🔄 ตรวจสอบล่าสุด 27 มิ.ย. 2026 · ข้อมูลร้าน/เวลาเปิดอาจเปลี่ยน เช็กกับเพจร้านก่อนไปอีกที
📍 แผนที่ร้านทั้งหมด
แตะหมุดเพื่อดูร้าน + ที่พักย่านนั้น
ถ้าจะมีย่านเดียวในกรุงเทพที่กินได้ตั้งแต่จานละห้าสิบบาทไปจนถึงมื้อหลักหมื่น ย่านชิดลม-เพลินจิตคือคำตอบนั้น ลากเส้นจากแยกราชประสงค์ผ่านชิดลมไปเพลินจิต แล้วเลี้ยวเข้าถนนวิทยุกับซอยหลังสวน คุณจะเจอทั้งห้างหรูอย่างเซ็นทรัล เอ็มบาสซีและเซ็นทรัล ชิดลม วังเก่ากลางเมือง สถานทูต และซอยเงียบ ๆ ที่ซ่อนร้านอาหารไทยโบราณเอาไว้ บรรยากาศมันผสมกันแบบที่หาที่อื่นยาก เดินออกจากศาลพระพรหมเอราวัณไม่กี่ก้าวก็ขึ้นน้ำชายามบ่าย นั่งรถไฟฟ้าลงชิดลมแล้วเดินต่ออีกนิดก็เจอร้านไก่ทอดที่คนต่อคิวกันมาสามสิบปี นี่คือย่านที่คนกรุงเทพพาเพื่อนต่างชาติมากินเวลาอยากโชว์ว่า "อาหารไทยมันไปได้ไกลแค่ไหน"
ชื่อร้านในลิสต์นี้หลายร้านเป็นตำนานจริง ๆ ไก่ทอดเจ๊กีหรือไก่ทอดซอยโปโลคือเจ้าที่การันตีด้วย Bib Gourmand จากมิชลินหลายปีติด กระเทียมเจียวกรอบ ๆ โปะมาเต็มจาน กินกับส้มตำและข้าวเหนียวร้อน ๆ ร้านสงวนศรีเปิดมาตั้งแต่ปี 2513 ขึ้นชื่อเรื่องแกงเขียวหวานเนื้อที่เข้มข้นจากหัวกะทิล้วน สมบูรณ์โภชนาคือต้นตำรับปูผัดผงกะหรี่ตั้งแต่ปี 2512 ส่วนสายไฟน์ไดนิ่งก็แน่นไม่แพ้กัน Gaggan ของเชฟกักกัน อานันท์ ติดอันดับ 3 ของ Asia's 50 Best Restaurants ปี 2026 พร้อมดาวมิชลิน เสน่ห์จันทน์และโรยัล โอชาก็เป็นร้านอาหารไทยระดับดาวมิชลินที่เสิร์ฟตำรับชาววังในห้องโถงสวย ๆ ใครชอบฝั่งฟิวชั่นและของฝรั่งก็มี Greyhound Café, La Monita เม็กซิกัน และ Crepes & Co รออยู่ จัดกระเป๋าแล้วเลือกร้านได้เลย
Gaggan Anand (กักกัน อานันท์)
ถ้าจะพูดถึงร้านที่ทำให้กรุงเทพฯ ขึ้นแผนที่ฟายน์ไดนิ่งโลก ชื่อ Gaggan Anand (กักกัน อานันท์) ของเชฟกักกันต้องมาก่อน นี่ไม่ใช่ร้านอาหารอินเดียที่คุณคุ้น แต่เป็น "อินเดียโพรเกรสซีฟ" ที่จับรสแกง รสเครื่องเทศคุ้นลิ้นมาเล่นใหม่ด้วยเทคนิคแบบห้องแล็บ เสิร์ฟเป็นเทสติ้งเมนูยาว 20-25 คอร์สที่เชฟตั้งใจวางเป็นละคร 5 องก์ นั่งกันที่เคาน์เตอร์ตัวแอลแค่ 14 ที่ มองเชฟทำตรงหน้า พร้อมแสงสีและเพลงที่เปลี่ยนไปตามจาน เหมาะกับคนที่อยากได้ "ประสบการณ์มื้อค่ำ" ไม่ใช่แค่มื้ออาหาร มาฉลองวันสำคัญ หรือสายกินที่อยากลองร้านท็อปของเอเชียสักครั้งในชีวิต
