🔄 ตรวจสอบล่าสุด 24 มิ.ย. 2026 · ข้อมูลร้าน/เวลาเปิดอาจเปลี่ยน เช็กกับเพจร้านก่อนไปอีกที
📍 แผนที่ร้านทั้งหมด
แตะหมุดเพื่อดูร้าน + ที่พักย่านนั้น
ถ้าจะหาคาเฟ่ในกรุงเทพฯ ให้เริ่มที่สุขุมวิทก่อนเลย เพราะนี่คือย่านที่วัฒนธรรมกาแฟพิเศษหยั่งรากลึกที่สุด ทองหล่อกับเอกมัยเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติที่ใช้ชีวิตช้า ๆ ตอนเช้า ส่วนพร้อมพงษ์มีทั้งคาเฟ่ในห้างหรูและร้านซ่อนตัวในซอย จุดเด่นของย่านนี้คือความหลากหลาย วันเดียวคุณจิบเอสเพรสโซเมล็ดไทยซิงเกิลออริจินที่โรงคั่วจริงจัง แล้วเดินต่อไปกินบรันช์ออสซี่ฟิวชันญี่ปุ่น หรือนั่งจิบโซดาผสมเองในขวดยาสวย ๆ ได้สบาย ๆ บรรยากาศตั้งแต่ลอฟต์อิฐแดง กระจกใส แสงธรรมชาติ ไปจนถึงร้านธีมลึกลับแบบร้านขายยาโบราณ มีให้เลือกตามใจ
ลิสต์นี้รวมร้านที่มีตำนานและของขึ้นชื่อยืนยันได้จริง Roots ที่ theCOMMONS ทองหล่อ คือโรงคั่วที่ใช้เมล็ดไทย 100% และมีเมนู Barista's Choice ที่ยกเครื่องดื่มแชมป์จากการแข่งบาริสต้ามาเสิร์ฟ ชั้นบนเดียวกันคือ Roast เจ้าของบรันช์ออลเดย์กับ Egg Benedict ในตำนาน Kaizen ที่เอกมัยปั้นชื่อจาก Nitro Cold Brew กดจากแท็ปแบบออสเตรเลีย Featherstone คือคาเฟ่ธีมร้านขายยาที่ดังเรื่อง Sparkling Apothecary ส่วน One Ounce for Onion มี Grilled Croissant ราดซอสมะเขือเทศหมูที่ใคร ๆ ก็ตามไปลอง และ Rocket Coffeebar S.49 กับฮอตช็อกโกแลตซิกเนเจอร์ที่ให้คุณละลายแท่งช็อกโกแลตเอง พร้อมแล้วก็จัดทัวร์จิบกาแฟย่านสุขุมวิทให้เต็มอิ่มได้เลย
Roots (รูทส์)
ถ้าพูดถึงร้านกาแฟ specialty ที่คอกาแฟกรุงเทพฯ ต้องมีในลิสต์ Roots (รูทส์) สาขา theCOMMONS ทองหล่อ มาเป็นชื่อแรก ๆ เสมอ ร้านนี้ไม่ใช่คาเฟ่นั่งชิลแบบที่ถ่ายรูปสวยอย่างเดียว แต่เป็นโรงคั่วตัวจริงที่ทำงานกับเกษตรกรไทยทางเหนือมายาวนาน คั่วเองทุกเมล็ด และตั้งใจดันกาแฟไทย single origin ให้คนได้ลองของดีในราคาที่จับต้องได้ คนที่เหมาะกับร้านนี้คือสายที่อยากดื่มกาแฟจริงจัง อยากคุยกับบาริสต้าเรื่องเมล็ด ไม่ได้มาหาเมนูหวาน ๆ ปั่น ๆ
เมนูที่ต้องสั่งคือ เอสเพรสโซเมล็ดไทย single origin ที่ได้กลิ่นผลไม้ชัด, Cold Brew ที่หลายรีวิวยกให้เป็นตัวท็อปของร้าน รสสะอาด ดื่มง่าย และตัวที่พลาดไม่ได้คือ Barista's Choice เมนูพิเศษที่มาจากการแข่งบาริสต้าภายในของแต่ละสาขา หมุนเวียนเปลี่ยนทุกเดือน เคยมีทั้ง Tropical Bouquet, Honey Malt Cold Brew และตัวที่ดังมากอย่าง Orange Tonic (ราว 120 บาท) กาแฟผสมโทนิกกลิ่นส้มบาง ๆ สดชื่นถึงใจ อีกตัวที่รีวิวพูดถึงคือ Cacao Nibs ที่โรยคาเคานิบส์เพิ่มเท็กซ์เจอร์และความหวานธรรมชาติ
เสียงจากรีวิวจริงค่อนข้างไปทางเดียวกันคือกาแฟดีจริง บาริสต้าเก่งและใส่ใจ จำลูกค้าประจำได้ บริการไว ส่วนข้อสังเกตที่เจอบ่อยคือร้านเล็กมาก ที่นั่งหน้าบาร์มีไม่กี่ที่ ช่วงคนเยอะอาจต้องยืนรอหรือถือแก้วไปหาที่นั่งโซน common ด้านนอกแทน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 101–250 บาทต่อคน ถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับ specialty ระดับนี้
