🔄 ตรวจสอบล่าสุด 2 ก.ค. 2026 · ราคาและรอบอาจเปลี่ยน ตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนจอง
อุตรดิตถ์อยู่ภาคเหนือตอนล่าง รอยต่อเหนือ-อีสาน เป็นเมืองที่มีทั้งภูเขา เขื่อนใหญ่ วัดเก่าแก่ และเมืองโบราณลับแล ไฮไลต์คืออุทยานแห่งชาติภูสอยดาวที่มีลานสนและทุ่งดอกหงอนนาคบานช่วงปลายฝน เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมืองเก่าลับแลที่มีตำนานและทุเรียนหลง-หลินลับแลขึ้นชื่อ และกลุ่มวัดพระแท่นศิลาอาสน์-พระบรมธาตุทุ่งยั้งที่คนศรัทธา
ด้านล่างเราคัดกิจกรรมและที่เที่ยวที่คนรีวิวถึงบ่อย พร้อมบอกช่วงเวลาที่เหมาะและข้อควรรู้ก่อนไป ภูสอยดาวต้องเดินขึ้นไกลและชันราว 6.5 กม. เปิดเฉพาะ 1 ก.ค.–10 ม.ค. และต้องจองคิวล่วงหน้า ทุ่งดอกหงอนนาคสวยราวปลาย ก.ค.–ก.ย. เขื่อนสิริกิติ์และเมืองลับแลเที่ยวได้ทั้งปี ทุเรียนลับแลออกราว พ.ค.–ส.ค. หลายจุดอยู่นอกเมืองควรมีรถ
เดินป่าพิชิตลานสน อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว (ทุ่งดอกหงอนนาค · ป่าสนสามใบ)
ภูสอยดาวเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าค้างแรมที่คนไทยพูดถึงมากที่สุด จุดหมายคือ "ลานสน" ที่ราบบนสันเขาระดับความสูงราว 1,600 เมตร ตรงรอยต่อจังหวัดอุตรดิตถ์กับชายแดนลาวในเขต อ.น้ำปาด ความพิเศษคือทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วงที่ขึ้นเต็มลานกว้างใต้ทิวป่าสนสามใบ ซึ่งบานสวยที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม (โดยรวมราวปลายกรกฎาคมถึงกันยายน) กลางวันได้เดินท่ามกลางทุ่งดอกไม้และป่าสน กลางคืนกางเต็นท์นอนดูดาว เช้ามืดมีโอกาสเจอทะเลหมอกลอยเหนือหุบเขา หลายคนบอกว่าคุ้มค่าเหนื่อย แต่ต้องเข้าใจตั้งแต่แรกว่านี่คือทริปสำหรับคนที่ร่างกายพร้อมจริง ๆ ไม่ใช่จุดเที่ยวที่ขับรถถึงแล้วเดินชิล ๆ
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนไปคือเรื่องการจองและช่วงเปิด อุทยานฯ เปิดให้ขึ้นลานสนเฉพาะช่วง 1 กรกฎาคมถึง 10 มกราคมของทุกปีเท่านั้น นอกช่วงนี้ปิดฟื้นฟูธรรมชาติ นักท่องเที่ยวต้องจองคิวเข้าล่วงหน้าผ่านแอป QueQ (จองได้ล่วงหน้าสูงสุด 60 วัน) เพราะจำกัดจำนวนราว 300 คนต่อวัน แบ่งเป็นโควตาจองล่วงหน้าและ walk-in จึงควรวางแผนและกดจองแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์และช่วงดอกหงอนนาคบานที่คนแย่งคิวกันเยอะ ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ คนไทยผู้ใหญ่ราว 40 บาท เด็ก 20 บาท บวกค่าประกันอุบัติเหตุอีกเล็กน้อย ส่วนใครไม่อยากแบกของหนักขึ้นเขาเองก็จ้างลูกหาบได้ คิดค่าจ้างตามน้ำหนักสัมภาระ และเช่าเต็นท์กับถุงนอนที่อุทยานฯ ได้เช่นกัน
ส่วนที่ต้องพูดกันตรง ๆ คือความยากของเส้นทาง ขาขึ้นจากน้ำตกภูสอยดาวถึงลานสนยาวราว 6.5 กิโลเมตร มีเนินชันต่อเนื่องหลายช่วงที่คนเรียกกันว่าเนินส่งญาติ เนินมรณะ ใช้เวลาเดินราว 4-6 ชั่วโมงแล้วแต่ความฟิต และถ้าไปช่วงหน้าฝนที่ดอกหงอนนาคบาน ทางจะลื่นเป็นโคลนหนัก รองเท้าดอกยางลึกกับไม้เท้าเดินป่าช่วยได้มาก ควรฝึกร่างกายมาก่อนอย่างน้อยสองสามสัปดาห์ เตรียมเสื้อกันหนาวเพราะกลางคืนบนลานสนอากาศเย็นจัด และพกถุงขยะกลับลงมาเองทุกชิ้นเพราะบนเขาไม่มีถังขยะและต้องช่วยกันรักษาสภาพทุ่งดอกไม้ไว้ ใครมีปัญหาข้อเข่าหรือหัวใจควรปรึกษาแพทย์และประเมินตัวเองให้ดีก่อนตัดสินใจ
- ทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วงบนลานสนเป็นภาพที่หาดูยาก บานสวยสุดช่วงสิงหาคม ท่ามกลางป่าสนสามใบและทะเลหมอกยามเช้า
- บรรยากาศกางเต็นท์ค้างแรมบนที่สูงราว 1,600 เมตร กลางคืนอากาศเย็นและเห็นดาวชัด ได้ประสบการณ์เดินป่าเต็มรูปแบบ
- มีระบบรองรับพร้อม ทั้งลูกหาบจ้างแบกของ เช่าเต็นท์-ถุงนอนที่อุทยานฯ และเส้นทางที่มีคนดูแล
- ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ไม่แพง คนไทยผู้ใหญ่หลักสิบบาท เหมาะกับทริปธรรมชาติงบไม่สูง
- เส้นทางชันยาว 6.5 กม. เดิน 4-6 ชม. มีเนินหนักหลายช่วง เหมาะกับคนแข็งแรงเท่านั้น ไม่เหมาะเด็กเล็กหรือคนไม่ฟิต
- ต้องจองคิวผ่านแอป QueQ ล่วงหน้าและมีโควตาจำกัดราว 300 คน/วัน อีกทั้งลานสนเปิดเฉพาะ 1 ก.ค.-10 ม.ค.
