🔄 ตรวจสอบล่าสุด 2 ก.ค. 2026 · ราคาและรอบอาจเปลี่ยน ตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนจอง
ศรีสะเกษอยู่ภาคอีสานตอนใต้ติดเทือกเขาพนมดงรักและชายแดนกัมพูชา มีภูมิประเทศหลากหลายทั้งที่ราบและหน้าผา ไฮไลต์คือผามออีแดงจุดชมวิวริมหน้าผาที่เห็นแผ่นดินกัมพูชา (ใกล้อุทยานฯ เขาพระวิหารฝั่งไทย) วัดล้านขวด (วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว) ที่ประดับด้วยขวดแก้วนับล้าน ทุเรียนภูเขาไฟและสวนผลไม้เมืองขุนหาญ และปราสาทขอมอย่างสระกำแพงใหญ่
ด้านล่างเราคัดกิจกรรมและที่เที่ยวที่คนรีวิวถึงบ่อย พร้อมบอกช่วงเวลาที่เหมาะและข้อควรรู้ก่อนไป ผามออีแดงและพื้นที่ชายแดนควรเช็กสถานการณ์และประกาศทางการก่อนไป ทุเรียนภูเขาไฟออกช่วงราว มิ.ย.–ก.ค. ส่วนอากาศดีเที่ยวกลางแจ้งช่วงหน้าหนาว จุดเที่ยวกระจายนอกเมือง ควรมีรถ
ผามออีแดง + อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร (จุดชมวิวหน้าผาริมชายแดน · ภาพสลักนูนต่ำ · สถูปคู่)
ผามออีแดงคือหน้าผาหินทรายยาวราว 300 เมตรในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ วางตัวอยู่บนแนวเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นพรมแดนไทยกับกัมพูชา จุดเด่นคือเป็นจุดชมวิวหน้าผาที่มองลงไปเห็นที่ราบฝั่งกัมพูชาเบื้องล่างเป็นมุมกว้าง ช่วงปลายฝนต้นหนาวหลายคนมาเฝ้าชมทะเลหมอกที่ลอยปกคลุมหุบเขายามเช้า และในช่วงเย็นก็มีฝูงค้างคาวบินออกจากถ้ำใต้ผาให้ดู ตัวจุดชมวิวเดินถึงได้ไม่ยาก มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะสั้นเชื่อมไปยังจุดสำคัญอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกัน จึงเที่ยวได้ครบในครึ่งวันโดยไม่ต้องเดินหนักจนเกินไป
สิ่งที่ทำให้ผามออีแดงต่างจากจุดชมวิวทั่วไปคือมีโบราณสถานอยู่ในพื้นที่ด้วย บนหน้าผามีภาพสลักนูนต่ำสามรูปแกะลงบนหินทราย สันนิษฐานว่าเป็นงานสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 นับเป็นภาพสลักเก่าแก่ที่ยังหลงเหลือให้เห็นชัดริมหน้าผา ถัดจากนั้นไม่ไกลมีสถูปคู่ที่ก่อด้วยหินทรายสีแดง เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์อีกจุดที่คนนิยมแวะถ่ายรูป การได้เดินดูทั้งวิวหน้าผา ภาพสลักโบราณ และสถูปคู่ในทริปเดียวทำให้ที่นี่เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งธรรมชาติและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปวิวอย่างเดียว บริเวณลานชมวิวมีป้ายให้ข้อมูลและมุมนั่งพักพอสมควร
เรื่องที่ต้องบอกกันตรง ๆ ก่อนวางแผนไปคือ ผามออีแดงอยู่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นพื้นที่ที่เปิด-ปิดตามสถานการณ์ความมั่นคง ที่ผ่านมาเคยมีประกาศปิดชั่วคราวเมื่อมีความตึงเครียดบริเวณชายแดน เช่นในช่วงปี 2568 ที่อุทยานฯ ประกาศปิดจุดชมวิวจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรเช็กสถานะล่าสุดกับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารหรือเพจของกรมอุทยานฯ ให้แน่ใจว่าเปิดให้เข้าชม อย่าเพิ่งขับรถไปไกลโดยไม่โทรสอบถามก่อน เมื่อเข้าไปแล้วก็ควรอยู่ในเส้นทางและจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนด ไม่ข้ามแนวรั้วหรือป้ายเตือนเด็ดขาด เพราะเป็นเขตแดนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เตรียมหมวก น้ำดื่ม และรองเท้าเดินสบายไปด้วย ช่วงเช้าตรู่หรือเย็นอากาศกำลังดีและแดดไม่แรงเท่ากลางวัน
- จุดชมวิวหน้าผามองที่ราบฝั่งกัมพูชาเป็นมุมกว้าง ช่วงปลายฝนต้นหนาวมีลุ้นทะเลหมอกยามเช้า
- ได้เที่ยวครบทั้งวิวหน้าผา ภาพสลักนูนต่ำโบราณ และสถูปคู่หินทรายในบริเวณเดียว
- เส้นทางเดินระยะสั้น เข้าถึงจุดชมวิวได้ไม่ยาก เที่ยวจบได้ในครึ่งวัน เหมาะกับครอบครัว
- ค่าธรรมเนียมอุทยานฯ คนไทยไม่แพง และมีป้ายให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ในพื้นที่
- อยู่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา เปิด-ปิดตามสถานการณ์ความมั่นคง เคยประกาศปิดชั่วคราวมาแล้ว ต้องเช็กก่อนไปทุกครั้ง
- อยู่ไกลตัวเมืองศรีสะเกษ ต้องมีรถส่วนตัวและวางแผนเวลาเดินทาง ไม่มีขนส่งสาธารณะสะดวก