ของเด่นที่ทุกรีวิวพูดถึงคือเมนูในตำนาน "Lick It Up" — แกงหลายชนิดป้ายบนจาน แล้วเชฟให้คุณเลียจานกินตรง ๆ เปิดเพลง Kiss ปี 1983 คลอไปด้วย กับ "เมนูอีโมจิ" ที่ในเมนูมีแต่อีโมจิ ไม่บอกว่าคืออะไร ให้เดาเอาเองเป็นคำ ๆ หลายจานกินด้วยมือ รีวิวฝั่งที่ชอบบอกว่าสนุก กล้า ไม่เหมือนใคร อาหารอร่อยจริงไม่ใช่แค่เล่นท่า ส่วนข้อสังเกตที่เจอบ่อยคือเป็นเมนูเซ็ตล้วน เลือกเองไม่ได้ จานเล็กคำสองคำ และโทนความ "โชว์" เยอะจนบางคนรู้สึกว่าเอนเตอร์เทนมากกว่าจะเงียบ ๆ ดื่มด่ำรสชาติ ใครชอบบรรยากาศสำรวมอาจต้องทำใจ
ราคาเป็นระดับพรีเมียมจริง คอร์สเทสติ้งราว ฿15,000-16,000 ต่อคน (รวมไวน์/เครื่องดื่มแพร์ริ่ง ภาษีและทิปแล้ว) ตกประมาณคนละ 430 ดอลลาร์ จองล่วงหน้าเท่านั้น ไม่มีวอล์กอิน ที่นั่งจำกัด คิวยาว เป็นมื้อค่ำรอบเดียวเริ่มประมาณ 17:30 เป็นต้นไป
ทำเลอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 31 (คลองตันเหนือ วัฒนา) ใกล้ BTS พร้อมพงษ์/อโศก เปิดวันพฤหัสฯ–จันทร์ ปิดอังคารและพุธ ความนิยมมาจากของจริง — ได้มิชลิน 1 ดาว ติด Asia's 50 Best อันดับต้น ๆ และ World's 50 Best หลายปีต่อเนื่อง ข้อควรรู้ก่อนไป เผ็ดปรับได้และเมนูปรับตามวัตถุดิบ บอกข้อจำกัดอาหาร/แพ้ตอนจองได้ และนี่คือร้านสำหรับ "วาระพิเศษ" จริง ๆ เผื่องบและเผื่อเวลาให้ดี
ไก่ทอดเจ๊กี (Polo Fried Chicken) สาขาซอยโปโล
ถ้าพูดถึงไก่ทอดในตำนานของกรุงเทพฯ ชื่อ "ไก่ทอดเจ๊กี" สาขาซอยโปโล (Polo Fried Chicken) ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ ร้านนี้เปิดมากว่า 50 ปี ส่งต่อกันหลายรุ่น อยู่ในซอยสนามคลี (ซอยโปโล) ถนนวิทยุ เดินจากสวนลุมพินีและ MRT ลุมพินีมาแป๊บเดียว แถมยังได้ดาว Bib Gourmand จากมิชลินติดต่อกันหลายปี เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลองของเด็ดประจำเมือง มากันเป็นกลุ่มแล้วสั่งแชร์กัน หรือนักท่องเที่ยวที่อยากกินไก่ทอดสไตล์ไทยแท้ที่คนกรุงเทพฯ การันตี
เมนูที่ต้องสั่งคือ "ไก่ทอดกระเทียม" พระเอกของร้าน เขาทอดไก่แบบไม่ชุบแป้ง หนังกรอบ เนื้อในยังนุ่มฉ่ำไม่แห้ง แล้วโรยกระเทียมเจียวทอดกรอบหอมมาท่วมจาน หลายคนสั่งกระเทียมเจียวเพิ่มไว้คลุกข้าวเหนียวต่างหากเลย คู่กับส้มตำที่ตำสด ๆ ทั้งตำปูปลาร้ารสจัด ตำไทยใส่ไข่เค็ม ตำปู มากับข้าวเหนียวร้อน ๆ และน้ำจิ้มแจ่วรสแซบ ใครชอบครบเครื่องสั่งคอหมูย่าง ลาบหมู ปลาเนื้ออ่อนทอด หรือไข่ปลาทอดเสริมได้
