นใจกว่า โดยรวมเป็นจุดแวะพักเบา ๆ ที่เข้ากับสไตล์เที่ยวเมืองรองแบบมหาสารคาม ไม่ใช่ไฮไลต์อลังการ แต่ให้บรรยากาศริมน้ำและพระอาทิตย์ตกที่จำได้
- เข้าฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม อยู่ริมเมืองใกล้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เดินทางสะดวก จอดรถง่าย
- ผืนน้ำกว้างเปิดโล่งทางทิศตะวันตก เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่คนท้องถิ่นชอบ ถ่ายรูปสวยแบบไม่ต้องแต่งเยอะ
- มีถนนเลียบน้ำ ต้นไม้ร่มเงา และศาลาพัก เหมาะเดินเล่น วิ่ง ปั่นจักรยาน และปิกนิกกับครอบครัว
- รีวิวจริงบน Tripadvisor ให้คะแนนเฉลี่ยราว 4.2 เต็ม 5 หลายเสียงชมบรรยากาศริมน้ำและอากาศเย็นสบายในหน้าหนาว
- เป็นสวนพักผ่อนของคนเมืองมากกว่าแหล่งท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ บางมุมดูแลได้ทั่วถึงกว่ามุมอื่น
- ช่วงหน้าแล้งระดับน้ำลดลงจนเห็นตลิ่งกว้าง วิวต่างจากตอนน้ำเต็ม
- พื้นที่เปิดโล่ง แดดบ่ายแรง ควรมาช่วงเย็น และดูเรื่องแสงสว่างของทางเดินหากมาหัวค่ำ
พระพุทธมิ่งเมือง (พระพุทธรูปยืน) วัดสุวรรณาวาส กันทรวิชัย
พระพุทธมิ่งเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “หลวงพ่อพระยืน” เป็นพระพุทธรูปยืนหินทรายแดงที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดสุวรรณาวาส บ้านโคกพระ ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ห่างจากตัวเมืองมหาสารคามไปทางทิศเหนือราวสิบสี่กิโลเมตร ตามเส้นทางที่มุ่งไปมหาวิทยาลัยมหาสารคาม องค์พระสลักจากหินทรายแดงทั้งองค์ ยืนสูงราวแปดศอก พุทธลักษณะเป็นศิลปะทวารวดีผสมกับฝีมือช่างพื้นเมือง ยกพระหัตถ์ขึ้นในปางประทานอภัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปยืนสมัยเก่าแถบอีสาน กันทรวิชัยเองเป็นเมืองโบราณที่มีอายุนับพันปี พระพุทธรูปองค์นี้จึงถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวกันทรวิชัยและชาวมหาสารคามเคารพนับถือสืบต่อกันมายาวนาน
สิ่งที่ทำให้พระพุทธมิ่งเมืองมีเรื่องเล่าน่าฟังคือตำนานพระยืนแฝดของเมืองกันทรวิชัย เล่าสืบกันมาว่าครั้งหนึ่งบ้านเมืองแล้งหนัก ชาวเมืองจึงช่วยกันสร้างพระพุทธรูปยืนขึ้นสององค์เพื่อขอฝน โดยฝ่ายชายสร้างองค์หนึ่งและฝ่ายหญิงสร้างอีกองค์ให้เสร็จพร้อมกัน องค์ที่ประดิษฐานที่วัดสุวรรณาวาสคือพระพุทธมิ่งเมือง ส่วนองค์แฝดคือพระพุทธรูปยืนมงคลที่อยู่อีกวัดในอำเภอเดียวกัน เมื่อสร้างเสร็จและจัดงานฉลอง ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลตามความเชื่อ ปัจจุบันทั้งสององค์ยังเป็นที่พึ่งทางใจ ผู้คนแวะมากราบไหว้ขอพรเรื่องฝนฟ้า การงาน และความเป็นสิริมงคลอยู่เสมอ ในช่วงเทศกาลจะมีงานนมัสการและปิดทองที่ชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
สำหรับคนเดินทาง จุดนี้เหมาะเป็นแวะสั้น ๆ ระหว่างทางมากกว่าจะเป็นจุดหมายเต็มวัน ใช้เวลากราบไหว้ ถ่ายรูป และเดินชมรอบวิหารราวยี่สิบถึงสี่สิบนาทีก็เพียงพอ เข้าชมและสักการะได้ฟรี มีเพียงตู้บริจาคทำบุญตามศรัทธา เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่ความสงบและความเก่าแก่ของตัวองค์พระที่หาดูได้ยาก ไม่ใช่สถานที่ที่ตกแต่งจัดเต็มเพื่อการท่องเที่ยว ผู้ที่มาส่วนใหญ่จึงเป็นคนท้องถิ่นและสายไหว้พระเก็บบุญ เพราะอยู่ในเส้นทางเดียวกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงจับคู่กับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่อยู่ไม่ไกลได้ลงตัว ทำให้ได้ทั้งบุญและได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์อีสานในทริปเดียว ก่อนไปควรเผื่อใจเรื่องเวลาเปิดวิหารที่อาจไม่ตายตัว บางช่วงต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หรือพระในวัดให้เปิดให้ และการเดินทางสะดวกที่สุดคือมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงจุดนี้มีไม่มาก