- ช่วงดอกหงอนนาคบานตรงกับหน้าฝน ทางลื่นเป็นโคลนหนัก อากาศกลางคืนหนาว และบนเขาไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ
เขื่อนสิริกิติ์ — สะพานแขวนข้ามแม่น้ำน่าน จุดชมวิวสันเขื่อน และล่องเรือชมอ่างเก็บน้ำ (อ.ท่าปลา อุตรดิตถ์)
เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดของไทย กั้นแม่น้ำน่านที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ห่างจากตัวเมืองราวหนึ่งชั่วโมงโดยรถ จุดที่คนไปเที่ยวถึงมากที่สุดคือสันเขื่อนยาวที่เดินขึ้นไปเห็นอ่างเก็บน้ำผืนใหญ่โอบด้วยแนวภูเขาเขียว น้ำนิ่งสงบสะท้อนฟ้าโดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น อีกมุมที่คนชอบถ่ายรูปคือสะพานแขวนสีเหลือง-ฟ้าที่ทอดข้ามแม่น้ำน่านด้านล่างเขื่อน เดินข้ามได้และมองเห็นสายน้ำกับสวนหย่อมโดยรอบ บริเวณเขื่อนจัดสวนไว้ร่มรื่น มีลานกว้างให้เดินเล่นและนั่งพัก เข้าชมได้โดยไม่มีค่าเข้า เหมาะกับคนที่ขับรถเที่ยวเองแล้วอยากแวะพักชมวิวธรรมชาติแบบไม่ต้องรีบ
กิจกรรมที่ทำให้เขื่อนสิริกิติ์ต่างจากเขื่อนทั่วไปคือการเช่าเรือออกไปชมอ่างเก็บน้ำ ที่ท่าเรือมีเรือให้เช่าเป็นลำหรือเป็นรอบ พาวนดูทะเลสาบ แวะเกาะแก่งเล็ก ๆ และมองภูเขารอบด้านจากกลางน้ำ ราคาคิดตามขนาดเรือและระยะทางที่ไป เหมาะกับกลุ่มครอบครัวหรือเพื่อนที่หารกันจ่าย ริมอ่างเก็บน้ำยังมีร้านอาหารและแพให้นั่งกินปลาน้ำจืดชมวิว ซึ่งรีวิวหลายรายชมว่าอาหารอร่อยและราคาไม่แพง ช่วงเวลาที่แนะนำคือตอนเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ถึงเย็น เพราะแดดกลางวันค่อนข้างแรงและร้อน ส่วนพระอาทิตย์ตกที่สันเขื่อนเป็นช่วงที่แสงสวยและอากาศเย็นลง เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่หน้าฝนน้ำในอ่างจะเต็มและเขียวชอุ่มเป็นพิเศษ
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือเขื่อนอยู่ไกลจากตัวเมืองและไม่มีรถสาธารณะเข้าถึงสะดวก การมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถจะคล่องตัวกว่ามาก ถ้ามาแบบไม่มีรถต้องเหมารถหรือแท็กซี่ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงพอควร บริการเรือเช่าไม่ได้มีตายตัวทุกช่วงเวลา บางวันคนน้อยอาจต้องรอรวมกลุ่มหรือสอบถามที่ท่าเรือก่อน และควรตกลงราคากับรอบเวลาให้ชัดก่อนลงเรือ ช่วงกลางวันแดดแรงและมีร่มเงาน้อยบนสันเขื่อน ควรเตรียมหมวก ครีมกันแดด และน้ำดื่มไปด้วย บริเวณเขื่อนเป็นพื้นที่ราชการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จึงมีเวลาเปิด-ปิดและจุดที่เข้าได้จำกัด ควรเช็กเวลาก่อนเดินทางและปฏิบัติตามป้ายในพื้นที่
- วิวอ่างเก็บน้ำผืนใหญ่โอบด้วยภูเขา น้ำนิ่งสงบ ถ่ายรูปสวยทั้งช่วงเช้าและพระอาทิตย์ตกที่สันเขื่อน
- สะพานแขวนสีเหลือง-ฟ้าข้ามแม่น้ำน่านเป็นมุมถ่ายรูปเด่น เดินข้ามได้ สวนโดยรอบร่มรื่น
- เข้าชมบริเวณเขื่อนฟรี ไม่มีค่าเข้า เหมาะแวะพักระหว่างขับรถเที่ยว
- มีเรือให้เช่าออกชมทะเลสาบ และร้านอาหารริมน้ำที่รีวิวชมว่าปลาน้ำจืดอร่อยและราคาไม่แพง
- อยู่ไกลตัวเมืองราว 60 กม. และไม่มีรถสาธารณะเข้าถึง ต้องมีรถส่วนตัวหรือเหมารถ
- บริการเรือเช่าไม่ตายตัวทุกช่วงเวลา บางวันต้องรอรวมกลุ่มหรือสอบถามที่ท่าเรือก่อน
- ช่วงกลางวันแดดแรงและร่มเงาบนสันเขื่อนน้อย อีกทั้งเป็นพื้นที่ราชการที่มีเวลาเปิด-ปิดและจุดเข้าจำกัด
เมืองเก่าลับแล + พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล (Muang Lap Lae old town & museum)
เมืองเก่าลับแลอยู่ในอำเภอลับแล ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศตะวันตกราว 8 กิโลเมตร เป็นย่านเก่าที่มีตำนานเล่าขานว่าเป็น 'เมืองที่ห้ามพูดโกหก' ตามเรื่องเล่าพื้นบ้านเรื่องหญิงม่ายกับชายหนุ่มที่หลงเข้าไปในเมืองลี้ลับ จุดที่คนแวะถ่ายรูปกันก่อนคือประตูเมืองลับแล ซุ้มประตูขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยศิลปะแบบสุโขทัย ตั้งเป็นสัญลักษณ์ทางเข้าของอำเภอ ข้าง ๆ ประตูมีรูปปั้นแม่ม่ายเมืองลับแลคอยเตือนใจเรื่องตำนาน ผ่านประตูเข้าไปก็จะเจอย่านชุมชนเก่าที่ยังมีบ้านไม้ ร้านค้าเก่า และวิถีชีวิตแบบท้องถิ่นให้เดินชมแบบสบาย ๆ เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวช้า ๆ เก็บรายละเอียดของเมือง
อีกจุดที่ควรแวะคือพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล ซึ่งรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ ภาพถ่าย และเรื่องราวความเป็นมาของชาวลับแลไว้ให้เข้าใจง่าย ทั้งเรื่องตำนานเมือง การทำมาหากิน ผ้าซิ่นตีนจกที่เป็นงานทอพื้นถิ่น และของกินขึ้นชื่ออย่างข้าวแคบกับหมี่พันที่หากินได้แถวนี้ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 09.00 ถึง 16.00 น. และไม่เก็บค่าเข้า จึงเป็นจุดที่แวะเสริมความเข้าใจก่อนหรือหลังเดินย่านเก่าได้พอดี ถ้ามีเวลาเพิ่มอีกนิด ในอำเภอลับแลยังมีวัดเก่าอย่างวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งให้ต่อเส้นทางไหว้พระชมสถาปัตยกรรม ทำให้เที่ยวลับแลได้ครบทั้งสายตำนาน สายวัฒนธรรม และสายของกินในทริปเดียว