- กลางวันแดดแรงและร่มเงาน้อยบริเวณลานหน้าผา ควรเลี่ยงช่วงเที่ยงและเตรียมกันแดด
วัดล้านขวด (วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว) — วัดที่สร้างและประดับด้วยขวดแก้วนับล้าน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ
วัดล้านขวด หรือชื่อทางการว่าวัดป่ามหาเจดีย์แก้ว ตั้งอยู่ที่อำเภอขุนหาญ ทางตอนใต้ของจังหวัดศรีสะเกษ ใกล้แนวเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นชายแดนไทยกับกัมพูชา จุดที่ทำให้วัดนี้เป็นที่พูดถึงคือแนวคิดการนำขวดแก้วที่ใช้แล้วมาเป็นวัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคาร ตั้งแต่ผนัง เสา ซุ้มประตู ไปจนถึงเจดีย์และศาลา รวมกันแล้วนับเป็นหลักล้านขวด ขวดที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นขวดสีเขียวและสีน้ำตาลจากเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันรวบรวมมาถวายวัดตลอดหลายปี เมื่อนำก้นขวดมาเรียงประกบกับปูนก็เกิดเป็นลวดลายและพื้นผิวที่สะท้อนแสงระยิบระยับเวลาโดนแดด ทำให้อาคารดูต่างจากวัดทั่วไปอย่างชัดเจน และกลายเป็นตัวอย่างการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างประโยชน์ที่หลายคนตั้งใจแวะมาดูกับตา
สำหรับคนที่วางแผนไปเที่ยวศรีสะเกษ วัดล้านขวดมักถูกจัดอยู่ในเส้นทางเดียวกับแหล่งเที่ยวฝั่งอำเภอขุนหาญและกันทรลักษ์ เช่น สวนผลไม้ตามฤดูกาลและจุดชมวิวเชิงเขา การเดินทางสะดวกที่สุดคือขับรถส่วนตัวหรือเช่ารถจากตัวเมืองศรีสะเกษ เพราะระยะทางค่อนข้างไกลและรถสาธารณะเข้าถึงไม่บ่อยนัก เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้า ใครอยากทำบุญหรือบริจาคสมทบก็ทำได้ตามกำลังศรัทธา ภายในวัดมีทั้งอาคารหลัก เจดีย์ และศาลาให้เดินชมและถ่ายรูป บรรยากาศเป็นวัดป่าที่เงียบสงบ เหมาะกับการแวะพักระหว่างทางมากกว่าจะเป็นจุดที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน คนส่วนใหญ่ใช้เวลาราวหนึ่งถึงสองชั่วโมงก็เดินชมได้ทั่ว
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือวัดนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจจริง ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ จึงต้องแต่งกายสุภาพ งดเสื้อสายเดี่ยว กางเกงหรือกระโปรงสั้น และสำรวมกิริยาขณะอยู่ในเขตวัด ข้อสองคืออากาศแถบขุนหาญช่วงกลางวันร้อนจัด พื้นผิวขวดแก้วสะท้อนแดดทำให้บริเวณลานวัดยิ่งร้อน ควรไปช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ และเตรียมหมวกกับน้ำดื่มไปด้วย ข้อสามคือระยะทางจากตัวเมืองไกลพอสมควรและป้ายบอกทางบางช่วงไม่ชัด ควรเปิดแผนที่นำทางและเผื่อเวลาเดินทางไว้ ข้อสี่คือสิ่งอำนวยความสะดวกและร้านค้ารอบวัดมีจำกัด ควรเติมน้ำมันและซื้อของกินติดรถมาก่อน วัดล้านขวดเหมาะกับคนที่สนใจสถาปัตยกรรมแปลกตาและการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ มากกว่าคนที่คาดหวังสิ่งอำนวยความสะดวกครบแบบแหล่งเที่ยวใหญ่
- สถาปัตยกรรมแปลกตาที่สร้างและตกแต่งจากขวดแก้วนับล้าน ผนังและซุ้มสะท้อนแสงระยิบระยับเวลาโดนแดด เป็นจุดถ่ายรูปที่หาไม่ได้ทั่วไป
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า ทำบุญหรือบริจาคได้ตามศรัทธา เหมาะแวะเป็นครึ่งวันหรือระหว่างทาง
- บรรยากาศวัดป่าเงียบสงบ มีอาคารหลัก เจดีย์ และศาลาให้เดินชม เที่ยวได้ทั้งครอบครัวและสายบุญ
- เป็นตัวอย่างการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างประโยชน์ ที่คนสนใจงานออกแบบและงานสร้างสรรค์ตั้งใจแวะมาดู
- อยู่ไกลจากตัวเมืองศรีสะเกษราว 60-70 กม. รถสาธารณะเข้าถึงไม่บ่อย ควรมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ และป้ายบอกทางบางช่วงไม่ชัด
- ช่วงกลางวันแดดจัดและพื้นผิวขวดแก้วสะท้อนความร้อน ลานวัดยิ่งร้อน ควรเลี่ยงเที่ยงวันและเตรียมหมวกกับน้ำดื่ม
- เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจจริง ต้องแต่งกายสุภาพและสำรวม สิ่งอำนวยความสะดวกและร้านค้ารอบวัดมีจำกัด
เที่ยวสวนทุเรียนภูเขาไฟ-ผลไม้ อ.ขุนหาญ ศรีสะเกษ (ชิม-ซื้อในสวนตามฤดู มิ.ย.–ก.ค.)
อำเภอขุนหาญเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนหลักของศรีสะเกษ จุดที่ทำให้ทุเรียนแถบนี้ต่างจากที่อื่นคือดินภูเขาไฟเก่าเชิงเทือกพนมดงรัก ดินสีแดงระบายน้ำดีและมีแร่ธาตุสูง ทำให้ทุเรียนหมอนทองที่ปลูกได้เนื้อแห้ง กลิ่นไม่ฉุนจัด และมีรสหวานอมขมกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ จนได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในชื่อทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ช่วงที่ผลสุกและสวนเปิดให้เข้าชิมคือราวกลางเดือนมิถุนายนถึงปลายกรกฎาคม ตรงกับหน้าเทศกาลผลไม้และของดีศรีขุนหาญที่จัดในตัวอำเภอ นอกจากทุเรียนแล้ว หลายสวนยังปลูกเงาะ มังคุด ลองกอง และสละไว้ในแปลงเดียวกัน จึงได้ชิมผลไม้หลายอย่างในทริปเดียว
รูปแบบการเที่ยวคือขับรถเข้าไปที่สวน เดินชมแปลงปลูก ฟังเจ้าของสวนเล่าวิธีดูทุเรียนแก่-อ่อน แล้วเลือกลูกที่ถูกใจให้ทางสวนแกะให้ชิมและซื้อกลับ บางสวนคิดเป็นราคาต่อกิโลกรัมตามเกรด บางแห่งจัดเป็นชุดชิมหรือบุฟเฟต์คิดต่อหัว ราคาทุเรียนหมอนทองภูเขาไฟช่วงหน้าปกติอยู่ราวกิโลกรัมละร้อยแปดสิบถึงสองร้อยห้าสิบบาท ขึ้นกับเกรดและช่วงต้นฤดูหรือปลายฤดู เพราะสวนกระจายอยู่หลายตำบล เช่น พราน ภูฝ้าย บักดอง และกันทรอม การมีรถส่วนตัวจะสะดวกที่สุด หรือจองผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดที่จัดโปรแกรมทัวร์สวนช่วงฤดูกาลก็ได้ ควรโทรเช็กกับสวนก่อนไปว่าเปิดวันไหนและผลสุกพอให้ชิมหรือยัง
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา อย่างแรกคือเรื่องฤดูกาล ทุเรียนออกตามธรรมชาติปีละครั้ง ถ้าไปก่อนหรือหลังช่วงพีคผลอาจยังไม่สุกหรือหมดสวนไปแล้ว ปีที่อากาศแปรปรวนผลผลิตก็เลื่อนได้ ต้องโทรถามก่อนเสมอ อย่างที่สองคือช่วงเทศกาลและวันหยุดยาวคนเยอะมาก ทุเรียนเกรดสวยถูกจองหมดเร็วและราคาขยับขึ้น อยากได้ลูกดีควรไปเช้าหรือสั่งจองล่วงหน้า อย่างที่สามคือสวนอยู่นอกเมือง ถนนเข้าบางสวนเป็นทางลูกรังหรือแคบ หน้าฝนอาจลื่น ควรขับระวังและเช็กเส้นทางให้ดี อย่างที่สี่คือควรเตรียมเงินสดไปเพราะหลายสวนยังไม่รับบัตร และถ้าจะซื้อกลับบ้านไกลให้ถามวิธีแพ็กและระยะสุกก่อน จะได้กินทันพอดี
- ได้ชิมทุเรียนหมอนทองดินภูเขาไฟถึงแหล่งปลูกจริง เนื้อแห้ง กลิ่นไม่ฉุนจัด รสหวานอมขมเป็นเอกลักษณ์จนได้ทะเบียน GI ศรีสะเกษ
- เลือกลูกและดูความแก่ได้เองในสวน เจ้าของช่วยแกะให้ชิมก่อนตัดสินใจซื้อ สดใหม่กว่าซื้อตามแผงทั่วไป
- หลายสวนปลูกเงาะ มังคุด ลองกอง สละไว้ในแปลงเดียวกัน ได้ชิมผลไม้ตามฤดูหลายอย่างในทริปเดียว
- บรรยากาศสวนเชิงเขาร่มรื่น เดินชมและถ่ายรูปได้ เหมาะไปเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนช่วงหน้าทุเรียน
- เที่ยวได้เฉพาะช่วงผลสุกราวกลาง มิ.ย.–ก.ค. เท่านั้น ปีที่อากาศแปรปรวนผลเลื่อนได้ ต้องโทรเช็กก่อนไปทุกครั้ง
- ช่วงเทศกาลและวันหยุดยาวคนแน่น ทุเรียนเกรดสวยจองหมดเร็วและราคาขยับขึ้น
- สวนกระจายอยู่นอกเมืองหลายตำบล ถนนเข้าบางสวนแคบหรือเป็นลูกรัง หน้าฝนลื่น และหลายสวนยังรับแต่เงินสด
ปราสาทสระกำแพงใหญ่ (ปราสาทศรีพฤทเธศวร) อ.อุทุมพรพิสัย
ปราสาทสระกำแพงใหญ่ หรือชื่อเดิมว่าปราสาทศรีพฤทเธศวร เป็นปราสาทขอมขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ในเขตวัดสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย ห่างจากตัวเมืองราว 25-30 กิโลเมตร ตัวปราสาทสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับศิลปะขอมแบบบาปวน เดิมเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูที่สร้างถวายพระศิวะ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 18 จึงถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา จุดที่คนมาดูกันมากคือปรางค์อิฐสามองค์เรียงกันบนฐานศิลาแลงเดียวกัน โดยมีปรางค์ประธานตรงกลางก่อด้วยหินทรายผสมอิฐ และมีระเบียงคดกับซุ้มประตูล้อมรอบ ทำให้เห็นผังปราสาทขอมได้ค่อนข้างชัดเจนกว่าโบราณสถานหลายแห่งในอีสานใต้
เสน่ห์ที่ทำให้ที่นี่ต่างจากปราสาทเล็ก ๆ ทั่วไปคือทับหลังจำหลักภาพที่พบมากถึงสิบกว่าชิ้น ทั้งที่ยังติดอยู่กับตัวปราสาทและที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ในวัด ทับหลังชิ้นเด่นได้แก่ภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเหนือหน้ากาล และภาพเทพในเทวตำนานฮินดูอีกหลายตอน คนที่ชอบอ่านเรื่องราวบนหินจะเดินดูได้เพลินเพราะแต่ละแผ่นเล่าเรื่องต่างกัน นอกจากนี้ยังมีการขุดพบพระพุทธรูปนาคปรกและโบราณวัตถุสำริดในบริเวณปราสาท ซึ่งบางส่วนจัดแสดงให้ชมได้ การเดินชมใช้เวลาไม่นาน เหมาะแวะระหว่างทางถ้าขับรถเส้นศรีสะเกษ-สุรินทร์ หรือจับคู่กับปราสาทขอมแห่งอื่นในอีสานใต้ในทริปเดียว