เรื่องรสชาติ เสียงจากรีวิวจริงค่อนข้างไปทางเดียวกันว่าไก่หนังกรอบ เนื้อนุ่ม กระเทียมหอมไม่อมน้ำมัน ของอีสานรสจัดถึงเครื่อง โดยเฉพาะส้มตำที่ใช้มะละกอสดตำใหม่ทุกจาน เลยได้รสที่กรอบและสด ราคาก็เป็นกันเอง ไก่ทอดครึ่งตัวราว 130–145 บาท ทั้งตัวประมาณ 260 บาท ส้มตำเริ่มราว 80 บาท กินกันอิ่ม ๆ ต่อคนมักไม่เกิน 200 บาท ถือว่าคุ้มสำหรับร้านระดับมิชลิน
บรรยากาศเป็นร้านอาหารตามสั่งแบบเก่าแก่ ไม่หรู แต่สะอาดและคึกคัก คนเยอะเกือบทั้งวัน ร้านเปิดทุกวัน 07.00–21.00 น. (ครัวปิดราว 20.30 น.) ข้อควรรู้คือช่วงพักเที่ยงและเย็นคนแน่นมาก โต๊ะอาจต้องรอ ถ้ามาเป็นกลุ่มหรืออยากชัวร์ โทรจองหรือสั่งล่วงหน้าไว้ก่อนได้ ที่จอดรถมีจำกัด แนะนำนั่ง MRT ลุมพินีแล้วเดินเข้าซอยจะสะดวกกว่า
ร้านสงวนศรี (Sanguan Sri)
ถ้าใครเดินอยู่แถวถนนวิทยุแล้วอยากกินอาหารไทยรสมือคนรุ่นยาย "สงวนศรี" คือชื่อที่คนแถวนั้นนึกถึงก่อนเสมอ ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1970 อายุห้าสิบกว่าปี ตั้งชื่อตามคุณยายเจ้าของร้าน ปัจจุบันลูกหลานสานต่อ และได้ Michelin Bib Gourmand ติดต่อกันหลายปี (2018–2020) ตัวร้านซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงข้าง Plaza Athenee เดินจาก BTS เพลินจิตทางออก 5 แป๊บเดียวถึง หน้าตาเรียบ ๆ เหมือนโรงอาหารยุคเก่า แต่กลางวันคนออฟฟิศแน่นมาก เหมาะกับคนที่อยากกินของจริง ไม่เน้นบรรยากาศหรู
เมนูที่ทุกคนพูดถึงคือแกงเขียวหวาน รีวิวฝรั่งหลายเจ้าถึงกับบอกว่าเป็นแกงเขียวหวานที่ดีที่สุดที่เคยกินในกรุงเทพฯ จุดเด่นคือความหวานมันที่มาจากหัวกะทิล้วน ๆ ไม่ได้ใส่น้ำตาลกลบ น้ำแกงเข้มข้น หอมพริกแกง ใบมะกรูด โหระพา มีทั้งแบบเนื้อและไก่ ที่พิเศษคือเป็นเมนูหมุนเวียนตามวัน วันเสาร์จะเป็นแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายที่หลายคนตั้งใจมากินวันนี้โดยเฉพาะ อีกอย่างที่พลาดไม่ได้คือทอดมันปลากรายเด้ง ๆ กับปริกขิงปลาช่อนทอดกรอบ ส่วนสายชาววังต้องมาช่วงหน้าร้อน (ปลายมีนาคม–เมษายน) จะมีข้าวแช่เครื่องครบเสิร์ฟพร้อมน้ำลอยดอกมะลิเย็น ๆ