ทำเลอยู่ชั้น Market (ชั้น M) ของ theCOMMONS ทองหล่อ ซอย 17 หาง่าย เดินเข้ามาก็เห็น เปิดราว 8 โมงเช้าถึงเย็น (last order ช่วงเย็น) คะแนน Google Maps อยู่ที่ 4.5 ดาว สะท้อนว่าเป็นที่รักของคอกาแฟจริง ๆ ข้อควรรู้คือมาเป็นที่แวะดื่มกาแฟดี ๆ มากกว่ามานั่งทำงานยาว ๆ เพราะที่นั่งจำกัด แต่ถ้าอยากลองกาแฟไทยที่คั่วใส่ใจ ที่นี่คือหมุดที่ไม่ควรพลาดในย่านทองหล่อ
Roast (โรสต์)
ถ้าพูดถึงร้านบรันช์ในตำนานของกรุงเทพฯ ชื่อ Roast (โรสต์) ต้องอยู่ในลิสต์เสมอ สาขาที่หลายคนรักที่สุดคือชั้นบนสุดของ theCOMMONS ทองหล่อ ซอย 17 พื้นที่โปร่งโล่ง เพดานสูง แสงธรรมชาติเข้าเต็ม ๆ บรรยากาศแบบคาเฟ่เมลเบิร์นที่นั่งยาวได้ทั้งวันโดยไม่มีใครมาไล่ จุดขายคือคอนเซ็ปต์ all-day brunch กับกาแฟที่ร้านคั่วเองในเครือ เหมาะกับคนที่อยากกินมื้อสายชิล ๆ คนทำงานที่หิ้วโน้ตบุ๊กมานั่งทำงาน ครอบครัวที่พาเด็กมา (มี high chair กับจานเด็ก) ไปจนถึงสายคาเฟ่ฮอปที่ตามมาเช็กอินตึง ๆ
เมนูที่ต้องสั่งคือ Egg Benedict ไข่ดาวน้ำยางไหลเยิ้มราดฮอลแลนเดสซอส รีวิวจริงในวงเก่ารักเมนูนี้มาก โดยเฉพาะเวอร์ชัน crab cake ที่ใส่เนื้อปูเป็นก้อน ๆ ส่วน Blueberry Ricotta Pancakes แพนเค้กเนื้อนุ่มกับริคอตต้าก็เป็นของหวานยอดฮิตที่สั่งคู่กาแฟแล้วลงตัว ใครชอบเส้นลองได้ Truffle Alfredo กับ Bacon and Garlic Pasta กาแฟอย่าง Iced Espresso Latte ก็เป็นซิกเนเจอร์ที่หลายคนบอกว่ากลมกล่อมเข้มกำลังดี เสียงรีวิวบางส่วนบน Wongnai ชมว่า "เป็นบรันช์ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกิน ชอบ Egg Benedict มาก ๆ กาแฟก็ดีงาม"
เรื่องราคาตั้งใจมาให้พร้อมหน่อย จานหลักส่วนใหญ่อยู่ราว 280–340 บาท ของพิเศษอย่างหอยเชลล์ย่างขยับขึ้นไป 550 บาท เครื่องดื่มราว 120 บาท ต่อหัวเฉลี่ยประมาณ 251–500 บาท คะแนนบน Google Maps อยู่ที่ 4.5 ดาว จากรีวิวหลายพันรายการ สะท้อนว่าเป็นร้านที่คนกลับมาซ้ำจริง ข้อสังเกตที่รีวิวพูดตรงกันคือช่วงเสาร์–อาทิตย์คนเยอะมาก คิวรอโต๊ะและรออาหารอาจนานพอควร อยากได้ที่นั่งสบาย ๆ แนะนำมาช่วงเปิดร้านหรือวันธรรมดา
ทำเลถือว่าหาง่าย อยู่ใน theCOMMONS เดินจาก BTS ทองหล่อเข้าซอย 17 หรือนั่งวินต่อสั้น ๆ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เช้าถึงค่ำ (โดยรวมราว 9 โมงเช้าถึงสองทุ่ม) มีที่จอดรถในตึก รับบัตรเครดิต มี Wi-Fi ฟรี และเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เมนูเป็นภาษาอังกฤษอ่านง่าย เหมาะกับทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใครมาย่านทองหล่อแล้วอยากได้มื้อบรันช์ดี ๆ กับกาแฟคั่วเอง ที่นี่คือหมุดที่ไม่ควรพลาด
Kaizen Coffee Co. (ไคเซ็น คอฟฟี่)
ใครชอบกาแฟแบบเอาจริงเอาจัง เอกมัยมีร้านที่ต้องแวะคือ Kaizen Coffee Co. ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2015 ก่อตั้งโดยทีมบาริสต้าที่ไปฝึกฝนวงการกาแฟมาจากออสเตรเลีย เลยได้กลิ่นอายคาเฟ่สไตล์เมลเบิร์นมาเต็ม ๆ ตัวร้านปัจจุบันเป็นอาคารกระจกสองชั้นแบบกลาสเฮาส์ ตั้งเดี่ยว ๆ อยู่ริมถนนเอกมัย (สุขุมวิท 63) ใกล้คอนโด C Ekkamai หาง่าย มีที่จอดรถ เหมาะกับสายกาแฟ specialty คนทำงานที่อยากหามุมนั่งชิล ๆ และคนที่มองหามื้อเช้า-บรันช์ดี ๆ ในย่านสุขุมวิท