ข้อที่ควรเผื่อใจไว้ตามตรงคือที่นี่เป็นโบราณสถานกลางแจ้งที่ไม่มีร่มเงามากนัก ช่วงกลางวันแดดแรงและร้อนพอสมควร ควรไปช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ พกหมวก แว่นกันแดด และน้ำดื่มไปด้วย ป้ายอธิบายข้อมูลมีบ้างแต่รายละเอียดเชิงลึกค่อนข้างน้อย ถ้าอยากเข้าใจเรื่องราวบนทับหลังจริง ๆ ควรอ่านข้อมูลมาก่อนหรือหาไกด์ท้องถิ่น ตัวปราสาทอยู่ในเขตวัดจึงควรแต่งกายสุภาพและสำรวมเพราะมีคนมาทำบุญ ที่นี่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านเท่าปราสาทดัง ๆ ในบุรีรัมย์ ข้อดีคือได้เดินชมเงียบ ๆ สบาย ๆ แต่ก็แปลว่าสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างร้านค้าและห้องน้ำมีจำกัด ควรจัดการธุระให้เรียบร้อยจากตัวเมืองก่อนออกเดินทาง และเช็กเวลาเปิด-ปิดของวัดล่วงหน้าเพราะบางช่วงพิพิธภัณฑ์ทับหลังอาจปิด
- ปราสาทขอมขนาดใหญ่ที่สุดในศรีสะเกษ เห็นผังปรางค์อิฐสามองค์และระเบียงคดได้ชัดเจน
- มีทับหลังจำหลักภาพเทวตำนานฮินดูมากกว่าสิบชิ้น ทั้งที่ตัวปราสาทและในพิพิธภัณฑ์ของวัด
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า และคนไม่พลุกพล่าน เดินชมเงียบ ๆ สบาย ๆ
- อยู่ริมเส้นทางศรีสะเกษ-สุรินทร์ แวะจับคู่กับปราสาทขอมแห่งอื่นในอีสานใต้ได้ในทริปเดียว
- เป็นโบราณสถานกลางแจ้ง แดดแรงและร้อน ไม่ค่อยมีร่มเงา ควรพกหมวกและน้ำ
- ป้ายอธิบายข้อมูลเชิงลึกมีน้อย ถ้าอยากเข้าใจเรื่องบนทับหลังควรอ่านมาก่อนหรือหาไกด์
- สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างร้านค้า-ห้องน้ำมีจำกัด และพิพิธภัณฑ์ทับหลังบางช่วงอาจปิด ควรเช็กเวลาก่อนไป
ปราสาทวัดสระกำแพงน้อย (อโรคยาศาลริมทาง) อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ
ปราสาทสระกำแพงน้อยตั้งอยู่ในวัดสระกำแพงน้อย ริมถนนสายศรีสะเกษ-อุทุมพรพิสัย (ทางหลวงหมายเลข 226) เป็นปราสาทขอมที่แวะได้ง่ายระหว่างทางโดยแทบไม่ต้องเดินไกลจากที่จอดรถ ตัวปราสาทประกอบด้วยปรางค์ประธานและวิหารก่อด้วยศิลาแลง มีสระน้ำใหญ่อยู่ด้านหน้า ทั้งหมดล้อมด้วยกำแพงศิลาแลงและมีซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก จุดที่หลายคนพลาดไม่ได้คือลวดลายจำหลักบนหินและร่องรอยงานช่างสมัยเก่าที่ยังพอเห็นได้ ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นศาสนสถานมาก่อนราวพุทธศตวรรษที่ 16 และต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถูกดัดแปลงหรือสร้างเพิ่มขึ้นเป็น "อโรคยาศาล" ซึ่งหมายถึงสถานพยาบาลหรือสุขศาลาประจำชุมชนในสมัยนั้น จึงเป็นหลักฐานของเครือข่ายอโรคยาศาลที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างกระจายทั่วดินแดนขอมโบราณ
เสน่ห์ของที่นี่คือการได้เห็นปราสาทขอมกับวัดปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ปรางค์ศิลาแลงเก่าแก่ตั้งเคียงกับอาคารวัดที่ยังใช้งาน ทำให้บรรยากาศต่างจากปราสาทกลางทุ่งที่ต้องขับรถเข้าไปลึก สระน้ำหน้าปราสาทถือเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเคยถูกนำน้ำไปใช้ในพระราชพิธีสรงน้ำมูรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงมีความหมายทั้งเชิงประวัติศาสตร์และเชิงความเชื่อ สำหรับสายมูที่ผ่านมาทางนี้ มักแวะกราบไหว้ขอพรและเดินชมโบราณสถานไปพร้อมกัน ใช้เวลาไม่นานราวครึ่งชั่วโมงถึงสี่สิบห้านาทีก็ครบ เหมาะกับการจอดแวะระหว่างเส้นทางเข้าเมืองศรีสะเกษหรือไปต่อยังปราสาทสระกำแพงใหญ่ที่อยู่ในอำเภอเดียวกัน
ก่อนไปควรเผื่อใจไว้ตรง ๆ ว่านี่คือโบราณสถานขนาดย่อม ไม่ใช่ปราสาทใหญ่โตแบบพนมรุ้งหรือพิมาย ตัวปรางค์และวิหารบางส่วนอยู่ในสภาพชำรุดตามอายุ ป้ายอธิบายข้อมูลมีจำกัด คนที่อยากเข้าใจประวัติลึก ๆ ควรอ่านข้อมูลมาก่อนหรือหาไกด์ท้องถิ่น พื้นที่เป็นลานโล่งมีร่มเงาน้อย ช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรง แนะนำให้ไปช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ พกหมวกกับน้ำดื่มไปด้วย และเนื่องจากอยู่ในเขตวัด ควรแต่งกายสุภาพและสำรวมเมื่อเข้าไปในเขตศาสนสถาน ที่นี่ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงสะดวก การมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถจะคล่องตัวที่สุด และเหมาะกับการวางเป็นจุดแวะสั้น ๆ มากกว่าจุดหมายหลักของทั้งวัน
- อยู่ริมทางหลวง 226 เข้าถึงง่าย จอดรถแล้วเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวปราสาท เหมาะเป็นจุดแวะระหว่างทาง
- เป็นอโรคยาศาลสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้เห็นปรางค์ศิลาแลงและลวดลายจำหลักของจริง