ราคาถือว่าเป็นมิตรมากเมื่อเทียบกับทำเลใจกลางเมือง จานหลักส่วนใหญ่อยู่หลักหกสิบถึงร้อยต้น ๆ กินกันสองสามคนไม่กี่ร้อยก็อิ่ม รีวิวส่วนใหญ่ชมเรื่องรสชาติบ้าน ๆ ที่ทำได้นิ่งและจริงใจ มีแอร์เย็นสบาย เสียงติที่เจอบ้างคือพนักงานดูสนิทกับลูกค้าประจำมากกว่าหน้าใหม่ และช่วงเที่ยงวันธรรมดาคิวยาว แนะนำให้มาก่อนหรือหลังชั่วโมงเร่งด่วน (พีค 11:00–13:00)
ข้อควรรู้สำคัญ ร้านเปิดเฉพาะกลางวัน จันทร์–เสาร์ 10:00–15:00 ปิดวันอาทิตย์ และรับเงินสดเท่านั้น เมนูเป็นภาษาไทย แต่พนักงานช่วยแนะนำได้ถ้าสื่อสารกันไหว เมนูบางอย่างหมุนเวียนตามวันและของหมดเร็ว ถ้าหมายตาเมนูไหนเป็นพิเศษควรเช็กวันก่อนมา
Erawan Tea Room (ห้องน้ำชาเอราวัณ)
ถ้าอยากหามื้อพิเศษแบบจิบน้ำชายามบ่ายในบรรยากาศโรงแรมหรู แต่ไม่อยากกินของหวานฝรั่งทั้งเซ็ต Erawan Tea Room (ห้องน้ำชาเอราวัณ) คือที่ที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ ร้านอยู่ชั้น 2 ของ Erawan Bangkok ติดโรงแรม Grand Hyatt Erawan มองลงไปเห็นศาลพระพรหมเอราวัณที่แยกราชประสงค์พอดี เดินจาก BTS ชิดลมผ่านทางเชื่อมมาได้สบาย จุดที่ทำให้ร้านนี้ไม่เหมือนใครคือเขาเสิร์ฟ "น้ำชายามบ่ายสไตล์ไทย" ไม่ใช่สโคนกับแซนด์วิชแบบอังกฤษ และร้านยังได้รับเลือกให้อยู่ใน Michelin Guide Bangkok ด้วย เหมาะกับคนที่อยากฉลองวันพิเศษ พาผู้ใหญ่มานั่งชิล หรือสายชอบถ่ายรูปอาหารสวย ๆ
พระเอกของร้านคือ Thai Afternoon Tea Set ที่จัดมาเป็นชั้น ๆ หลากสีสันสไตล์ไทย ของคาวมีทั้งขนมจีบปู ไก่ห่อใบเตย ทาร์ตมัสมั่นเนื้อ กระทงทองไส้แกง ไปจนถึงหมูปิ้งและยำตะไคร้กุ้ง ส่วนของหวานปิดท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วงที่รีวิวหลายเสียงบอกว่าอร่อยมาก เสิร์ฟคู่ไอศกรีมกะทิ เลือกชาได้หลายแบบทั้งจากไทย จีน อินเดีย และศรีลังกา ใครไม่อยากกินเซ็ตน้ำชา ช่วงกลางวันและมื้อเย็นก็มีอาหารไทยอาลาคาร์ตให้สั่ง เมนูที่คนพูดถึงบ่อยมีข้าวผัดสไตล์เอราวัณ ยำส้มโอ และขนมครก
เสียงจากรีวิวจริงค่อนข้างไปทางเดียวกันว่ารสชาติไทยแท้ กลมกล่อม ใช้วัตถุดิบดี และบริการดูแลใส่ใจ พนักงานคอยเติมน้ำชาให้โดยไม่ต้องเรียก บรรยากาศร้านออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง โทนไทยร่วมสมัย นั่งสบาย ไม่อึดอัด หลายคนชมว่าได้ความหรูของโรงแรมห้าดาวในราคาที่จับต้องได้กว่าที่คิด ส่วนข้อสังเกตที่เจอบ่อยคือเซ็ตน้ำชามีของหวานเยอะ ถ้ามากันสองคนสั่งเซ็ตเดียวแล้วแชร์กันก็พออิ่ม และช่วงวันหยุดคนเยอะ ถ้าอยากได้โต๊ะดี ๆ จองล่วงหน้าไว้ก่อนอุ่นใจกว่า