เมนูที่คนพูดถึงมากสุดคือ Nitro Cold Brew ที่กดออกมาจากแท็ปเหมือนดราฟต์เบียร์ รีวิวหลายเสียงบอกตรงกันว่าเนื้อสัมผัสนุ่มลื่น มีฟองครีมมี่ บอดี้กลาง ๆ หอมกลมกล่อม ใครชอบกาแฟดำเย็นแบบไม่เปรี้ยวจัดน่าจะถูกใจ ส่วนสายเอสเพรสโซก็มีเบลนด์ New Horizon ที่ลูกค้าชมเรื่องความเข้มและรสที่บาลานซ์ดี อยากได้แนวหวานหน่อยลอง Blonde Mocha (~160 บาท) ที่ใช้บลอนด์ช็อกโกแลตหรือ Orange Nitro รสส้มก็แปลกดี ฝั่งของกินมี แซนด์วิชไข่สไตล์ออสซี่, เอ้กเบเนดิกต์ และเบเกอรี่กับเค้กที่ตอนนี้ทำเองในร้าน อย่าง เค้กชีสลาวา (รุ่นมัทฉะ) ที่หลายคนสั่งถ่ายรูป
บรรยากาศเป็นมินิมอลโทนสว่าง กระจกเยอะ โปร่ง นั่งสบาย มี Wi-Fi ฟรี รับบัตรเครดิต ราคาเครื่องดื่มประมาณ 120–220 บาท อาหารจานหลักราว 180–350 บาท ถือว่าอยู่ในเรตคาเฟ่ specialty ย่านเอกมัย ไม่ถูกแต่ก็สมกับคุณภาพกาแฟ บน Google ได้คะแนนราว 4.5 จากรีวิวหลายร้อยเสียง สะท้อนว่าเป็นร้านที่คอกาแฟไว้ใจมานาน
ข้อควรรู้: ร้านเปิดเช้าถึงบ่าย (ราว 07:30–16:30) เหมาะกับมื้อเช้า-สาย ไม่ใช่ร้านนั่งดึก และที่นี่ไม่เสิร์ฟแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มหลัก เน้นกาแฟ-อาหารเป็นหลัก ช่วงวันหยุดคนค่อนข้างเยอะ ถ้าอยากได้ที่นั่งสบาย ๆ แนะนำมาช่วงเช้า เมนูมีภาษาอังกฤษ สื่อสารกับชาวต่างชาติได้สบาย
Featherstone Bistro Cafe (เฟเธอร์สโตน)
ถ้าพูดถึงคาเฟ่สวยตำนานย่านเอกมัย Featherstone (เฟเธอร์สโตน) คือชื่อแรก ๆ ที่คนนึกถึง ร้านซ่อนอยู่ลึกในซอยเอกมัย 12 เป็นบ้านสไตล์ยุโรปวินเทจที่เอาคอนเซ็ปต์ "See–Found–Tell" มาเล่า ข้างในเหมือนหลุดเข้าไปในร้านขายยาโบราณผสมโลกแฟนตาซีแบบทิม เบอร์ตัน มีทั้งโซนคาเฟ่ โซนนั่งยาว ๆ และ lifestyle shop ขายของแต่งบ้าน หมวกใบใหญ่ จี้คริสตัล เดินถ่ายรูปได้ทั้งร้าน เหมาะกับสายคาเฟ่ที่อยากได้ทั้งรูปสวยและของกินจริงจัง มากันเป็นคู่หรือกลุ่มเพื่อนก็ลงตัว
พระเอกที่ทุกคนสั่งคือ Sparkling Apothecary โซดาขวดยาหน้าตาเหมือนยาเสน่ห์ เสิร์ฟมาเป็นถาดให้ผสมเองสนุก ๆ มีหลายกลิ่นทั้งลาเวนเดอร์ ส้ม พีช องุ่น-เชอร์รี ส่วนของกินที่รีวิวชมเยอะคือ พาสต้าทรัฟเฟิลเห็ดครีม หอมกลิ่นทรัฟเฟิล เนื้อซอสเนียน และ พิซซ่า Miele ที่ใส่แอปเปิล น้ำผึ้ง อัลมอนด์ บรีและมอสซาเรลล่า รสหวานเค็มกำลังดี ใครชอบซีฟู้ดลอง Pescatore ปิดท้ายด้วยของหวานอย่างครีมบรูเล ทีรามิสุ ช็อกโกแลตบานอฟฟี หรือ Wishing Pie พายไก่สูตรคุณยายที่เป็นเมนูฮิตอีกตัว
คนส่วนใหญ่ชมว่าเป็นคาเฟ่สวยที่ทำอาหารได้อร่อยจริง ไม่ได้เน้นแต่ถ่ายรูป วัตถุดิบดี รสชาติใช้ได้ จุดที่ควรรู้คือราคาค่อนข้างพรีเมียม ตกราว 1,000–1,200 บาทต่อคนถ้าสั่งครบทั้งอาหารและเครื่องดื่ม กาแฟ 90–160 บาท พาสต้า 250–420 บาท พิซซ่าเริ่ม 310 บาท จานหลัก 320 บาทขึ้นไป และร้านอยู่ลึกในซอย เดินจาก BTS เอกมัยค่อนข้างไกล แนะนำนั่งแท็กซี่หรือวินเข้าไปจะสบายกว่า
ร้านเปิดทุกวัน 10:30–22:00 น. (last order 21:30) ช่วงเสาร์-อาทิตย์คนเยอะ โต๊ะสวย ๆ เต็มเร็ว ถ้าอยากได้มุมถ่ายรูปดี ๆ มาช่วงเปิดร้านหรือจองล่วงหน้าไว้ก่อนจะชัวร์กว่า มีเมนูภาษาอังกฤษและมีตัวเลือกมังสวิรัติให้เลือกด้วย