- เป็นพระพุทธรูปยืนหินทรายแดงศิลปะทวารวดีผสมพื้นเมืองที่เก่าแก่และหาดูได้ยาก เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวกันทรวิชัยและมหาสารคาม
- เข้าชมและสักการะฟรี ใช้เวลาแวะไม่นาน เหมาะเป็นจุดเก็บบุญระหว่างทางสำหรับครอบครัวและคนเดินทางผ่าน
- อยู่ในเส้นทางเดียวกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จับคู่กับพิพิธภัณฑ์ มมส. ที่อยู่ไม่ไกลได้ลงตัวในทริปเดียว
- บรรยากาศสงบ เงียบ ไม่พลุกพล่าน มีเรื่องเล่าตำนานพระยืนแฝดขอฝนที่น่าสนใจให้ซึมซับ
- เป็นจุดแวะสั้น ๆ เน้นสักการะ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือกิจกรรมให้ทำมาก อยู่ได้ไม่นาน
- การเดินทางสะดวกที่สุดต้องมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงจุดนี้มีไม่มาก
- เวลาเปิดวิหารอาจไม่ตายตัว บางช่วงต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หรือพระในวัดให้เปิดให้ก่อนเข้ากราบใกล้องค์พระ
พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSU Museum) — เล่าประวัติ มมส และวัฒนธรรมอีสาน ในเมืองการศึกษา 'ตักสิลา'
พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งอยู่ในรั้ว มมส เขตพื้นที่ขามเรียง อ.กันทรวิชัย ก่อตั้งเมื่อปี 2542 ตั้งใจให้เป็นทั้งที่เล่าเรื่องความเป็นมาของมหาวิทยาลัยและเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสานไปพร้อมกัน เนื้อหาจัดแสดงหมุนรอบพัฒนาการของ มมส ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนเติบโตมาเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ของภาคอีสาน สลับกับเรื่องวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ประเพณี และของใช้พื้นถิ่นของคนอีสานที่สะสมและศึกษาไว้ สำหรับคนที่มองมหาสารคามในฐานะเมืองการศึกษาหรือที่เรียกกันว่าเมือง 'ตักสิลา' ที่นี่ช่วยให้เห็นภาพว่าเมืองแห่งการเรียนรู้แห่งนี้เก็บและส่งต่อเรื่องราวท้องถิ่นอย่างไร
รูปแบบการชมเป็นพิพิธภัณฑ์ในอาคารขนาดกำลังดี เดินดูจบได้ในราวหนึ่งชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง เหมาะกับคนที่ชอบพิพิธภัณฑ์เงียบ ๆ ได้อ่านป้ายและดูวัตถุจัดแสดงแบบไม่เร่งรีบ เดินทางเข้ามาเองสะดวกเพราะอยู่ในมหาวิทยาลัยและมีที่จอดรถ จุดที่ควรวางแผนล่วงหน้าคือเวลาทำการ พิพิธภัณฑ์เปิดเฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ช่วงเวลาราชการประมาณ 08.30-16.30 น. และปิดวันเสาร์-อาทิตย์กับวันหยุดนักขัตฤกษ์ ใครวางแผนเที่ยวมหาสารคามช่วงสุดสัปดาห์จึงต้องจัดคิวมาที่นี่ในวันธรรมดา หากมาเป็นหมู่คณะหรืออยากได้เจ้าหน้าที่นำชม ควรทำหนังสือหรือโทรติดต่อนัดล่วงหน้าราวหนึ่งสัปดาห์ทำการเพื่อความเรียบร้อย
ข้อดีที่ตรงไปตรงมาคือเข้าชมฟรีและได้ความรู้ท้องถิ่นแบบที่หาอ่านที่อื่นได้ยาก แต่ก็ควรเผื่อใจว่าเป็นพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยที่เน้นเนื้อหาและงานวิชาการ ไม่ใช่แหล่งเที่ยวแบบมีสิ่งดึงดูดหวือหวาหรือมุมถ่ายรูปเยอะ ๆ คนที่มาคาดหวังพิพิธภัณฑ์อินเทอร์แอ็กทีฟทันสมัยอาจรู้สึกว่าการจัดแสดงเรียบไปบ้าง เสน่ห์จริง ๆ อยู่ที่การได้เข้าใจรากเมืองและมหาวิทยาลัย จึงเหมาะกับสายประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม ครอบครัวที่อยากพาเด็กมาเรียนรู้ และคนที่แวะเที่ยว มมส อยู่แล้ว ช่วงที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดกิจกรรมพิเศษอย่างงานเปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (Night at the Museum) จะมีการแสดง ตลาด และกิจกรรมวัฒนธรรมเพิ่มเข้ามา ทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวากว่าวันปกติ ใครสนใจลองเช็กเพจของมหาวิทยาลัยก่อนไปได้