เรื่องราคา เซ็ตน้ำชายามบ่ายและอาหารอาลาคาร์ตอยู่ราว ฿650–1,000 ต่อคน (ยังไม่รวม service charge และ VAT) ถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับโรงแรมระดับนี้ ร้านเปิดทุกวัน 10:00–22:00 น. โดยเซ็ต Afternoon Tea เสิร์ฟช่วง 11:00–17:00 น. ทำเลใจกลางเมืองเดินทางง่าย รอบ ๆ เป็นห้างและแบรนด์เนม เดินเล่นต่อได้สบาย เป็นมื้อพิเศษที่ลงตัวทั้งรสชาติ บรรยากาศ และทำเล
สมบูรณ์โภชนา (Somboon Seafood) สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
ถ้าจะพาแขกบ้านแขกเมืองหรือครอบครัวไปกินซีฟู้ดให้จบเรื่องในมื้อเดียว สมบูรณ์โภชนา สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี คือชื่อที่คนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ ร้านนี้คือต้นตำรับ "ปูผัดผงกะหรี่" ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1969 และสาขานี้เปิดบนชั้น 5 ของห้างหรูใจกลางเพลินจิตตั้งแต่ปี 2014 จุดขายคือเป็นเวอร์ชันแอร์เย็นฉ่ำ นั่งสบาย แต่งร้านสะอาดเรียบหรู เหมาะกับคนที่อยากกินอาหารทะเลจีน-ไทยแบบไม่ต้องไปเบียดร้านห้องแถว เดินมาจาก BTS เพลินจิตหรือชิดลมก็ถึง ติดแอร์ตลอดทาง
เมนูที่ต้องสั่งคือสามอย่างหลักของร้าน เริ่มจาก ปูผัดผงกะหรี่ พระเอกของบ้านนี้ เนื้อปูก้อนใหญ่คลุกซอสผงกะหรี่หอม ๆ กับไข่และต้นหอม รสเข้มข้นจนต้องสั่งข้าวสวยมาซับ ตามด้วย กุ้งแม่น้ำเผา/อบวุ้นเส้น ตัวโต เนื้อแน่นหวาน (เมนูกุ้งของร้านได้เข้า Michelin Guide กรุงเทพฯ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018) และ ปลากะพงทอดน้ำปลา ที่ทอดจนหนังกรอบ เนื้อในยังนุ่ม โรยน้ำปลาหวานเค็มกำลังดี หลายรีวิวชอบกุ้งแม่น้ำกระเทียมพริกไทยกับปลาทอดสมุนไพรเป็นพิเศษ เพราะช่วยตัดเลี่ยนจากปูผัดผงกะหรี่ได้ดี
เรื่องรสชาติ เสียงส่วนใหญ่บอกว่าได้มาตรฐาน "สมบูรณ์" อย่างที่คาด ของทะเลสด บริการเร็วและสุภาพแบบภัตตาคาร แต่ก็มีข้อสังเกตจากรีวิวจริงที่ควรรู้ไว้ บางคนเจอผักบุ้งผัดที่สุกเกินไปหรือปลาทอดที่แข็งไปนิด และบางมื้อรู้สึกว่ารสออกหวานนำ ปูบางจานก็ไม่ได้ว้าวเท่าชื่อเสียง พูดง่าย ๆ คือมาที่นี่เพื่อความสะดวก คุณภาพคงเส้นคงวา และโลเคชันดี มากกว่ามาตามล่ารสจัดจ้านราคาถูก คะแนน Google อยู่ที่ราว 4.2 ดาว ถือว่าดีสำหรับร้านยอดนิยมที่คนพลุกพล่าน