Rocket Coffeebar S.49 (ร็อกเก็ต คอฟฟี่บาร์)
ข้อควรรู้ก่อนอื่นเลย: สาขา Rocket Coffeebar S.49 ในโครงการพิมาน 49 (ซอยสุขุมวิท 49) ปิดถาวรไปแล้ว ตรวจสอบหลายแหล่งตรงกัน ทั้ง Foursquare ที่ขึ้นว่า "Now Closed", Wongnai ที่ขึ้นป้าย "ร้านนี้อาจจะปิดแล้ว" และเว็บไซต์ทางการของแบรนด์เอง (rocketbkk.com) ที่ตอนนี้เหลือลิสต์แค่สาขาสาทร 12 กับลุมพินี ไม่มีสาขาสุขุมวิท 49 อีกต่อไป ถ้าใครกำลังกดแผนที่จะไปกินที่จุดนี้ แนะนำให้เปลี่ยนหมุดก่อน เพราะไปถึงแล้วจะไม่เจอร้าน
ย้อนเล่าให้ฟัง สาขานี้เคยเป็นที่นิยมมากในยุคหนึ่ง เปิดบนชั้น 1 ของพิมาน 49 ตั้งแต่ปลายปี 2014 ชูคอนเซ็ปต์คาเฟ่-บรันช์สไตล์สแกนดิเนเวียน ตกแต่งโทนสว่าง กระจกสูง เคาน์เตอร์หินอ่อนขาว ต้นไม้เขียว ๆ เป็นมุมถ่ายรูปที่คนพูดถึงเยอะ จุดขายคืออาหารเช้า-บรันช์ที่ทำจริงจัง รีวิวเก่า ๆ ชมไข่เบเนดิกต์ว่าทำได้ดีกว่าหลายที่ มีตบอลสวีดิชเสิร์ฟกับมันบด เต้าหู้ไข่นุ่มทำเองเสิร์ฟเย็น ขนมปังและเค้กอบเองในร้าน รวมถึงกาแฟ specialty และฮอตช็อกโกแลตที่หลายคนสั่งซ้ำ
ฝั่งราคา เคยอยู่ระดับคาเฟ่บรันช์พรีเมียม ราว 250–500 บาทต่อคน เมนูจานหลักหลายอย่างอยู่ช่วง 260–330 บาท ถือว่าไม่ใช่ร้านกาแฟทั่วไป แต่เป็นมื้อบรันช์เต็มรูปแบบ คะแนนเก่าบน Wongnai อยู่ที่ราว 4.0 จากรีวิวหลักสิบ ซึ่งสะท้อนช่วงที่ร้านยังเปิด — ไม่ใช่สถานะปัจจุบัน จึงไม่ขอยกตัวเลขนี้มาเป็นคะแนนของร้านที่ยังเปิด เพราะจุดนี้ปิดไปแล้ว
ข่าวดีคือแบรนด์ Rocket ยังอยู่ ถ้าอยากตามรอยบรันช์สแกนดิเนเวียน มีตบอลสวีดิช เต้าหู้ไข่นุ่ม โคลด์บรูว์ และฮอตช็อกโกแลตซิกเนเจอร์แบบที่สาขา 49 เคยทำ ให้ไปที่ Rocket Sathorn 12 หรือ Rocket Lumphini ซึ่งเป็นสองสาขาที่ยังเปิดให้บริการในปัจจุบัน คอนเซ็ปต์และเมนูสายเดียวกัน บรรยากาศดีไม่แพ้กัน แนะนำให้เช็กเวลาเปิดของสาขาที่จะไปอีกทีก่อนออกเดินทาง
🛏️ พักย่านสุขุมวิท เดินจิบกาแฟได้ทุกเช้า
ทำเลที่ดีที่สุดสำหรับสายคาเฟ่คือพักแถวทองหล่อ เอกมัย หรือพร้อมพงษ์ เพราะติด BTS สายสุขุมวิท เดินถึง theCOMMONS, Kaizen, Sarnies และ EmQuartier ได้สบาย ตื่นเช้ามาเดินกินบรันช์ทีละร้านได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล มีตั้งแต่โรงแรมหรูริมถนนสุขุมวิทไปจนถึงคอนโดให้เช่าในซอยเงียบ ๆ เช็กราคาและห้องว่างไว้ล่วงหน้าก่อนวันเดินทางจะได้ทำเลดีในราคาคุ้ม
Sarnies Sukhumvit (ซานี่ส์)
Sarnies (ซานี่ส์) สาขาสุขุมวิท 37 คือคาเฟ่-บรันช์สองชั้นที่แตกแขนงมาจากแบรนด์กาแฟดังจากสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในซอยเงียบ ๆ ข้าง EmQuartier เดินจาก BTS พร้อมพงษ์แค่ 3 นาที จุดต่างของสาขานี้คือมาในธีมญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยไม้โทนอ่อน บรรยากาศสบาย ๆ แบบเซน ใครที่ตามหาคาเฟ่นั่งทำงานยาว ๆ จิบกาแฟดี ๆ หรืออยากกินบรันช์ออสซี่ฟิวชันญี่ปุ่นเช้าสายแบบไม่เร่งรีบ ที่นี่เข้าทางมาก เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงสี่ทุ่มครึ่งทุกวัน