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า และอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีที่จอดรถ เดินทางเข้ามาเองสะดวก
- ได้ความรู้ประวัติ มมส และวัฒนธรรม-ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานแบบเจาะลึกที่หาอ่านที่อื่นได้ยาก
- ขนาดกำลังดี เดินชมจบในราว 1-1.5 ชม. เหมาะกับสายพิพิธภัณฑ์ที่ชอบดูแบบเงียบ ๆ ไม่เร่งรีบ
- เข้ากับภาพมหาสารคามเมืองการศึกษา 'ตักสิลา' ช่วยให้เข้าใจรากเมืองและมหาวิทยาลัย เหมาะพาเด็กมาเรียนรู้
- เปิดเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ปิดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุด คนเที่ยวสุดสัปดาห์ต้องจัดคิวมาวันธรรมดา
- เป็นพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเน้นเนื้อหาวิชาการ ไม่ใช่แหล่งเที่ยวหวือหวาหรือมีมุมถ่ายรูปเยอะ
- หมู่คณะที่อยากได้เจ้าหน้าที่นำชมต้องทำหนังสือหรือโทรนัดล่วงหน้าราว 7 วันทำการ ไม่สะดวกแบบวอล์กอิน
ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นครจัมปาศรี (พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน นาดูน) — เรียนรู้เมืองโบราณทวารวดีในเขตพระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม
ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์นครจัมปาศรีเป็นแหล่งเรียนรู้ที่อยู่ในบริเวณเดียวกับองค์พระบรมธาตุนาดูน หรือที่เรียกกันว่าพุทธมณฑลอีสาน ในอำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม จุดประสงค์ของที่นี่คือเล่าเรื่องเมืองโบราณจัมปาศรี เมืองสมัยทวารวดีที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 ถึง 16 ซึ่งเคยตั้งอยู่บนพื้นที่แถบนี้ ภายในอาคารจัดแสดงแบ่งเนื้อหาออกเป็นหลายส่วน ทั้งเรื่องพุทธศาสนาที่เผยแผ่เข้ามาในภาคอีสาน การขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุขนาดเท่าเม็ดข้าวสารบรรจุในสถูปสัมฤทธิ์ที่กลายเป็นที่มาของการสร้างพระธาตุนาดูน รวมถึงการค้นพบพระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีจำนวนมากที่เรียกกันว่ากรุนาดูน คนที่สนใจโบราณคดีจะได้เห็นภาพรวมว่าดินแดนอีสานเคยเป็นชุมชนเก่าแก่มาก่อนอย่างไร
ที่นี่เหมาะกับคนที่มาไหว้พระธาตุนาดูนอยู่แล้วและอยากเข้าใจภูมิหลังของสถานที่ให้ลึกขึ้น แทนที่จะเดินผ่านองค์พระธาตุเฉย ๆ การเข้าชมนิทรรศการช่วยให้เห็นภาพว่าพระบรมสารีริกธาตุถูกค้นพบอย่างไร และเชื่อมโยงกับผังเมืองโบราณ คูน้ำ คันดิน และกลุ่มโบราณสถานรอบนาดูนอย่างกู่ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ในละแวกเดียวกัน การจัดแสดงมีทั้งวัตถุจำลอง แผนผัง และสื่อวีดิทัศน์สรุปเหตุการณ์การขุดค้น ทำให้เดินชมได้เพลินในเวลาไม่นาน จุดที่ถูกใจหลายคนคือเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้า เป็นการเติมความรู้ให้ทริปไหว้พระโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย เหมาะจะจัดเป็นจุดแวะปิดท้ายของวันหลังเดินรอบพุทธมณฑลอีสาน