ราคาเป็นระดับภัตตาคารห้าง ปูผัดผงกะหรี่เริ่มราว 1,200 บาทขึ้นไป (คิดตามน้ำหนักปู) กุ้งแม่น้ำราว 450 บาทขึ้นไป ปลากะพงทอดราว 380 บาทขึ้นไป เฉลี่ยตกหัวละประมาณ 600–800 บาทถ้ากินกันหลายอย่าง เปิดทุกวัน 11:00–22:00 น. (ครัวรับออเดอร์สุดท้ายราว 21:00 น.) ช่วงเสาร์-อาทิตย์และมื้อค่ำคนเยอะ ถ้ามากันเป็นกลุ่มหรืออยากได้ห้องส่วนตัว แนะนำให้โทรจองล่วงหน้า เมนูมีภาษาอังกฤษ ต่างชาติสั่งง่าย เป็นร้านที่พาใครมาก็ไม่พลาด
🛏️ หาที่พักย่านชิดลม-เพลินจิต เทียบราคา 3 เว็บ
ชิดลม-เพลินจิตคือใจกลางกรุงเทพที่พักแล้วเดินถึงทั้งห้าง รถไฟฟ้า BTS และร้านดังทุกร้านในลิสต์นี้ ตื่นมาเดินไปกินไก่ทอดเจ๊กี กลางวันช้อปเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ค่ำกลับมานอนได้สบาย เราคัดที่พักทำเลย่านนี้ไว้ให้ตั้งแต่งบประหยัดติด BTS ไปจนโรงแรมหรูริมถนนวิทยุ-หลังสวน เทียบราคา Agoda · Booking · Trip.com ให้ครบ เลือกที่คุ้มที่สุดก่อนล็อกห้อง
🔍 เช็คราคาที่พักย่านชิดลม-เพลินจิต (Agoda)เสน่ห์จันทน์ (Saneh Jaan)
ถ้าอยากกินอาหารไทยตำรับโบราณแบบจัดเต็ม ในบรรยากาศไฟน์ไดนิ่งที่พาผู้ใหญ่หรือรับรองแขกได้ไม่ขายหน้า "เสน่ห์จันทน์ (Saneh Jaan)" คือชื่อที่คนกรุงเทพฯ พูดถึงตลอด ร้านอยู่ชั้นล่างของอาคารกลาสเฮาส์ แอท สินธร (Glasshouse @ Sindhorn) ถนนวิทยุ ย่านชิดลม-เพลินจิต และที่สำคัญคือได้ดาวมิชลิน 1 ดาวตั้งแต่ปี 2018 ต่อเนื่องมาจนถึงเล่มล่าสุดปี 2026 จุดเด่นคือการหยิบสูตรอาหารไทยเก่า ๆ ที่หากินยากมาทำใหม่อย่างพิถีพิถัน คัดวัตถุดิบดีจากหลายภาค แล้วเสิร์ฟในจานสวยแบบร่วมสมัย
เมนูที่รีวิวพูดถึงบ่อยและถือเป็นซิกเนเจอร์ คือ "หมี่กรอบกุ้งแม่น้ำ" เส้นกรอบรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมตามตำรับ และ "ปลาดุกผัดพริกไข่เค็มใบมะกรูด" ที่หอมเครื่องและเข้มข้น ทั้งสองจานมักเสิร์ฟคู่ข้าวสวยหุงร้อน ๆ ส่วนช่วงหน้าร้อนจะมี "ข้าวแช่ตามฤดู" เซ็ตจัดมาสวย มีป้ายอธิบายเครื่องเคียงแต่ละอย่าง ข้าวแช่มีทั้งสีขาวและสีอัญชัน กินแล้วเย็นชื่นใจ อีกจานที่หลายคนชอบสั่งคือ "ยำเสน่ห์นาง" ยำหมูกรอบราดน้ำส้มซ่า รสเปรี้ยวสดตัดเลี่ยน และไก่บ้านผัดโป๊ยกั๊กกับพริกแกงทำเอง