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม และใช้เวลาไม่นาน ราวครึ่งชั่วโมงก็เดินชมได้ครบ
- สระน้ำหน้าปราสาทเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีความหมายเชิงประวัติศาสตร์และความเชื่อ เหมาะทั้งสายประวัติศาสตร์และสายมู
- เป็นโบราณสถานขนาดย่อม ตัวปรางค์และวิหารบางส่วนชำรุดตามอายุ ไม่ใหญ่โตแบบพนมรุ้งหรือพิมาย
- ป้ายอธิบายข้อมูลในพื้นที่มีจำกัด คนอยากเข้าใจประวัติลึก ๆ ต้องอ่านมาก่อนหรือหาไกด์เอง
- ลานโล่งร่มเงาน้อย แดดกลางวันแรง และไม่มีขนส่งสาธารณะเข้าถึงสะดวก ต้องมีรถส่วนตัว
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ (ป่าดงหลง-บึงน้ำกลางเมือง)
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ เป็นสวนสาธารณะป่าธรรมชาติกลางเมืองที่หาได้ไม่บ่อยในเมืองขนาดกลาง จุดเด่นคือผืนป่าดงลำดวนที่ยังหนาแน่น มีต้นลำดวนขึ้นเป็นดงใหญ่นับหมื่นต้น (ลำดวนเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ) แซมด้วยพรรณไม้พื้นถิ่นและบึงน้ำกว้างอยู่กลางสวน ทำให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายทั้งที่อยู่ในตัวเมือง คนศรีสะเกษใช้ที่นี่เป็นปอดของเมือง มาเดินออกกำลัง ปั่นจักรยานรอบบึง วิ่งเช้า หรือนั่งเล่นใต้ร่มไม้ในช่วงเย็น เข้าได้ฟรีไม่มีค่าบัตร มีที่จอดรถให้ และอยู่ใกล้ย่านเมืองเก่ากับสถานีรถไฟ จึงแวะได้ง่ายทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่ผ่านมา
กิจกรรมยอดนิยมในสวนคือการเดินหรือปั่นจักรยานเลาะรอบบึงหนึ่งรอบ เส้นทางร่มด้วยเรือนยอดไม้ตลอดทาง ระหว่างทางมีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ให้แวะสักการะ มีศาลาริมน้ำนั่งพัก และมุมให้อาหารปลาที่เด็ก ๆ ชอบ บางช่วงมีบริการเช่าจักรยานและเรือถีบรูปเป็ดสำหรับปั่นเล่นในบึง ค่าเช่าเป็นหลักสิบถึงหลักร้อยบาทตามผู้ให้บริการและช่วงเวลา ถ้ามาช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมซึ่งเป็นฤดูลำดวนบาน จะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกลำดวนคลุ้งไปทั่วสวน และบางปีสวนนี้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานเทศกาลดอกลำดวนบานของจังหวัด
ช่วงเวลาที่เดินสบายที่สุดคือเช้าตรู่ราวหกถึงเก้าโมงและช่วงเย็นสี่โมงเป็นต้นไป เพราะกลางวันแดดร้อนและอากาศอบอ้าวแบบอีสาน ควรพกน้ำดื่ม สวมรองเท้าที่เดินสบาย และเตรียมยากันยุงไว้เพราะเป็นพื้นที่ป่าและมีบึงน้ำ ทางเดินส่วนใหญ่เรียบพอปั่นจักรยานได้ แต่บางจุดใกล้บึงอาจมีใบไม้ร่วงหรือพื้นชื้นลื่น เดินระวังนิดหนึ่ง ห้องน้ำและร้านค้าในสวนมีจำกัด ถ้ามาเป็นครอบครัวควรเตรียมของว่างมาเอง และเนื่องจากเป็นสวนสาธารณะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมแบบเสียเงิน คนที่คาดหวังเครื่องเล่นหรือสิ่งอำนวยความสะดวกครบอาจรู้สึกว่าเรียบง่าย แต่ถ้ามองหาที่สงบ ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติแบบไม่ต้องจ่าย ที่นี่ทำหน้าที่ได้ดี
- เข้าฟรี ไม่มีค่าบัตร มีที่จอดรถ และอยู่ในตัวเมืองศรีสะเกษ แวะง่ายทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
- เป็นผืนป่าดงลำดวนกลางเมืองที่ร่มรื่นจริง มีบึงน้ำกว้าง เหมาะเดิน ปั่นจักรยาน และวิ่งออกกำลัง
- มีมุมให้ครอบครัว เช่น ให้อาหารปลา ปั่นเรือถีบเป็ด ศาลาริมน้ำ และพระราชานุสาวรีย์สมเด็จย่าให้สักการะ
- ช่วงปลายปีถึงต้นปีเป็นฤดูลำดวนบาน ได้กลิ่นหอมและบางปีมีเทศกาลดอกลำดวนของจังหวัด
- กลางวันแดดแรงและอากาศร้อนอบอ้าว ควรเลี่ยงมาช่วงเที่ยง เดินได้สบายเฉพาะเช้ากับเย็น
- เป็นสวนสาธารณะเรียบง่าย ไม่มีเครื่องเล่นหรือสิ่งอำนวยความสะดวกมาก ห้องน้ำและร้านค้าในสวนมีจำกัด
- เป็นพื้นที่ป่าและมีบึงน้ำ จึงมียุงในบางช่วงเวลา และทางเดินใกล้บึงบางจุดอาจชื้นลื่น
วัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต) กราบหลวงพ่อโต พระคู่เมืองศรีสะเกษ กลางเมือง
วัดมหาพุทธาราม หรือชื่อเดิมที่คนเรียกติดปากว่าวัดพระโต เป็นวัดเก่าแก่ที่ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของศรีสะเกษ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมถนนขุขันธ์ เดินจากสถานีรถไฟศรีสะเกษไปทางเหนือแค่ราวสองนาทีก็ถึง ตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งย้ายเมืองศรีสะเกษมาตั้งในบริเวณนี้เมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน มีคนไปพบองค์พระพุทธรูปใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางป่าแดงโดยบังเอิญ ชาวเมืองจึงสร้างวัดขึ้นตรงจุดที่พบพระ แล้วเรียกกันว่าวัดพระโตหรือวัดป่าแดง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมหาพุทธารามในภายหลัง ทุกวันนี้จึงเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในจังหวัดและเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษ