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือเมืองเก่าลับแลไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวแบบมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบมือ เสน่ห์อยู่ที่บรรยากาศเงียบสงบและวิถีชีวิตจริงมากกว่าจุดเช็กอินหวือหวา คนที่คาดหวังความอลังการอาจรู้สึกเรียบไปหน่อย ข้อสองคือจุดต่าง ๆ กระจายตัวพอสมควร ตั้งแต่ประตูเมือง ย่านชุมชน ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์และวัด การมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถจะสะดวกกว่ารอรถสาธารณะที่มีไม่บ่อย ข้อสามคือพิพิธภัณฑ์ปิดเวลา 16.00 น. ควรวางแผนให้ไปถึงก่อนบ่ายแก่ ๆ จะได้ชมทัน และข้อสุดท้ายคือช่วงกลางวันอากาศค่อนข้างร้อน การเดินย่านเก่าตอนเช้าหรือช่วงเย็นจะสบายกว่า พกน้ำดื่มและหมวกไปด้วยจะช่วยได้มาก
- เดินชมเมืองเก่าและถ่ายรูปประตูเมืองลับแลศิลปะสุโขทัยได้ฟรี เข้าพิพิธภัณฑ์เมืองลับแลก็ไม่เก็บค่าเข้า
- ได้เรียนรู้ตำนาน 'เมืองห้ามพูดโกหก' วิถีชีวิตท้องถิ่น ผ้าซิ่นตีนจก และของกินพื้นถิ่นในที่เดียว
- อยู่ห่างตัวเมืองอุตรดิตถ์แค่ราว 8 กม. แวะเป็นครึ่งวันแล้วต่อไปวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งได้
- บรรยากาศเงียบสงบ เดินเที่ยวช้า ๆ ได้จริง เหมาะกับครอบครัวและสายประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม
- เป็นย่านเก่าเน้นบรรยากาศและวิถีชีวิตจริง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบมือ คนที่คาดหวังความอลังการอาจรู้สึกเรียบไป
- จุดต่าง ๆ กระจายตัว การมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถสะดวกกว่ารอรถสาธารณะที่มีไม่บ่อย
- พิพิธภัณฑ์เมืองลับแลปิด 16.00 น. ต้องวางแผนเวลาให้ดี และกลางวันอากาศร้อนต้องเตรียมน้ำและหมวก
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง (ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์)
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ตั้งอยู่บนเนินเขาเต่าหรือเขาทอง ในตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล เป็นวัดเก่าแก่ที่เดิมชื่อวัดมหาธาตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครสร้างและสร้างเมื่อใด หัวใจของวัดคือ "พระแท่น" ซึ่งเป็นแผ่นศิลาแลงธรรมชาติรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างราว 8 ฟุต ยาวราว 10 ฟุต สูงราว 3 ฟุต ที่ฐานประดับลายกลีบบัวโดยรอบ มีมณฑปศิลปะเชียงแสนครอบไว้ภายในวิหาร ความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้เพื่อเจริญภาวนา ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดแสวงบุญสำคัญของภาคเหนือตอนล่างมายาวนาน ในปี พ.ศ. 2313 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เคยเสด็จมานมัสการและสมโภชพระแท่นถึงสามวันหลังปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง
คนที่มากราบพระแท่นมักเดินเข้าไปในวิหารเพื่อสักการะแผ่นศิลาใต้มณฑป จากนั้นเดินชมรอบเขตวัดที่อยู่บนเนิน มองเห็นวิวทุ่งยั้งได้กว้าง ในบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเก็บของเก่าและข้าวของเครื่องใช้ให้แวะดู ปัจจุบันวัดได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สังกัดคณะธรรมยุต จุดที่ทำให้ที่นี่คุ้มค่าแก่การแวะคือทำเลที่อยู่ในกลุ่มวัดโบราณของทุ่งยั้ง เดินทางต่อไปวัดพระยืนพุทธบาทยุคลและวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งได้ในเส้นทางเดียว จึงเหมาะจัดเป็นทริปไหว้พระสามวัดในครึ่งวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ราวเดือนสามที่มีงานประจำปีคึกคัก
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือวัดตั้งอยู่บนเนินเขา ต้องเดินขึ้นบันไดพอสมควร ผู้สูงอายุหรือคนเดินไม่สะดวกควรเผื่อเวลาและค่อย ๆ เดิน ตัวพระแท่นถูกครอบด้วยมณฑปและมีกระจกกั้น จึงเห็นแผ่นศิลาไม่เต็มตาเท่าที่หลายคนคาดไว้ ต้องเข้าใจว่านี่คือการมากราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์เชิงศรัทธา ไม่ใช่จุดถ่ายรูปหวือหวา ช่วงวันธรรมดานอกเทศกาลค่อนข้างเงียบสงบ เหมาะกับคนที่อยากได้บรรยากาศสงบ ส่วนช่วงงานประจำปีคนจะแน่นและร้อน ควรไปช่วงเช้าและเตรียมน้ำดื่ม การแต่งกายควรสุภาพเรียบร้อย เพราะเป็นเขตพระอารามหลวงและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในพื้นที่ให้ความเคารพ
- พระแท่นศิลาแลงโบราณและมณฑปศิลปะเชียงแสนเป็นของแท้ที่หาดูได้ยาก มีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และความศรัทธา
- เข้าชมฟรี เปิดทุกวันตลอดปี เดินทางสะดวกจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ราว 15 กม.