บรรยากาศร้านตกแต่งสไตล์ไทยร่วมสมัยผสมกลิ่นอายตะวันตกยุครัชกาลที่ 5 มีงานศิลปะไทยประดับผนัง โต๊ะจัดสวย พื้นที่กว้างและดูหรู มีห้องส่วนตัวให้จองหลายห้อง และมีบาร์ค็อกเทล "จันทน์จรุง" ที่เล่นกับแม่โขงและสมุนไพรไทยได้น่าสนใจ บริการเป็นจุดที่รีวิวชมบ่อย พนักงานอธิบายแต่ละจานละเอียดและดูแลดี เหมาะกับมื้อค่ำสำคัญ มื้อรับรองธุรกิจ หรือพาครอบครัวฉลองโอกาสพิเศษ
เรื่องราคา จัดอยู่ในกลุ่มไฟน์ไดนิ่ง ตกราว 500–1,000 บาทขึ้นไปต่อคนถ้าสั่งอะลาคาร์ต ส่วนดินเนอร์เต็มรูปแบบขยับไป 2,000 บาท+ ต่อคน หลายรีวิวบอกว่าเซ็ตมื้อกลางวันคุ้มกว่าและเข้าถึงง่ายกว่าถ้าอยากลองร้านระดับมิชลินครั้งแรก ข้อควรรู้คือร้านได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะมื้อค่ำและวันหยุด ควรโทรจองล่วงหน้า และที่ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษพร้อมพนักงานที่อธิบายให้ลูกค้าต่างชาติได้ จึงไปกับเพื่อนต่างชาติได้สบายใจ
La Monita Taqueria
ถ้าอยากกินเม็กซิกันแบบที่ฝรั่งในกรุงเทพฯ ยอมเดินทางมากินซ้ำทุกสัปดาห์ La Monita Taqueria คือชื่อที่โผล่มาก่อนเสมอ ร้านอยู่ในตึก Mahatun Plaza ริมถนนเพลินจิต เดินจาก BTS เพลินจิตแค่ราว 3 นาที เปิดมาตั้งแต่ปี 2009 เน้นเม็กซิกันสไตล์แคลิฟอร์เนีย-Mission แบบจัดเต็ม ใครเป็นสายทาโก้ บูร์ริโต้ และมาร์การิต้าตัวจริง หรืออยากพาเพื่อนต่างชาติมานั่งกินสบาย ๆ ที่นี่เข้าทางมาก เมนูเป็นภาษาอังกฤษ สั่งง่าย พนักงานแนะนำเก่ง
เมนูที่คนพูดถึงมากสุดคือ บูร์ริโต้สไตล์ Mission ห่อแน่นด้วยข้าว ถั่ว ชีส และเนื้อที่เลือกได้ ตัวที่ฮิตคือไส้ carne asada ที่ใช้เนื้อริบอายย่าง รสเข้มหอมไฟ ส่วน ทาโก้ carne asada บนแป้งตอร์ติญ่าข้าวโพดทำสดก็เป็นของขึ้นชื่อที่หลายรีวิวยกให้อร่อยที่สุดในกรุงเทพฯ ใครมาช่วงสาย-เที่ยงวันหยุดห้ามพลาด Breakfast / Brunch Burrito ที่หลายคนบอกว่าใกล้เคียงของแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาที่สุดเท่าที่หากินได้แถวนี้ และคู่กับ Margarita de Oro (เตกีล่า reposado) ที่รสไลม์กลมกล่อมไม่หวานเลี่ยน
บรรยากาศร้านสดใส มีภาพวาดมูรัลสีจัด เปิดเพลงละตินคึกคัก เลย์เอาต์โปร่งนั่งเป็นกลุ่มได้ จุดที่ควรรู้คือราคาจัดอยู่ในกลุ่มกลาง-สูงสำหรับมาตรฐานไทย จานหลักราว ฿240–470 และมาร์การิต้าเริ่มราว ฿220 บางคนรู้สึกว่าบูร์ริโต้เกินสามร้อยถือว่าแพง แต่ส่วนใหญ่มองว่าคุ้มกับปริมาณที่ให้มาเยอะและรสชาติที่นิ่งสม่ำเสมอมานานนับสิบปี