ไฮไลต์ที่คนตั้งใจมากราบคือหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ สูงจากฐานถึงยอดเกศราว 6.85 เมตร หน้าตักกว้างราว 3.50 เมตร เชื่อกันว่าเป็นพระเก่าแก่อายุมาก จนกลายเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่คนศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาสักการะขอพร นอกจากองค์พระประธานแล้ว ตัวอุโบสถและวิหารยังมีงานจิตรกรรมฝาผนังและลวดลายปิดทองให้เดินชมเก็บรายละเอียด บรรยากาศในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ มีลานจอดรถกว้างและห้องน้ำสะอาด รีวิวจริงบน Tripadvisor ให้คะแนนเฉลี่ยราว 4.4 เต็ม 5 เสียงส่วนใหญ่ชมว่าเงียบสงบ สวยงาม และเป็นวัดหลักประจำจังหวัดที่ควรแวะสักครั้ง เพราะทำเลอยู่กลางเมืองพอดี หลายคนจึงแวะไหว้พระที่นี่เป็นจุดแรกก่อนไปเที่ยวที่อื่นในตัวเมือง
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา วัดนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสำนักปฏิบัติธรรม การแต่งกายจึงต้องสุภาพ งดกางเกงขาสั้นหรือเสื้อสายเดี่ยว ควรเตรียมผ้าคลุมไหล่หรือผ้าถุงติดตัวไว้เผื่อ ก่อนเข้าเขตอุโบสถต้องถอดรองเท้าและสำรวมกิริยา ไม่ส่งเสียงดังหรือชี้นิ้วไปที่องค์พระ เวลาถ่ายรูปควรหลีกเลี่ยงการหันหลังหรือยืนสูงกว่าองค์พระ ตัวเมืองศรีสะเกษแดดค่อนข้างแรงช่วงกลางวัน แนะนำมาช่วงเช้าหรือบ่ายแก่จะเดินสบายกว่า และเนื่องจากวัดอยู่ติดย่านตลาดกลางเมือง ที่จอดรถหน้าวัดอาจแน่นในวันหยุดหรือวันพระ ถ้ามาด้วยรถไฟหรือเดินจากที่พักในเมืองจะสะดวกกว่า เผื่อเวลาสำหรับเดินชมรอบวัดและกราบพระให้ครบทุกจุดจะได้อิ่มบุญไม่รีบร้อน
- เป็นวัดคู่เมืองศรีสะเกษที่มีหลวงพ่อโต พระพุทธรูปองค์ใหญ่สูงราว 6.85 เมตร ให้กราบขอพร เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่คนในจังหวัดนับถือ
- ทำเลอยู่กลางเมืองพอดี เดินจากสถานีรถไฟศรีสะเกษไปทางเหนือแค่ราว 2 นาที แวะไหว้พระได้ง่ายระหว่างรอรถไฟหรือระหว่างเที่ยวในเมือง
- บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ มีอุโบสถ วิหาร และงานจิตรกรรมปิดทองให้เดินชม พร้อมลานจอดรถกว้างและห้องน้ำสะอาด
- รีวิวจริงบน Tripadvisor ให้คะแนนเฉลี่ยราว 4.4 เต็ม 5 เสียงส่วนใหญ่ชมว่าสวยงาม สงบ และเป็นวัดหลักประจำจังหวัดที่ควรแวะ
- เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำนักปฏิบัติธรรม ต้องแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าอุโบสถ และสำรวมกิริยา ไม่เหมาะกับคนที่อยากแต่งตัวสบาย ๆ
- อยู่ติดย่านตลาดกลางเมือง ที่จอดรถหน้าวัดอาจแน่นในวันหยุดหรือวันพระ
- ตัวเมืองแดดแรงช่วงกลางวัน เดินชมรอบวัดตอนเที่ยงอาจร้อน ควรเลี่ยงมาช่วงกลางวันจัด
น้ำตกสำโรงเกียรติ อ.ขุนหาญ (เดินป่า-เล่นน้ำในเทือกเขาพนมดงรัก)
น้ำตกสำโรงเกียรติเป็นน้ำตกในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ฝั่งอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ตัวน้ำตกซ่อนอยู่ในหุบของเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นพรมแดนไทย-กัมพูชา เสน่ห์ของที่นี่คือสายน้ำที่ไหลลงมาเป็นชั้นลดหลั่นท่ามกลางป่าดิบเขียวชอุ่ม มีแอ่งน้ำและลานหินให้ลงเล่นน้ำคลายร้อนได้จริง ไม่ใช่แค่ยืนดูจากระยะไกล จุดที่ทำให้คนแวะกันเยอะคือระยะเดินจากลานจอดเข้าไปถึงตัวน้ำตกไม่ไกลนัก เดินตามทางในป่าร่มรื่นไม่นานก็ถึง เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสน้ำตกกลางป่าโดยไม่ต้องปีนเขาหนัก ทั้งครอบครัวที่พาเด็กมาเล่นน้ำ กลุ่มเพื่อนที่มาปิกนิก และคนที่ชอบถ่ายรูปธรรมชาติ บริเวณรอบน้ำตกมีร่มไม้ให้นั่งพัก บรรยากาศเงียบสงบต่างจากแหล่งท่องเที่ยวที่คนแน่น
ช่วงเวลาที่เหมาะไปที่สุดคือหน้าฝนราวเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม เพราะปริมาณน้ำจะเยอะ สายน้ำไหลเต็มแรง และป่ารอบตัวจะเขียวสดสวยเป็นพิเศษ ต่างจากหน้าแล้งที่น้ำมักเหลือน้อยจนน้ำตกดูเป็นสายบาง ๆ การไปน้ำตกสำโรงเกียรติสะดวกที่สุดถ้ามีรถส่วนตัวหรือเช่ารถขับไปเอง เพราะอยู่ห่างตัวเมืองศรีสะเกษพอสมควรและรถสาธารณะเข้าถึงยาก หลายคนวางแผนเที่ยวขุนหาญแบบรวมหลายจุดในวันเดียว เช่น แวะน้ำตกสำโรงเกียรติช่วงเช้า แล้วต่อไปจุดชมวิวหรือวัดในละแวกเดียวกัน ก่อนเข้าน้ำตกต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งคิดแยกอัตราระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ ควรเตรียมเงินสดไว้จ่ายหน้าด่านและเผื่อค่าจอดรถเล็กน้อย