- อยู่ในกลุ่มวัดโบราณทุ่งยั้ง จัดทริปไหว้พระสามวัดในครึ่งวันได้ต่อเนื่องในเส้นทางเดียว
- บรรยากาศบนเนินเขาสงบร่มรื่น มองเห็นวิวทุ่งยั้งกว้าง มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้แวะชม
- ตั้งอยู่บนเนินเขา ต้องเดินขึ้นบันได ผู้สูงอายุหรือคนเดินไม่สะดวกต้องเผื่อเวลา
- พระแท่นถูกครอบด้วยมณฑปและกระจกกั้น เห็นแผ่นศิลาไม่เต็มตา เป็นการมากราบเชิงศรัทธามากกว่าจุดถ่ายรูป
- ช่วงงานประจำปีคนแน่นและอากาศร้อน ส่วนวันธรรมดาบางคนอาจรู้สึกว่าเงียบเกินไป
อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ — ต้นสักที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในไทย (อ.น้ำปาด อุตรดิตถ์)
ต้นสักใหญ่ในอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่คือดาวเด่นของ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ที่หลายคนตั้งใจขับรถไกลมาดูโดยเฉพาะ วัดความยาวรอบต้นได้กว่า 10 เมตร สูงราว 47 เมตร และคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,500 ปี จนได้ชื่อว่าเป็นต้นสักที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในไทยที่ยังยืนต้นอยู่ ตัวต้นตั้งอยู่ปลายทางเดินบอร์ดวอล์กในป่าร่มรื่น เดินจากลานจอดรถเข้าไปไม่ไกลก็ถึง เส้นทางลาดชันน้อยและเดินสบาย เหมาะกับทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ไม่อยากเดินป่าหนัก ๆ พอไปยืนอยู่ใต้โคนต้นจริงจะเห็นว่ามันใหญ่กว่าที่คิดในรูปมาก เป็นจุดถ่ายรูปที่ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้ดี
จุดที่หลายรีวิวชอบคือค่าเข้าที่ไม่เก็บเงินทั้งคนไทยและต่างชาติ ทางเดินเข้าไปหาต้นสักร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวตลอดทาง อากาศเย็นสบายโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว และเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ไว้อย่างเป็นระเบียบ นอกจากต้นสักใหญ่แล้ว อุทยานฯ ยังมีจุดเที่ยวธรรมชาติอื่นให้ต่อได้ เช่น น้ำตกห้วยเนียม น้ำตกมอนแก้ว กลุ่มถ้ำอย่างถ้ำจันและถ้ำเจดีย์ รวมถึงยอดดอยภูเมี่ยงสำหรับสายเดินป่า จึงเหมาะจะจัดเป็นทริปครึ่งวันถึงเต็มวันมากกว่าแวะดูต้นสักอย่างเดียว ใครอยากพักค้างก็มีบ้านพักและลานกางเต็นท์ของอุทยานฯ ให้จองล่วงหน้า ช่วงเวลาที่แนะนำคือหน้าหนาว (พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์) อากาศดีและป่าเขียวกำลังสวย
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือที่นี่อยู่ไกลจากตัวเมืองอุตรดิตถ์พอสมควร ถนนช่วงท้ายเป็นทางเขาคดเคี้ยว ควรเติมน้ำมันและเช็กสภาพรถให้พร้อม และไม่มีรถสาธารณะเข้าถึงสะดวก การมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถจะคล่องตัวที่สุด ตัวต้นสักใหญ่เมื่อไปถึงแล้วก็เป็นจุดเดียวที่ไม่ได้ใช้เวลานาน บางคนรีวิวว่ามาไกลแต่ดูจุดหลักจบเร็ว จึงควรวางแผนแวะจุดอื่นในอุทยานฯ หรือเที่ยวต่อแถวน้ำปาดไปด้วยเพื่อให้คุ้มการเดินทาง ร้านอาหารและร้านค้ารอบพื้นที่มีไม่มาก ควรเตรียมน้ำ ของว่าง และยากันยุงติดตัวไป ช่วงหน้าฝนทางเดินอาจลื่นและมีแมลง ควรใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดีและระวังเป็นพิเศษ
- ได้ดูต้นสักที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในไทย (รอบต้นกว่า 10 ม. อายุ 1,500+ ปี) ยืนใต้โคนต้นจริงยิ่งใหญ่กว่าในรูปมาก
- ค่าเข้าฟรีทั้งคนไทยและต่างชาติ ทางเดินบอร์ดวอล์กร่มรื่น เดินง่าย เหมาะทั้งเด็กและผู้สูงอายุ
- ในอุทยานฯ มีจุดเที่ยวต่อได้อีกหลายที่ ทั้งน้ำตกห้วยเนียม-มอนแก้ว กลุ่มถ้ำ และดอยภูเมี่ยงสำหรับสายเดินป่า
- อากาศเย็นสบายโดยเฉพาะหน้าหนาว เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่เป็นระเบียบ มีบ้านพัก-ลานกางเต็นท์ให้ค้างคืน
- อยู่ไกลจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ ถนนช่วงท้ายเป็นทางเขาคดเคี้ยว และไม่มีรถสาธารณะเข้าถึงสะดวก
- ตัวต้นสักใหญ่เป็นจุดเดียวที่ดูจบเร็ว บางคนรีวิวว่ามาไกลแต่จุดหลักใช้เวลาน้อย ควรวางแผนแวะจุดอื่นเพิ่ม
- ร้านอาหารและร้านค้ารอบพื้นที่มีน้อย หน้าฝนทางเดินลื่นและมีแมลง ต้องเตรียมของและระวังเป็นพิเศษ
อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก + พิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้ำพี้ (หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์)
อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหักตั้งเด่นอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นแลนด์มาร์กที่คนอุตรดิตถ์ผูกพันมากที่สุดแห่งหนึ่ง ท่านเป็นแม่ทัพเมืองพิชัยที่รบกับพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2316 แล้วดาบหักคามือระหว่างสู้ จนได้สมญา "พระยาพิชัยดาบหัก" รูปหล่อจึงทำเป็นท่าถือดาบสองมือ สื่อถึงความกล้าที่สู้จนดาบหักก็ไม่ถอย ใครขับรถผ่านตัวเมืองมักแวะลงถ่ายรูปคู่อนุสาวรีย์เป็นหมุดหมายว่ามาถึงอุตรดิตถ์แล้ว จุดนี้เข้าชมฟรี เดินถ่ายรูปได้รอบฐาน และช่วงเช้ากับเย็นแดดไม่แรงจะถ่ายสวยกว่ากลางวัน คนท้องถิ่นยังนิยมมาสักการะขอพรเรื่องความกล้าหาญและความสำเร็จ โดยเฉพาะช่วงวันพระยาพิชัยดาบหักต้นเดือนมกราคมที่มีงานรำลึกใหญ่ประจำปี
ในบริเวณเดียวกันมีพิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้ำพี้ให้เดินต่อได้เลย เนื้อหาเล่าเรื่องเหล็กน้ำพี้ เหล็กกล้าเนื้อพิเศษจากบ่อเหล็กน้ำพี้ อ.ทองแสนขัน ที่คนโบราณเชื่อว่านำมาตีเป็นดาบและอาวุธชั้นดี ตำนานว่าดาบของพระยาพิชัยก็ทำจากเหล็กชนิดนี้ ไฮไลต์ที่หลายคนมาดูคือดาบเหล็กน้ำพี้เล่มยักษ์ยาวราว 9.24 เมตร ที่จัดแสดงให้เห็นกันจะจะ ถ่ายรูปคู่แล้วเห็นสเกลชัดว่าใหญ่ขนาดไหน ภายในยังมีข้อมูลเรื่องกรรมวิธีถลุงเหล็ก การตีดาบ และประวัติเมืองพิชัยประกอบ เหมาะกับคนที่อยากเข้าใจว่าทำไมเหล็กน้ำพี้ถึงกลายเป็นของขึ้นชื่อประจำจังหวัด
เรื่องที่ควรเผื่อใจแบบตรงไปตรงมา คือที่นี่เป็นแลนด์มาร์กเมืองและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ไม่ใช่แหล่งเที่ยวขนาดใหญ่ เดินชมจริงใช้เวลาไม่นาน ราว 45 นาทีถึงชั่วโมงกว่าก็ทั่ว จึงเหมาะเป็นจุดแวะระหว่างทางมากกว่าจุดหมายเต็มวัน ตัวอนุสาวรีย์อยู่กลางแดด ช่วงเที่ยงร้อนพอควร ควรพกหมวกหรือร่ม ส่วนพิพิธภัณฑ์ควรเช็กวันเวลาเปิด-ปิดก่อนไป เพราะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบางแห่งปิดวันจันทร์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ และเวลาทำการอาจสั้นกว่าที่คิด ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นหลักสิบบาทหรือบางช่วงเข้าฟรี แนะนำจับคู่เที่ยวกับวัดหรือจุดอื่นในตัวเมืองอุตรดิตถ์ในทริปเดียวจะคุ้มเวลากว่า
- อนุสาวรีย์เข้าชมฟรี เป็นแลนด์มาร์กประจำเมือง ถ่ายรูปเก็บเป็นหมุดหมายว่ามาถึงอุตรดิตถ์ได้ทันที
- อยู่ใจกลางเมืองหน้าศาลากลาง เดินทางง่าย จอดรถสะดวก แวะระหว่างทางได้ไม่เสียเวลามาก
- มีพิพิธภัณฑ์ดาบเหล็กน้ำพี้ในบริเวณเดียวกัน ดูดาบเล่มยักษ์ 9.24 เมตรและเรื่องเหล็กน้ำพี้ต่อได้เลย
- ได้เรื่องราวประวัติศาสตร์วีรบุรุษท้องถิ่นและตำนานเหล็กน้ำพี้ในจุดเดียว เหมาะพาเด็กมาเรียนรู้
- เป็นแลนด์มาร์กและพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก เดินชมจริงใช้เวลาไม่นาน เหมาะเป็นจุดแวะมากกว่าจุดหมายเต็มวัน
- ตัวอนุสาวรีย์อยู่กลางแดด ช่วงเที่ยงร้อน ควรเลี่ยงเวลาแดดจัดหรือพกหมวก-ร่มไปด้วย
- เวลาเปิด-ปิดพิพิธภัณฑ์อาจสั้นและปิดบางวัน ควรเช็กก่อนไปเพื่อไม่ให้พลาดส่วนจัดแสดง
น้ำตกแม่พูล ลับแล อุตรดิตถ์ (Namtok Mae Phun, ต.แม่พูล อ.ลับแล — น้ำตกหินปูนไหลเป็นชั้นกลางสวนผลไม้)
น้ำตกแม่พูลอยู่ที่ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล ห่างจากตัวเมืองลับแลไปราวแปดถึงสิบกิโลเมตร เป็นน้ำตกที่คนอุตรดิตถ์นึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เวลาอยากพาครอบครัวไปเที่ยวใกล้บ้าน จุดที่ทำให้น้ำตกนี้ต่างจากน้ำตกป่าเขาทั่วไปคือมันเป็นน้ำตกหินปูนที่มีการปรับแต่งให้น้ำไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ กว้างเต็มหน้าผาหิน มองดูเหมือนม่านน้ำสีขาวไหลผ่านลานหินปูนสีน้ำตาลอ่อน รอบตัวน้ำตกเป็นสวนผลไม้ของชาวลับแลทั้งทุเรียนหลง ลางสาด และลองกอง จึงมีร่มเงาไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอดทาง เดินจากลานจอดรถเข้าไปถึงตัวน้ำตกได้ไม่ไกล ไม่ต้องปีนเขาหรือลุยป่าหนัก เด็กและผู้ใหญ่จึงเที่ยวด้วยกันได้สบาย
เสน่ห์อีกอย่างของที่นี่คือเที่ยวได้แบบไม่ต้องเสียค่าเข้า เป็นน้ำตกสาธารณะที่คนในพื้นที่มาเล่นน้ำกันเป็นเรื่องปกติ ช่วงวันหยุดจะมีครอบครัวมาปูเสื่อ นั่งกินข้าวริมน้ำ แล้วให้เด็ก ๆ ลงเล่นน้ำในชั้นตื้น ๆ ด้านล่าง มีร้านอาหารตามสั่งและร้านของกินเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมทางให้แวะเติมพลัง ที่สำคัญคือช่วงหน้าผลไม้ราวเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม รอบน้ำตกจะมีแผงขายผลไม้สดจากสวนที่เพิ่งตัดมา ทั้งลางสาด ลองกอง และทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของลับแล หลายคนจึงวางแผนมาเที่ยวน้ำตกแล้วต่อด้วยการเดินตลาดลับแลและชิมผลไม้ในทริปเดียว ถ้ามาจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ขับรถเองสะดวกที่สุด เพราะรถสาธารณะเข้าถึงยาก