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมหาสารคามพอสมควร ต้องขับรถลงใต้ไปทางอำเภอนาดูนราวหนึ่งชั่วโมง การเดินทางด้วยรถส่วนตัวสะดวกที่สุดเพราะรถสาธารณะเข้าถึงยาก ข้อสองคือเวลาเปิดทำการค่อนข้างจำกัดและอาจปิดบางวัน ควรเผื่อเวลาและโทรสอบถามก่อนไปโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่ไม่ประจำตลอด ข้อสามคือขนาดนิทรรศการไม่ได้ใหญ่มากและป้ายบรรยายส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย คนที่คาดหวังพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่แบบในเมืองหลวงอาจรู้สึกว่าเนื้อหากระชับ แต่ถ้ามองเป็นส่วนเสริมความเข้าใจให้พระธาตุนาดูนก็ถือว่าคุ้มค่าเวลา ควรมาช่วงเช้าถึงบ่ายที่แดดยังไม่แรงมาก และรวมแผนกับการไหว้พระธาตุกับแวะกู่โบราณใกล้เคียงในทริปเดียวจะได้ครบรสทั้งบุญและความรู้
- เข้าชมฟรี ไม่เก็บค่าเข้า เติมความรู้ให้ทริปไหว้พระธาตุนาดูนโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย
- อยู่ในบริเวณเดียวกับองค์พระธาตุนาดูน (พุทธมณฑลอีสาน) แวะต่อได้ในทริปเดียว ไม่ต้องเดินทางเพิ่ม
- เล่าเรื่องเมืองโบราณจัมปาศรีสมัยทวารวดีและที่มาของการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ เหมาะกับสายประวัติศาสตร์และโบราณคดี
- มีทั้งวัตถุจำลอง แผนผังเมืองโบราณ และสื่อวีดิทัศน์ ทำให้เดินชมเข้าใจง่ายในเวลาไม่นาน
- อยู่ห่างจากตัวเมืองมหาสารคามราวหนึ่งชั่วโมง รถสาธารณะเข้าถึงยาก เหมาะกับคนมีรถส่วนตัว
- เวลาเปิดทำการจำกัดและอาจหยุดบางวัน ควรโทรสอบถามก่อนไปโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว
- นิทรรศการขนาดไม่ใหญ่และป้ายบรรยายส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย คนที่คาดหวังพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่อาจรู้สึกเนื้อหากระชับ
เที่ยวมหาสารคาม พักที่ไหนดี?
เลือกที่พักในเมืองมหาสารคามหรือใกล้มหาวิทยาลัย เดินทางเที่ยวรอบจังหวัดสะดวก เทียบราคา 3 เว็บก่อนจอง
ค้นหาที่พักบน Agodaจองกิจกรรม & ตั๋วล่วงหน้า
จุดเที่ยวกระจายหลายอำเภอ พระธาตุนาดูนอยู่ไกลจากเมือง จองรถหรือแพ็กเกจไว้จะเที่ยวสะดวก
💡 รู้ก่อนเที่ยวมหาสารคาม
พระธาตุนาดูนและกู่สันตรัตน์อยู่ อ.นาดูน ห่างตัวเมืองราว 65 กม. เที่ยวเป็นลูปเดียวกันได้ ควรแต่งกายสุภาพ ไปช่วงเช้า-บ่ายแก่เลี่ยงแดดจัด และแวะศูนย์ประวัติศาสตร์นครจัมปาศรีใกล้ ๆ
วนอุทยานโกสัมพี อ.โกสุมพิสัย มีลิงแสมอยู่ตามธรรมชาติ (บางตัวขนสีทอง) ควรชมแบบสังเกตการณ์ ไม่ป้อนอาหารและไม่เข้าใกล้ เพื่อเลี่ยงถูกกัดและไม่ให้ลิงติดคน เก็บของมีค่าให้มิดชิด
สะพานไม้แกดำ อ.แกดำ เป็นสะพานไม้เก่าอายุร้อยปีทอดข้ามหนองน้ำ ถ่ายรูปสวยช่วงเช้า-เย็น ที่ผ่านมามีการซ่อมแซมเป็นระยะ ควรเดินระวังและเช็กสภาพก่อนไป
ปูทูลกระหม่อมปูก้ามส้มกระดองม่วงพบเฉพาะที่เขตห้ามล่าฯ ดูนลำพัน อ.นาเชือก เป็นสัตว์เฉพาะถิ่นในพื้นที่อนุรักษ์ เห็นชัดช่วงหน้าฝน ควรชมในถิ่นอาศัย ไม่จับ-ไม่นำออก
จัดทริปมหาสารคามยังไงให้คุ้ม
มหาสารคามเที่ยว 1–2 วันได้สบาย วันแรกเที่ยวสายโบราณสถาน-สายบุญ ไป อ.นาดูน ไหว้พระธาตุนาดูน ชมกู่สันตรัตน์และศูนย์ประวัติศาสตร์นครจัมปาศรี วันที่สองเที่ยวใกล้เมือง เช้าไปวนอุทยานโกสัมพีชมลิง (แบบสังเกตการณ์) แวะหมู่บ้านปั้นหม้อบ้านหม้อลองปั้นเครื่องดินเผา บ่ายพักผ่อนแก่งเลิงจานหรือไปสะพานไม้แกดำ มหาสารคามเที่ยวรวมกับขอนแก่น-ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ได้
พร้อมเที่ยวมหาสารคามแล้ว? เริ่มจากเลือกที่พักในเมืองก่อนเลย
ดูที่พักมหาสารคาม →