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือหินริมน้ำและโขดหินในลำธารลื่นมากโดยเฉพาะตอนเปียก ควรใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดีและระวังเวลาปีนป่ายหรือเดินข้ามลำธาร ข้อสองคือหน้าฝนแม้น้ำจะสวยแต่กระแสน้ำอาจแรงและระดับน้ำขึ้นเร็วหลังฝนตกหนัก ควรดูสถานการณ์น้ำและไม่ลงเล่นในจุดที่น้ำเชี่ยว โดยเฉพาะเวลาพาเด็กเล็กไปด้วยต้องดูแลใกล้ชิด ข้อสามคือหน้าแล้งราวมีนาคมถึงพฤษภาคมน้ำมักน้อย บางคนที่ไปช่วงนี้อาจผิดหวังกับปริมาณน้ำ จึงควรเช็กสภาพน้ำก่อนออกเดินทาง ข้อสี่คือเป็นพื้นที่ป่า หลังฝนตกอาจมีทากและยุง ควรใส่รองเท้าหุ้มและเตรียมยากันแมลง และควรเก็บขยะกลับออกมาด้วยเพราะเป็นเขตอุทยานที่ต้องช่วยกันรักษาความสะอาด
- เล่นน้ำในแอ่งใต้น้ำตกได้จริง บรรยากาศป่าเขียวร่มรื่นในเทือกเขาพนมดงรัก ไม่ใช่แค่ยืนดู
- เดินจากลานจอดเข้าตัวน้ำตกไม่ไกล เหมาะกับครอบครัวและคนไม่อยากปีนเขาหนัก
- หน้าฝนน้ำเยอะ สายน้ำไหลเต็มแรงและป่ารอบตัวเขียวสด สวยเป็นพิเศษสำหรับสายถ่ายรูป
- เงียบสงบ คนไม่แน่นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ รวมเที่ยวกับจุดอื่นในอำเภอขุนหาญได้ในวันเดียว
- หินริมน้ำและโขดหินในลำธารลื่นมากตอนเปียก ต้องระวังเวลาปีนป่ายและเดินข้ามลำธาร
- หน้าแล้งราวมีนาคมถึงพฤษภาคมน้ำมักน้อยจนน้ำตกดูเป็นสายบาง ๆ ควรเช็กสภาพน้ำก่อนไป
- อยู่ไกลตัวเมืองและรถสาธารณะเข้าถึงยาก แทบต้องมีรถส่วนตัว อีกทั้งต้องเสียค่าธรรมเนียมอุทยานที่แยกอัตราไทย-ต่างชาติ
วัดไพรพัฒนา (หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน) — กราบสรีระหลวงปู่สรวง มณฑปปราสาทศิลปะขอม อ.ภูสิงห์
วัดไพรพัฒนาเป็นวัดสายศรัทธาที่คนอีสานใต้เคารพนับถือมากที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ ริมชายแดนไทย-กัมพูชา เดิมเป็นสถานที่ที่หลวงปู่สรวงจำพรรษาและปฏิบัติธรรม ท่านเป็นพระที่ชาวบ้านสองฝั่งแดนเลื่อมใส ใช้ชีวิตเรียบง่าย ช่วยเหลือคนยากไร้ จนได้รับการขนานนามว่า "เทวดาเดินดิน" หลังท่านละสังขารเมื่อปี 2542 สรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย ทางวัดจึงเก็บรักษาไว้ในโลงแก้วให้ผู้ศรัทธาได้มากราบสักการะ ทุกวันนี้จึงมีทั้งสายบุญและสายมูเดินทางมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลที่คนต่อคิวเข้ากราบกันแน่น
ไฮไลต์ของวัดคือมณฑปปราสาทหลวงปู่สรวง อาคารทรงปราสาทที่ก่อด้วยอิฐแดงตามแบบศิลปะขอมโบราณ ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางวัด ใช้เป็นที่ประดิษฐานสรีระของหลวงปู่ ภายในและรอบบริเวณตกแต่งประณีต มีลวดลายและองค์ประกอบที่ทำให้หลายคนแวะถ่ายรูปเก็บไว้ นอกจากมณฑปแล้วยังมีรูปเหมือนหลวงปู่สรวงองค์ใหญ่ให้กราบไหว้ขอพร และจุดประกอบพิธีตามความเชื่อ เช่น การลอดใต้โลงแก้วเพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้ที่มาส่วนใหญ่มาขอพรเรื่องโชคลาภ การงาน และสุขภาพ ก่อนแก้บนด้วยการถวายสิ่งของหรือทำบุญตามที่ตั้งใจไว้ บรรยากาศโดยรวมสงบแต่คึกคักด้วยผู้คน มีร้านขายดอกไม้ธูปเทียน เครื่องบูชา ของฝาก และอาหารพื้นถิ่นเรียงรายอยู่หน้าวัด
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือวัดอยู่ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษพอสมควร เส้นทางเข้าสู่ อ.ภูสิงห์ เป็นถนนต่างจังหวัดที่บางช่วงเปลี่ยว การขับรถไปเองสะดวกที่สุด เพราะรถสาธารณะเข้าถึงยากและเที่ยวรถน้อย ควรเผื่อเวลาเดินทางและเติมน้ำมันให้พร้อม ช่วงวันหยุดคนเยอะและที่จอดรถอาจแน่น ส่วนกลางวันแดดค่อนข้างแรงเพราะลานวัดโล่ง ควรพกร่มหรือหมวกและน้ำดื่มไปด้วย ที่สำคัญคือเรื่องการแต่งกาย วัดนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนมากราบด้วยความศรัทธา จึงควรแต่งกายสุภาพ งดเสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น หรือชุดรัดรูปเกินงาม สำรวมกิริยาและเสียงขณะอยู่ในเขตมณฑป และควรเผื่อจังหวะไปช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ ๆ ที่แดดอ่อนและคนน้อยกว่ากลางวัน จะได้กราบไหว้และเก็บภาพได้สบายกว่า
- ได้กราบสรีระหลวงปู่สรวงในโลงแก้วและไหว้รูปเหมือนองค์ใหญ่ เป็นวัดสายศรัทธาที่คนอีสานใต้เคารพนับถือมาก
- มณฑปปราสาทศิลปะขอมอิฐแดงสวยและถ่ายรูปได้หลายมุม เป็นจุดเช็กอินที่หลายคนชม
- เข้าชมฟรี ทำบุญตามศรัทธา และมีร้านของฝากกับอาหารพื้นถิ่นให้แวะหน้าวัด
- มีพิธีตามความเชื่อให้ร่วม เช่น ลอดใต้โลงแก้วเพื่อความเป็นสิริมงคล เหมาะกับสายมู-สายบุญ
- อยู่ไกลตัวเมืองศรีสะเกษใน อ.ภูสิงห์ ริมชายแดน รถสาธารณะเข้าถึงยาก เหมาะกับคนขับรถไปเอง
- ช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลคนแน่น ต้องต่อคิวเข้ากราบสรีระและที่จอดรถอาจเต็ม