หัวใจของร้านคือกาแฟคั่วเอง Sarnies Roastery รีวิวจริงหลายเสียงบอกตรงกันว่ากาแฟ "หอม เข้ม คุณภาพชัด" บางคนถึงขั้นยกให้เป็นกาแฟที่ดีที่สุดที่เคยกินในกรุงเทพฯ เมนูที่คนพูดถึงบ่อยคือ Leopard Crust Pizza พิซซาฐานซาวร์โดว์อบเตาถ่านกลางร้าน แป้งนุ่มหนึบหอม, Miso Kombu Eggs Benedict ที่เอามิโซะมาเล่นกับเบเนดิกต์, Smoked Salmon บนเบเกิลสไตล์นิวยอร์ก รวมถึงแซนด์วิช Cubano/Serrano และ Banana Bread ที่เสิร์ฟพร้อมเนยให้ทาเอง ส่วนสายกาแฟแปลกลองได้ทั้ง Kinako Dirty (ผงถั่วเหลืองคั่ว) กับ Thai Coconut Latte
เรื่องราคาต้องบอกกันตรง ๆ ว่าออกแนวพรีเมียม จานบรันช์/พิซซาหลายอย่างขยับขึ้นหลัก 300–400 บาท กาแฟก็ราคาคาเฟ่สเปเชียลตี้ รีวิวบางส่วนเลยติว่าอาหารกับเพสตรี้ "ราคาสูงไปนิด รสชาติกลาง ๆ" แต่เสียงส่วนใหญ่มองว่าสมกับคุณภาพวัตถุดิบและฝีมือ บนกูเกิลแมปได้ราว 4.5 ดาวจากรีวิวพันกว่า ถือว่าแข็งมากสำหรับคาเฟ่ย่านสุขุมวิท
ข้อควรรู้: ช่วงเสาร์-อาทิตย์สายคนเยอะ โต๊ะดี ๆ เต็มเร็ว ถ้ามาเป็นกลุ่มหรืออยากได้ที่นั่งชั้นบนแนะนำให้จองล่วงหน้า เมนูมีภาษาอังกฤษ สั่งง่ายสำหรับชาวต่างชาติ และมี Happy Hour ช่วงเย็นสำหรับสายเครื่องดื่ม มาที่นี่ให้คิดว่าเป็นมื้อบรันช์ค่อย ๆ กินค่อย ๆ นั่ง มากกว่าจะรีบ ๆ แวะ
One Ounce for Onion (วันออนซ์ ฟอร์ ออเนียน)
One Ounce for Onion (วันออนซ์ ฟอร์ ออเนียน) เป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในซอยเอกมัย 12 (สุขุมวิท 63) เขตวัฒนา เปิดมานานจนกลายเป็นหมุดของสายกาแฟตัวจริงย่านเอกมัย จุดเด่นคือเป็นร้านของคนทำแบรนด์เมล็ดกาแฟ Brave Roasters เอง บวกกับช่วงหลังจับมือกับ Brassica แบรนด์โดนัทชื่อดัง เลยได้ทั้งกาแฟคั่วสดและโดนัทอบใหม่ในที่เดียว ตัวร้านแต่งสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์ ผนังปูนเปลือย เฟอร์นิเจอร์ไม้ บรรยากาศเงียบสบาย เหมาะกับคนที่อยากหามุมนั่งจิบกาแฟทำงานคนเดียว มากกว่ามาถ่ายรูปเป็นหมู่คณะ
เมนูที่คนพูดถึงบ่อยสุดคือ Grilled Croissant ครัวซองต์ย่างหั่นเป็นชิ้นเสิร์ฟคู่ซอสมะเขือเทศหมูสับโฮมเมดราดไข่แดง จิ้มแล้วเข้ากันแบบคอมฟอร์ตฟู้ด รีวิวฝรั่งหลายคนยกให้เป็น "favorite brunch" ของเขาเลย ส่วนของหวานต้องลองโดนัท Brassica มีหลายรส เช่น Brassica ซิกเนเจอร์กับมัทฉะคายะ ลูกค้าบอกว่า "อร่อยอีกระดับ" ฝั่งกาแฟไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพ เพราะใช้เมล็ด Brave Roasters คั่วเอง คนชม Dirty Coffee ว่าหอมเข้ม Flat White กับ Piccolo ก็ทำได้ดี บางคนถึงกับบอกว่าเป็น "กาแฟที่ดีที่สุดที่เคยกินในกรุงเทพ" และยังมี Black Chinotto กาแฟซิกเนเจอร์ cold brew ผสมส้มคิโนตโต้ ขมอมเปรี้ยวสดชื่นไว้ตัดเลี่ยน
ราคาอยู่ในเกณฑ์คาเฟ่ทั่วไป ตกประมาณ 120–250 บาทต่อคน ถ้าสั่งทั้งกาแฟและของกิน รีวิวบอกราว 300–350 บาทกำลังดี เปิดทุกวัน 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น เมนูช่วงหลังเน้นไปทางกาแฟกับโดนัทเป็นหลัก ของคาวมีให้เลือกน้อยลงกว่าเมื่อก่อน ใครตั้งใจมากินครัวซองต์แนะนำให้เช็กกับร้านก่อน