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือปริมาณน้ำขึ้นกับฤดูอย่างชัดเจน ช่วงที่น้ำสวยและไหลแรงเต็มหน้าผาคือหน้าฝนถึงต้นหนาว ราวเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ส่วนหน้าแล้งราวมีนาคมถึงพฤษภาคม น้ำมักเหลือน้อยจนบางชั้นแทบแห้ง ถ้าตั้งใจมาถ่ายรูปน้ำเต็มแรงควรเลี่ยงหน้าแล้ง ข้อสองคือลานหินปูนที่น้ำไหลผ่านลื่นมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีตะไคร่เกาะ ควรใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดีและระวังเวลาปีนขึ้นชั้นบน อย่าวิ่งเล่นบนหินเปียก ข้อสามคือช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลคนค่อนข้างเยอะ ลานจอดรถอาจเต็มและบริเวณเล่นน้ำแออัด ถ้าอยากได้บรรยากาศเงียบ ๆ ให้มาช่วงเช้าวันธรรมดา และอย่าลืมเก็บขยะกลับ เพราะเป็นน้ำตกที่ชุมชนช่วยกันดูแล
- เข้าฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม เป็นน้ำตกสาธารณะที่คนในพื้นที่มาเล่นน้ำกันเป็นปกติ
- น้ำตกหินปูนไหลลดหลั่นเป็นชั้นกว้างเต็มหน้าผา เดินจากลานจอดถึงตัวน้ำตกไม่ไกล ครอบครัวเที่ยวด้วยกันได้สบาย
- อยู่กลางสวนผลไม้ลับแล ร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ ช่วงหน้าผลไม้มีลางสาด ลองกอง ทุเรียนสดจากสวนขายรอบ ๆ
- รวมกับทริปเดินตลาดลับแลและชิมผลไม้ได้เป็นทริปเต็มวันในเส้นทางเดียว
- ปริมาณน้ำขึ้นกับฤดู หน้าแล้งราวมีนาคมถึงพฤษภาคมน้ำมักเหลือน้อยจนบางชั้นแทบแห้ง
- ลานหินปูนที่น้ำไหลผ่านลื่นมากโดยเฉพาะช่วงมีตะไคร่ ต้องระวังเวลาปีนขึ้นชั้นบน
- ช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลคนเยอะ ลานจอดอาจเต็มและบริเวณเล่นน้ำแออัด อีกทั้งรถสาธารณะเข้าถึงยาก ควรมีรถส่วนตัว
วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง (เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมืองโบราณทุ่งยั้ง)
วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งตั้งอยู่กลางเทศบาลตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ราวห้ากิโลเมตร เป็นวัดโบราณที่ประดิษฐานพระบรมธาตุประจำเมืองทุ่งยั้ง เมืองเก่าที่มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ตัววัดจึงผูกกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแนบแน่นและถือเป็นหนึ่งในกลุ่มวัดสำคัญของเส้นทางไหว้พระเมืองอุตรดิตถ์–ลับแล จุดที่คนมากราบไหว้กันคือองค์เจดีย์พระบรมธาตุทรงระฆังบนฐานสี่เหลี่ยมซ้อนหลายชั้น มีเจดีย์บริวารองค์เล็กประจำมุมฐานทั้งสี่ ภายในเชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ทำให้ที่นี่เป็นทั้งโบราณสถานและวัดที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจจริงในชีวิตประจำวันของชาวทุ่งยั้ง
นอกจากองค์เจดีย์แล้ว ภายในวัดยังมีวิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหลวงพ่อโต มองเห็นได้แต่ไกลจากถนนหน้าวัด และมีพระอุโบสถกับอาคารเก่าที่สะท้อนงานช่างหลายยุค องค์พระธาตุผ่านการบูรณะสืบต่อกันมาหลายครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ รูปทรงที่เห็นในปัจจุบันจึงมีเค้าอิทธิพลศิลปะแบบมอญ-พม่าผสมอยู่ ต่างจากเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยแท้ ๆ ที่หลายคนคุ้นตา จุดเด่นอีกอย่างของวัดคือประเพณีอัฏฐมีบูชาในวันแรมแปดค่ำเดือนหก ที่ทางวัดจัดจำลองพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้าด้วยการสร้างพระเมรุมาศจำลอง เป็นงานบุญประจำปีที่ดึงคนทั้งอำเภอมารวมกัน ใครมาช่วงนั้นจะได้เห็นวัดในบรรยากาศที่คึกคักเป็นพิเศษ
การมาเที่ยวแบบตรงไปตรงมา วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งเข้าชมได้ฟรีและเปิดทุกวัน เหมาะแวะเป็นจุดพักสั้น ๆ ระหว่างทางไปตลาดลับแลหรือเมืองลับแลมากกว่าจะตั้งใจมาเที่ยวทั้งวัน เพราะพื้นที่วัดไม่ได้กว้างมาก เดินชมรอบองค์เจดีย์และเข้าไหว้พระในวิหารก็ใช้เวลาราวสี่สิบห้านาทีถึงหนึ่งชั่วโมง สิ่งที่ควรเตรียมคือการแต่งกายสุภาพเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีคนมาทำบุญจริง ควรถอดรองเท้าและสำรวมเมื่อเข้าในวิหาร ช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรงและลานวัดมีที่ร่มไม่มาก แนะนำให้มาช่วงเช้าหรือบ่ายแก่จะสบายกว่า หากไม่มีรถส่วนตัว การเดินทางจากตัวเมืองอุตรดิตถ์สะดวกสุดคือเช่ารถหรือมอเตอร์ไซค์ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงจุดนี้มีไม่มาก และควรวางแผนแวะพร้อมสถานที่อื่นในย่านทุ่งยั้ง-ลับแลไปในทริปเดียวเพื่อความคุ้มค่าเวลา
- เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุประจำเมืองทุ่งยั้ง เมืองโบราณก่อนสุโขทัย ได้ทั้งไหว้พระและสัมผัสประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในที่เดียว