- ลานวัดโล่งแดดแรงช่วงกลางวัน และต้องแต่งกายสุภาพตามระเบียบของวัด
เดินเที่ยวเมืองเก่าศรีสะเกษ + ตลาดของกินอีสาน + วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม
ถ้ามีเวลาครึ่งวันในตัวเมืองศรีสะเกษ การเดินเที่ยวเมืองเก่าเป็นวิธีทำความรู้จักเมืองแบบไม่ต้องรีบ เดินจากย่านวงเวียนหอนาฬิกาเข้าไปตามถนนสายเก่า แวะตลาดสดที่ยังคึกคักด้วยแม่ค้าพ่อค้าท้องถิ่น ของกินอีสานมีให้ชิมตั้งแต่ข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง หมูปิ้ง ไปจนถึงขนมพื้นบ้านและผลไม้ตามฤดูกาล ราคาย่อมเยาแบบตลาดต่างจังหวัด เดินไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอร้านกาแฟเล็ก ๆ กับตึกแถวเก่าที่ยังเก็บกลิ่นอายเมืองไว้ ปลายทางที่คนนิยมแวะคือวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม พระอารามหลวงคู่เมืองที่อยู่บนถนนศรีสุมังค์ ตำบลเมืองใต้ เดินหรือขี่มอเตอร์ไซค์จากตลาดไปไม่ไกล ทั้งเส้นทางเข้าฟรี ไม่มีค่าตั๋ว จ่ายเฉพาะค่าของกินกับค่าทำบุญตามใจ
วัดเจียงอีศรีมงคลวรารามเป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ชื่อ "เจียงอี" มาจากภาษาถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วย แปลว่า "ช้างป่วย" ตามตำนานที่เล่าต่อกันมาเรื่องช้างในพื้นที่ ภายในวัดมีพระอุโบสถ วิหาร และพระพุทธรูปให้กราบไหว้ บรรยากาศร่มรื่น เดินชมสถาปัตยกรรมและถ่ายรูปได้สบาย ๆ นักท่องเที่ยวที่รีวิวไว้ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นวัดที่สะอาด เงียบสงบ เหมาะกับการแวะไหว้พระระหว่างเที่ยวเมือง และเป็นจุดที่คนศรีสะเกษมาทำบุญกันประจำ ช่วงเทศกาลหรือวันพระจะมีคนมากขึ้นและบรรยากาศคึกคักกว่าปกติ ใครอยากได้ภาพวัดสวย ๆ กับแสงนุ่ม ๆ ควรมาช่วงเช้าหรือเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก
ข้อดีของทริปเดินเมืองแบบนี้คือยืดหยุ่น จัดเองได้ตามเวลาและแรง อยากชิมนานก็ชิม อยากนั่งพักร้านกาแฟก็ได้ แต่ควรเผื่อใจไว้ว่าอากาศอีสานช่วงกลางวันร้อนและแดดแรง เดินกลางแจ้งนาน ๆ ต้องเตรียมหมวก ร่ม และน้ำดื่มติดตัว ตลาดสดจะคึกคักที่สุดช่วงเช้าตรู่กับช่วงเย็น ถ้ามากลางวันบางแผงอาจปิดหรือของเริ่มหมด การเดินทางในเมืองสะดวกด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือรถเช่า เพราะจุดต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ติดกันเสียทีเดียว ส่วนวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าอาคาร และสำรวมเสียงเวลามีคนกำลังสวดมนต์หรือทำบุญ เที่ยวแบบนี้ไม่หวือหวา แต่ได้เห็นวิถีเมืองศรีสะเกษจริง ๆ และอิ่มท้องด้วยของกินท้องถิ่นในงบไม่กี่ร้อย
- เข้าฟรีทั้งเส้นทาง จ่ายเฉพาะค่าของกินกับค่าทำบุญ จัดทริปได้ในงบไม่กี่ร้อย
- ได้ชิมของกินอีสานแท้ตามตลาดท้องถิ่น ราคาย่อมเยา หลากหลายทั้งคาวหวาน
- วัดเจียงอีศรีมงคลวรารามสะอาด ร่มรื่น เงียบสงบ นักท่องเที่ยวรีวิวว่าน่าแวะไหว้พระ
- ยืดหยุ่นเรื่องเวลา เดินเที่ยวเองได้ตามแรง เหมาะทั้งครอบครัว คู่รัก และเที่ยวคนเดียว
- อากาศอีสานกลางวันร้อนและแดดแรง เดินกลางแจ้งนาน ๆ ต้องเตรียมกันแดดและน้ำ
- ตลาดสดคึกคักเฉพาะช่วงเช้ากับเย็น มากลางวันบางแผงปิดหรือของเริ่มหมด
- จุดเที่ยวในเมืองไม่ได้อยู่ติดกัน ต้องพึ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือรถเช่าเชื่อมจุด
จองกิจกรรม & ตั๋วล่วงหน้า
จุดเที่ยวศรีสะเกษกระจายนอกเมืองและบางแห่งอยู่ชายแดน จองรถหรือแพ็กเกจล่วงหน้าจะสะดวก
💡 รู้ก่อนเที่ยวศรีสะเกษ
ผามออีแดงและพื้นที่ใกล้อุทยานฯ เขาพระวิหารอยู่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ควรเช็กสถานการณ์และประกาศของทางการก่อนไป และปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่
ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษออกช่วงราว มิ.ย.–ก.ค. สวนผลไม้เมืองขุนหาญเปิดให้ชิม-ซื้อ ควรเช็กช่วงผลไม้กับเพจสวนก่อนไป
วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) ประดับด้วยขวดแก้วจำนวนมาก เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ควรแต่งกายสุภาพและเดินชมตามทางที่จัดไว้
ที่เที่ยวศรีสะเกษอยู่นอกเมืองคนละอำเภอ ขนส่งสาธารณะจำกัด ควรเช่ารถหรือเหมารถท้องถิ่นเพื่อเที่ยวหลายจุดในวันเดียว
จัดทริปศรีสะเกษยังไงให้คุ้ม
ถ้ามี 2 วัน วันแรกขึ้นผามออีแดงชมวิวหน้าผาและเที่ยวโซนขุนหาญ (สวนผลไม้ตามฤดู) วันที่สองไปวัดล้านขวด ปราสาทสระกำแพงใหญ่ และสวนสมเด็จฯ ในเมือง จะได้ครบทั้งธรรมชาติ ปราสาท วัด และของกิน ศรีสะเกษรวมทริปกับอุบลฯ-สุรินทร์ได้
พร้อมเที่ยวศรีสะเกษแล้ว? เริ่มจากเลือกที่พักในเมืองก่อนเลย
ดูที่พักศรีสะเกษ →