ข้อควรรู้ก่อนไป ร้านหายากพอสมควร อยู่ลึกในซอยแคบ ไม่ค่อยมีป้ายบอกทาง เดินจาก BTS เอกมัยราว 12–15 นาที กดพิกัด Google Maps หรือเรียก Grab ไปจะง่ายที่สุด และที่จอดรถมีจำกัดเพราะซอยเล็ก ถ้าขับรถมาเผื่อใจเรื่องนี้ไว้หน่อย แต่พอได้นั่งจิบกาแฟดี ๆ ในมุมเงียบ ๆ แบบนี้ หลายคนก็บอกว่าคุ้มกับที่ตั้งใจตามหา
Casa Lapin x26 (คาซ่า ลาแปง)
ถ้าพูดถึงคาเฟ่บ้านกระต่ายที่อยู่คู่ย่านสุขุมวิทมานาน "Casa Lapin (คาซ่า ลาแปง)" คือชื่อแรก ๆ ที่คนสายกาแฟนึกถึง แบรนด์นี้เริ่มจากร้านเล็ก ๆ บนดอยเชียงใหม่ก่อนจะมาเปิดดงสาขาทั่วกรุงเทพฯ จุดเด่นคือเป็นสเปเชียลตี้คอฟฟี่ที่คั่ว–คัดเมล็ดเอง มีทั้งบาร์เร็ว (Speed Bar) สำหรับเอสเพรสโซและเมนูนม กับสโลว์บาร์ดริปมือสำหรับคนอยากชิมรสเมล็ดเดี่ยว ใครเป็นสายกาแฟแถวพร้อมพงษ์–อโศก ทั้งคนทำงานที่อยากหามุมนั่งยาว ๆ หรือนักท่องเที่ยวที่อยากลองคาเฟ่ไทยที่จริงจังเรื่องเมล็ด ที่นี่ตอบได้ทั้งกาแฟดีและของกินจริงจังในที่เดียว
เมนูที่ต้องสั่งคือเอสเพรสโซหรือแฟลตไวต์จากเมล็ดเฮาส์เบลนด์ ที่บอดี้แน่นหอมช็อกโกแลต-คาราเมล ส่วนสายเปรี้ยวลองให้บาริสต้าแนะนำเมล็ดซิงเกิลออริจินหมุนเวียนของบาร์ดริป ฝั่งอาหารคาวพระเอกคือสแครมเบิลเอ้กที่ผัดมานุ่มฉ่ำแบบครีมมี กับโหลดโทสต์/อะโวคาโดโทสต์ขนมปังกรอบนอกนุ่มใน และเอ้กเบเนดิกต์ราดฮอลแลนเดส ปิดท้ายของหวานต้องอัลมอนด์บราวนี่กับเค้กช็อกโกแลตที่เข้มแบบคนชอบโกโก้จะถูกใจ รีวิวส่วนใหญ่ชมว่ากาแฟคุณภาพดีคงเส้นคงวา เบเกอรี่อบเองสดใหม่ ขนมหวานทำได้ดี ส่วนข้อสังเกตที่เจอบ่อยคือบางเมนูเย็นอย่างกาแฟใส่น้ำแข็งมาเยอะไปนิด สั่งแบบเข้มขึ้นได้
เรื่องราคาอยู่ระดับคาเฟ่สเปเชียลตี้ทั่วไป กาแฟแก้วละราว 90–180 บาท อาหารจานหลักราว 180–350 บาท บรรยากาศเป็นสไตล์อินดัสเทรียล-ลอฟต์โปร่งโล่ง กระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ โต๊ะไม้โทนสว่าง มีปลั๊กและไวไฟเหมาะนั่งทำงาน คะแนนรีวิวฝั่ง Google ของคาเฟ่ Casa Lapin ย่านสุขุมวิทอยู่ในระดับ 4.5 ดาว สะท้อนว่าเป็นร้านที่คนกลับมาซ้ำเพราะมาตรฐานนิ่งทั้งกาแฟและของกิน ไม่ใช่แค่ร้านถ่ายรูปสวย
ข้อควรรู้ก่อนไป: สาขาดั้งเดิม "x26" ในซอยสุขุมวิท 26 (ตึก ONEDAY l Pause and Forward) ปิดให้บริการไปแล้ว ปัจจุบันถ้าอยากนั่งคาเฟ่ Casa Lapin แบบเต็มรูปแบบใกล้พร้อมพงษ์ที่สุด ให้มาที่สาขาสุขุมวิท 20 ในคอมมูนิตี้มอลล์ Mille Malle (ชั้น G เลขที่ 66/4 ซอยสุขุมวิท 20) เปิดทุกวันราว 07:30–18:30 น. เดินจาก BTS อโศก/พร้อมพงษ์ หรือเรียก Grab ต่อจากปากซอยสะดวก มีที่จอดรถในมอลล์ ช่วงสาย-เที่ยงวันหยุดคนค่อนข้างเยอะ อยากได้มุมนั่งสบายแนะนำมาก่อนเที่ยง
Pacamara (พาคามาร่า)
ถ้าเป็นสายกาแฟพิเศษแล้วยังไม่เคยแวะ Pacamara (พาคามาร่า) สาขา Rain Hill ปากซอยสุขุมวิท 47 ถือว่าพลาดของดีย่านทองหล่อไปเลย ที่นี่คือร้านของแบรนด์โรสเตอร์คนไทยที่คั่วเมล็ดเองทั้งหมด มีโรงคั่ว มีแล็บกาแฟของตัวเอง เลยได้กาแฟสดใหม่จริง เหมาะกับคนที่อยากดื่มกาแฟแบบเลือกเมล็ด เลือกวิธีชงได้ ไม่ใช่แค่นั่งชิลถ่ายรูป บาริสต้าที่นี่ได้เครื่อง Slayer กับการคุมคุณภาพแบบจริงจัง คอกาแฟหลายคนถึงยกให้เป็นเอสเพรสโซที่ดีที่สุดร้านหนึ่งของฝั่งสุขุมวิท