- องค์เจดีย์ทรงระฆังบนฐานสี่เหลี่ยมซ้อนชั้น มีเจดีย์บริวารประจำมุม และวิหารหลวงประดิษฐานหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ให้กราบไหว้
- เข้าชมฟรี เปิดทุกวัน พื้นที่ไม่กว้าง เดินชมและไหว้พระได้ในเวลาไม่นาน เหมาะแวะระหว่างทางกับครอบครัวและผู้สูงอายุ
- อยู่ย่านเดียวกับตลาดลับแลและเมืองเก่าลับแล จัดทริปแวะหลายจุดในวันเดียวได้สะดวก และมีงานประเพณีอัฏฐมีบูชาประจำปีให้ตามไปดู
- พื้นที่วัดไม่กว้าง ใช้เวลาชมสั้น เหมาะเป็นจุดแวะมากกว่าจุดหมายหลักของทั้งวัน
- ลานวัดที่ร่มมีไม่มากและแดดกลางวันค่อนข้างแรง ควรเลี่ยงช่วงเที่ยงหรือเตรียมหมวก/ร่มไปด้วย
- รถสาธารณะเข้าถึงน้อย ถ้าไม่มีรถส่วนตัวต้องเช่ารถหรือมอเตอร์ไซค์จากตัวเมืองอุตรดิตถ์
เที่ยวสวนทุเรียนหลง-หลินลับแล + ชิมทุเรียน GI และลางสาด (ตำบลลับแล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์)
อำเภอลับแลของอุตรดิตถ์คือถิ่นของทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่คนชอบทุเรียนตามหา นั่นคือหลงลับแลกับหลินลับแล ทั้งสองพันธุ์ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัด จุดเด่นคือผลค่อนข้างเล็ก เนื้อสีเหลืองเข้ม เม็ดลีบเล็ก เนื้อเนียนไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรงเท่าพันธุ์ตลาดทั่วไป รสหวานมันกำลังดี สวนส่วนใหญ่อยู่บนเนินเขาแถวตำบลแม่พูลและรอบตัวอำเภอลับแล ปลูกแซมกับลางสาด ลองกอง และมังคุด การขึ้นไปเที่ยวสวนถึงต้นจึงได้เห็นวิถีชาวสวนบนที่ลาดชัน ได้ฟังเจ้าของเล่าเรื่องพันธุ์และวิธีดูทุเรียนสุก และได้ชิมของสดจากสวนที่ตัดใหม่ ๆ ในวันนั้น
เสน่ห์ของการมาที่นี่คือได้กินถึงแหล่ง เพราะหลงลับแลกับหลินลับแลผลผลิตต่อปีน้อย ราคาสูงกว่าทุเรียนทั่วไปหลายเท่า และมักถูกจับจองหมดเร็วในช่วงต้นฤดู หลายสวนเปิดให้เข้าเดินชมได้โดยไม่เก็บค่าเข้า จ่ายตามที่ซื้อจริง บางสวนจัดเซตชิมแบบเก็บเงินให้ได้ลองหลายพันธุ์ในคราวเดียว นอกจากทุเรียนยังมีลางสาดกับลองกองของลับแลที่ขึ้นชื่อเรื่องเปลือกบาง เนื้อฉ่ำ รสหวานอมเปรี้ยว ออกช่วงเดียวกันพอดี ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปีทางจังหวัดมักจัดงานเทศกาลผลไม้ลับแลหรืองานทุเรียนอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นจังหวะที่ผลไม้ออกพร้อมกันและมีสวนเปิดให้แวะมากที่สุด
ข้อควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา อย่างแรกคือนี่เป็นกิจกรรมตามฤดูกาลล้วน ๆ นอกช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคมจะไม่มีผลให้ชิมและหลายสวนปิด ควรเช็กกับสวนหรือเพจของจังหวัดก่อนเดินทางเสมอ อย่างที่สองคือหลงลับแลและหลินลับแลของแท้มีจำนวนจำกัดและราคาสูง บางเจ้าอาจนำทุเรียนพันธุ์อื่นมาปนขาย ควรซื้อจากสวนที่เชื่อถือได้และถามชื่อพันธุ์ให้ชัด อย่างที่สามคือเส้นทางขึ้นสวนเป็นเนินเขา ทางแคบและชันบางช่วง คนขับรถเก๋งเตี้ยหรือไม่ชินทางลาดควรใช้ความระมัดระวัง ช่วงเทศกาลรถมักติดและที่จอดจำกัด อย่างที่สี่คือควรพกเงินสดไปเพราะหลายสวนไม่มีเครื่องรูดบัตร และถ้าจะซื้อทุเรียนกลับควรถามวิธีเก็บและระยะเวลาที่ทุเรียนจะสุกพอดีเพื่อไม่ให้เสียก่อนถึงบ้าน
- ได้ชิมทุเรียนพันธุ์หายากขึ้นทะเบียน GI อย่างหลงลับแลและหลินลับแลถึงสวน เนื้อเนียนไม่มีเสี้ยน เม็ดลีบ กลิ่นไม่แรง
- หลายสวนเข้าชมฟรี จ่ายตามที่ซื้อ ได้เห็นวิถีชาวสวนบนเนินเขาและฟังเจ้าของเล่าเรื่องพันธุ์กับวิธีดูทุเรียนสุก
- มีลางสาดและลองกองลับแลเปลือกบางเนื้อฉ่ำออกช่วงเดียวกัน ได้ชิมผลไม้หลายอย่างในทริปเดียว
- ช่วง พ.ค.-ส.ค. จังหวัดมักจัดงานเทศกาลผลไม้ลับแล ผลไม้ออกพร้อมกันและมีสวนเปิดให้แวะมากที่สุด
- เป็นกิจกรรมตามฤดูล้วน ๆ นอกช่วง พ.ค.-ส.ค. ไม่มีผลให้ชิมและหลายสวนปิด ต้องเช็กก่อนเดินทางทุกครั้ง
- หลงลับแลและหลินลับแลของแท้มีจำกัดและราคาสูง บางเจ้าอาจนำพันธุ์อื่นมาปนขาย ต้องถามชื่อพันธุ์และเลือกสวนที่เชื่อถือได้
- เส้นทางขึ้นสวนเป็นเนินเขา ทางแคบและชันบางช่วง ช่วงเทศกาลรถติดและที่จอดจำกัด หลายสวนรับเงินสดอย่างเดียว
บ่อเหล็กน้ำพี้ + พิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้ำพี้ (แหล่งแร่เหล็กและงานตีดาบโบราณ อ.ทองแสนขัน)
บ่อเหล็กน้ำพี้อยู่ที่อำเภอทองแสนขัน ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ราว 56 กิโลเมตร เป็นแหล่งแร่เหล็กธรรมชาติที่ผูกกับตำนานเหล็กน้ำพี้ วัตถุดิบขึ้นชื่อที่คนโบราณเชื่อว่านำไปตีเป็นดาบและพระแสงของหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "เหล็กน้ำพี้" มาจากแร่เหล็กในลำห้วยแถบนี้ที่มีคุณสมบัติเหนียวและแข็งเป็นพิเศษ จนกลายเป็นวัตถุดิบของช่างตีดาบฝีมือดี ในพื้นที่ยังมีบ่อพระแสงกับบ่อพระขรรค์ ซึ่งในอดีตสงวนไว้เฉพาะการนำแร่ไปทำอาวุธของหลวง ห้ามคนทั่วไปขุด จุดนี้จึงเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ธรณีวิทยาและร่องรอยประวัติศาสตร์งานช่างเหล็กของไทยในที่เดียวกัน
ในบริเวณเดียวกันมีพิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้ำพี้ที่จัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่แร่เหล็กในธรรมชาติ ขั้นตอนการถลุงและตีเหล็กแบบโบราณ ไปจนถึงตัวอย่างดาบและมีดที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ บางช่วงมีการสาธิตให้เห็นภาพว่าจากก้อนแร่กว่าจะกลายเป็นดาบต้องผ่านการเผาไฟ ตี และชุบอย่างไร ทำให้เข้าใจภูมิปัญญาช่างเหล็กมากขึ้นกว่าการอ่านจากป้าย รอบ ๆ ยังมีศาลเจ้าพ่อบ่อเหล็กที่ชาวบ้านนับถือ และร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ ที่ทำจากเหล็กน้ำพี้ เช่น แหวนและเครื่องราง เข้าชมได้ทุกวันช่วงเวลาประมาณ 08.00 ถึง 17.00 น. และไม่เก็บค่าเข้าชม เหมาะกับครอบครัวที่อยากพาเด็กมาเรียนรู้นอกห้องเรียน และคนที่ชอบประวัติศาสตร์งานช่างของไทย
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้แบบตรงไปตรงมา คือที่นี่อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองและเส้นทางช่วงท้ายเป็นถนนต่างจังหวัด การเดินทางสะดวกที่สุดคือมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงยากและเที่ยวไม่บ่อย ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นขนาดไม่ใหญ่ การจัดแสดงเน้นข้อมูลและวัตถุจริงมากกว่าสื่อทันสมัย บางวันที่ไม่มีเจ้าหน้าที่สาธิตอาจได้ดูเฉพาะนิทรรศการ จึงควรโทรสอบถามล่วงหน้าถ้าอยากดูการตีเหล็ก ช่วงกลางวันหน้าร้อนอากาศค่อนข้างร้อน ควรพกน้ำและใส่รองเท้าที่เดินสบาย เผื่อเวลาชมและถ่ายรูปราวหนึ่งถึงสองชั่วโมง แล้วแวะจุดอื่นในเส้นทางอุตรดิตถ์ต่อได้ในวันเดียว
- เข้าชมฟรี ไม่เก็บค่าเข้า เหมาะกับครอบครัวและสายประหยัดที่อยากได้แหล่งเรียนรู้จริง
- ผูกกับตำนานเหล็กน้ำพี้และงานตีดาบโบราณ ได้เห็นทั้งก้อนแร่จริงและตัวอย่างดาบในที่เดียว
- พิพิธภัณฑ์ช่วยให้เข้าใจขั้นตอนจากแร่เหล็กสู่ดาบ บางช่วงมีสาธิตให้เห็นภาพชัดกว่าอ่านป้าย
- คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศเงียบสงบ เดินชมและถ่ายรูปได้สบายไม่ต้องแย่งมุม
- อยู่ไกลตัวเมืองราว 56 กม. รถสาธารณะเข้าถึงยาก แทบต้องมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ
- เป็นแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นขนาดไม่ใหญ่ การจัดแสดงเน้นข้อมูลและวัตถุจริงมากกว่าสื่อทันสมัย
- การสาธิตตีเหล็กไม่ได้มีทุกวัน บางวันได้ดูเฉพาะนิทรรศการ ควรโทรเช็กก่อนไป
เที่ยวอุตรดิตถ์ พักที่ไหนดี?
เลือกที่พักในเมืองอุตรดิตถ์เดินทางสะดวก หรือโซนลับแล-ท่าปลาใกล้ธรรมชาติ เทียบราคา 3 เว็บก่อนจอง
ค้นหาที่พักบน Agodaจองกิจกรรม & ตั๋วล่วงหน้า
ภูสอยดาวต้องจองคิวและวางแผนล่วงหน้า ส่วนจุดอื่นกระจายนอกเมือง จองรถหรือแพ็กเกจไว้จะสะดวก
💡 รู้ก่อนเที่ยวอุตรดิตถ์
ทางขึ้นลานสนราว 6.5 กม. ชันและใช้เวลา 4–6 ชม. เหมาะกับคนที่ร่างกายพร้อม เปิดเฉพาะ 1 ก.ค.–10 ม.ค. ต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านแอป QueQ (จำกัดต่อวัน) มีลูกหาบและจุดกางเต็นท์บนลานสน เตรียมของกันหนาว-ฝนและไฟฉาย
ดอกหงอนนาคสีม่วงบนลานสนบานสวยช่วงปลาย ก.ค.–ก.ย. พีคราวสิงหาคม เป็นช่วงที่คนขึ้นเยอะ ควรจองคิวและที่พักล่วงหน้า
เขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา เป็นเขื่อนดินใหญ่ที่สุดของไทย มีสันเขื่อน สะพานแขวน จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำ และเรือชมวิว ช่วงเย็นแสงสวย เข้าชมบริเวณเขื่อนฟรี ค่าเรือแยกต่างหาก
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระบรมธาตุทุ่งยั้ง และเมืองเก่าลับแลอยู่ใกล้กันราว 8 กม. จากตัวเมือง เที่ยวเป็นลูปเดียวได้ ควรแต่งกายสุภาพ และแวะชิมทุเรียน-ลองกองลับแลช่วง พ.ค.–ส.ค.
จัดทริปอุตรดิตถ์ยังไงให้คุ้ม
ถ้ามี 2 วันและร่างกายพร้อม วันแรก-สองทุ่มเวลาให้ภูสอยดาว (ค้างบนลานสน 1 คืน จองคิวล่วงหน้า) ถ้าไม่เดินป่า จัดสายเที่ยวสบาย เช้าไหว้พระแท่นศิลาอาสน์-พระบรมธาตุทุ่งยั้ง เดินเมืองเก่าลับแลและพิพิธภัณฑ์ บ่ายไปเขื่อนสิริกิติ์ชมวิว-นั่งเรือ วันที่สองต่อต้นสักใหญ่ อ.น้ำปาด และน้ำตกแม่พูล ช่วง พ.ค.–ส.ค. แวะสวนทุเรียนหลง-หลินลับแล อุตรดิตถ์เที่ยวรวมกับแพร่-สุโขทัยได้
พร้อมเที่ยวอุตรดิตถ์แล้ว? เริ่มจากเลือกที่พักในเมืองก่อนเลย
ดูที่พักอุตรดิตถ์ →