เมนูที่คนสั่งบ่อยคือเอสเพรสโซและลาเต้จากเมล็ดคั่วเอง ใครชอบหวานมันลองคาราเมลลาเต้ ส่วนสายกาแฟดำห้ามพลาดดริปและ Cold Brew ที่เลือกเมล็ดได้หลายตัว ทั้งไทยและนอก รวมถึง Geisha ปานามาที่ร้านเป็นตัวแทนนำเข้า อีกแก้วที่หลายรีวิวชมคือ Saint Dirty นมสูตรเฉพาะของร้านกับช็อตริสเทรตโต้ ดื่มแล้วนุ่มกลมไม่บาดคอ รีวิวส่วนใหญ่บอกกาแฟหอม บอดี้แน่น ไม่เปรี้ยวจี๊ด แต่ก็มีบางเสียงที่เจอช็อตเปรี้ยวไปบ้าง ถ้ากลัวเปรี้ยวบอกบาริสต้าให้แนะนำเมล็ดได้เลย เขาคุยรู้เรื่องและพูดอังกฤษได้
บรรยากาศเป็นร้านโมเดิร์น กระจกบานใหญ่มองออกซอยสุขุมวิท 47 เคาน์เตอร์หินอ่อนดำตัดสแตนเลส โต๊ะไม้โทนเทา ดูเรียบหรูแต่สบาย ที่นั่งไม่ได้เยอะมาก ช่วงคนเยอะอาจต้องรอโต๊ะนิดหน่อย ราคาเครื่องดื่มประมาณ 115–150 บาท จัดอยู่ในกลุ่มกาแฟพิเศษที่จับต้องได้ ถ้าติดใจซื้อเมล็ดกลับไปชงเองได้ ถุงละ 125–300 บาท นอกจากกาแฟยังมีของกินคาวอย่างข้าวหมูตุ๋นและสปาเกตตีพริกไทยดำเบคอนให้สั่งคู่กันด้วย
ทำเลอยู่ในคอมมูนิตี้มอลล์ Rain Hill ปากซอยสุขุมวิท 47 เดินจาก BTS ทองหล่อหรือพร้อมพงษ์ประมาณ 600 เมตร มีที่จอดรถใต้ดินของมอลล์ เปิดทุกวันช่วงเช้าถึงค่ำ (ราว 07:00–20:00 น.) ข้อควรรู้คือร้านค่อนข้างกะทัดรัด เหมาะมานั่งดื่มกาแฟดี ๆ คุยงานเงียบ ๆ หรือแวะซื้อเมล็ดมากกว่ามาเป็นกลุ่มใหญ่ ใครชอบกาแฟจริงจังที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวัง
D'ARK EmQuartier (ดาร์ก)
ถ้าใครเดินอยู่ในเอ็มควอเทียร์แล้วอยากนั่งจิบกาแฟดี ๆ คู่กับมื้อบรันช์สไตล์ฝรั่งแบบจัดเต็ม D'ARK (ดาร์ก) ชั้น G คือชื่อที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดร้านหนึ่ง จุดขายของที่นี่คือเป็นทั้งโรงคั่วกาแฟ specialty และครัวคอมฟอร์ตฟู้ดในร้านเดียว มีเมล็ดซิงเกิลออริจินให้เลือกหลายตัว ทำเอสเพรสโซบาร์และสโลว์ดริปแบบจริงจัง เหมาะกับคนชอบกาแฟตัวจริง สายคาเฟ่ที่อยากได้บรรยากาศดี ไปจนถึงคนที่นัดประชุมหรือมานั่งทำงานยาว ๆ เพราะมีทั้งโซนในแอร์และโซนนอกริมห้าง
เมนูต้องลองเริ่มที่ "ดาร์กเอสเพรสโซทีรามิสุ" ที่รีวิวให้คะแนนกันสูงมาก หอมกาแฟชัดไม่หวานเลี่ยน ตามด้วยมื้อบรันช์ที่เสิร์ฟทั้งวัน — เอ้กเบเนดิกต์ อะโวคาโดโทสต์ (หลายคนบอกว่าเป็นอะโวคาโดโทสต์ที่ดีที่สุดในย่านนี้) ส่วนสายหนักท้องมีสเต๊กริบอาย พาสต้า เบอร์เกอร์ พิซซ่า ไปจนถึงหอยแมลงภู่สไตล์ฝรั่งเศส เมนูเป็นเล่มมีรูปทุกจาน สั่งง่ายแม้มากับชาวต่างชาติ และมีตัวเลือกมังสวิรัติ/วีแกนให้ด้วย
เสียงจากรีวิวจริงค่อนข้างไปทางเดียวกัน คือกาแฟดีมากและอาหารหน้าตาสวย วัตถุดิบสด พนักงานบริการน่ารัก หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในที่กินบรันช์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ข้อสังเกตที่เจอบ่อยคือราคาค่อนข้างสูง บางคนรู้สึกว่าจ่ายแพงไปนิดสำหรับมื้อเช้า และบางจานอย่างเอ้กเบเนดิกต์ราดซอสฮอลแลนเดสมาเยอะ ใครไม่ชอบซอสจัดควรบอกล่วงหน้า โดยรวมคะแนน Google อยู่ที่ 4.4 จากรีวิวหลักพัน ถือว่ามั่นคงสำหรับร้านที่คนพลุกพล่านขนาดนี้
เรื่องราคาเตรียมงบราว ฿400–1,200 ต่อคนแล้วแต่จะกินกาแฟเฉย ๆ หรือเป็นมื้อเต็ม กาแฟแก้วพิเศษแตะ ๆ 150 บาทขึ้นไป ทำเลสบายมาก ลง BTS พร้อมพงษ์เดินเชื่อมเข้าเอ็มควอเทียร์ได้เลย เปิดตั้งแต่ราว 8 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม (ศุกร์-เสาร์ลากยาวถึง 5 ทุ่ม) มาเช้าได้กาแฟสด มาเย็นนั่งชิลเป็นมื้อค่ำก็ได้ ข้อควรรู้คือช่วงสุดสัปดาห์คนเยอะ โต๊ะริมนอกเต็มไว ถ้าอยากได้ที่นั่งสวย ๆ มาก่อนเที่ยงหรือจองล่วงหน้าจะสบายใจกว่า
ชิมหลายร้านในทริปเดียว — ฟู้ดทัวร์และคลาสทำอาหาร
ถ้าอยากชิมหลายร้านในวันเดียวแบบมีไกด์พาเดิน ลองจองฟู้ดทัวร์ย่านกรุงเทพฯ ผ่าน Klook หรือ GetYourGuide ได้ มีทั้งทัวร์เดินกินสตรีทฟู้ดและทัวร์คาเฟ่ฮอปปิงที่พาตระเวนร้านเด็ดพร้อมเล่าเรื่องเบื้องหลัง หรือถ้าชอบลงมือทำเอง คลาสทำอาหารไทยครึ่งวันก็สนุก ได้เรียนทำเมนูคลาสสิกตั้งแต่เลือกวัตถุดิบในตลาดจนปรุงเสร็จ จองล่วงหน้าออนไลน์สะดวกและมักได้ราคาดีกว่าหน้างาน
💡 รู้ก่อนไปคาเฟ่ที่ย่านสุขุมวิท กรุงเทพฯ
คาเฟ่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้สถานี BTS ทองหล่อ เอกมัย และพร้อมพงษ์ ลง BTS แล้วเดินหรือเรียก Grab ต่ออีกนิดสะดวกที่สุด เพราะร้านในซอยที่จอดรถจำกัดและรถติดช่วงเย็น
คาเฟ่ใหญ่และร้านในห้างรับบัตรและสแกนจ่ายได้ แต่ร้านเล็กในซอยบางที่รับเฉพาะเงินสดหรือพร้อมเพย์ พกแบงก์ย่อยติดตัวไว้จะอุ่นใจกว่า
คาเฟ่ดัง ๆ คิวยาวช่วงสาย-เที่ยงวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าอยากได้ที่นั่งสบายและถ่ายรูปไม่ต้องแย่ง ให้ไปก่อน 10 โมง หรือเลือกช่วงบ่ายแก่วันธรรมดา
ย่านสุขุมวิทมีชาวต่างชาติเยอะ คาเฟ่เกือบทุกร้านมีเมนูภาษาอังกฤษและพนักงานพอสื่อสารได้ สั่งกาแฟพิเศษหรือบรันช์ได้ไม่ยาก
คาเฟ่หลายร้านในย่านนี้ เช่น Sarnies และ D'ARK เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงและมีโซนเอาต์ดอร์ ถ้าพาน้องหมามาด้วยลองเช็กกับร้านก่อนได้
คาเฟ่ในไทยไม่บังคับทิป ร้านบรันช์ใหญ่บางที่อาจมีเซอร์วิสชาร์จ 10% รวมในบิลแล้ว ถ้าประทับใจบริการจะปัดเศษหรือหยอดกล่องทิปเล็กน้อยก็ได้ตามสะดวก
วางแผนทัวร์จิบกาแฟย่านสุขุมวิทให้คุ้มในวันเดียว
จัดเส้นทางตามโซนจะเดินสบายที่สุด เริ่มสายที่ ทองหล่อ ด้วยกาแฟแก้วแรกที่ Roots ใน theCOMMONS แล้วขึ้นชั้นบนต่อบรันช์ที่ Roast ในตึกเดียวกัน จากนั้นแวะ Pacamara แถวสุขุมวิท 47 ก่อนนั่ง BTS ไป เอกมัย เพื่อลอง Nitro Cold Brew ที่ Kaizen และ Grilled Croissant ที่ One Ounce for Onion ส่วนช่วงบ่าย-เย็นเก็บ Featherstone ที่เอกมัย 12 ไว้ถ่ายรูปกับ Sparkling Apothecary
ถ้าพักแถว พร้อมพงษ์ เดินถึง D'ARK ใน EmQuartier, Casa Lapin x26 และ Sarnies ที่สุขุมวิท 37 ได้เลย คาเฟ่ดัง ๆ คิวยาวช่วงสาย-เที่ยงวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าอยากได้ที่นั่งสบาย ๆ ให้ไปก่อน 10 โมง หรือเลี่ยงมาช่วงบ่ายแก่ ๆ วันธรรมดา
อยากตื่นมาเดินจิบกาแฟทีละร้านแบบไม่ต้องรีบ พักในย่านสุขุมวิทสะดวกสุด ทองหล่อ เอกมัย พร้อมพงษ์ มีโรงแรมและคอนโดให้เช่าติด BTS เดินถึงคาเฟ่ดัง ๆ ได้สบาย เช็กที่พักทำเลดีไว้ก่อนวันเดินทาง
ดูที่พักย่านสุขุมวิท