คะแนน Google อยู่ที่ 4.4 จากรีวิวกว่าสองพันรายการ สะท้อนว่าเป็นร้านเม็กซิกันที่คนรักจริง La Monita มีหลายสาขา (สาขานี้คือต้นตำรับ ส่วนอีกสองที่อยู่ Siam Paragon กับ EmQuartier) ช่วงเย็นวันศุกร์-เสาร์คนค่อนข้างแน่น ถ้ามากันหลายคนหรือช่วงพีคควรเผื่อเวลาหรือโทรจองไว้จะสบายใจกว่า
Greyhound Café สาขาเซ็นทรัล ชิดลม
ถ้าพูดถึงร้านฟิวชั่นไทย-ตะวันตกที่อยู่คู่คนกรุงเทพมานาน Greyhound Café คือชื่อต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง สาขาเซ็นทรัล ชิดลม อยู่ชั้น 4 โซนเสื้อผ้าผู้ชาย เดินจาก BTS ชิดลม ทางออก 5 เข้าห้างได้เลย ตัวร้านตกแต่งสไตล์ขาว-ดำคลีน ๆ แบบที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีมุมโซฟานั่งสบาย เหมาะกับคนที่อยากนัดเพื่อนหรือพาครอบครัวมานั่งกินยาว ๆ กลางห้างแบบไม่ต้องรีบ
เมนูที่พลาดไม่ได้คือ Complicated Noodle หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่าก๋วยเตี๋ยวหลอด เป็นเส้นแผ่นนุ่ม ๆ ห่อกับผักกาดหอม หมูสับ และเครื่องสมุนไพร กินเองห่อเองสนุกดี รสกลมกล่อมไม่จัดจนเกินไป อีกจานที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะคือปีกไก่ทอดน้ำปลา ทอดมาหนังกรอบ เนื้อในฉ่ำ เค็ม-หวานกำลังดี (รีวิวบอกตรงกันว่าอร่อยแต่กินเลอะมือหน่อย) สายข้าวลองข้าวผัดปูที่ให้เนื้อปูมาเต็ม ส่วนใครชอบแซ่บ ๆ สลัดแซลมอนแซ่บก็เป็นตัวที่หลายคนติดใจ นอกนั้นยังมีพาสต้า สปาเกตตี และของหวานทำเองให้เลือกอีกเพียบ
เรื่องราคาบอกตรง ๆ ว่าเป็นเรตห้างกลางเมือง จานหลักเริ่มราว ฿215 ขึ้นไป เมนูซีฟู้ดอย่างข้าวผัดปูแตะ ฿600 เฉลี่ยตกหัวละ ฿400–600 ถ้าสั่งกันหลายอย่าง รีวิวส่วนใหญ่มองว่าคุณภาพกับบรรยากาศคุ้มกับราคาที่จ่าย คะแนนกูเกิลอยู่ที่ 4.2 ดาวจากรีวิวหลายร้อย ถือว่ายืนระยะได้ดีมากสำหรับร้านที่เปิดมานาน
ข้อควรรู้: ช่วงเสาร์-อาทิตย์หรือมื้อเที่ยงคนเยอะ บางช่วงต้องรอคิว เผื่อเวลาไว้หน่อยจะสบายใจกว่า ร้านเปิด 10:00–21:00 ทุกวัน มีเมนูภาษาอังกฤษ เหมาะทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวที่อยากลองอาหารไทยประยุกต์ในบรรยากาศคาเฟ่ติดแอร์เย็น ๆ กลางย่านชิดลม
Crepes & Co สาขาหลังสวน
ถ้าพูดถึงร้านเครปรุ่นเก๋าที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 1996 ชื่อ Crepes & Co สาขาหลังสวนมาเป็นอันดับต้น ๆ ร้านเป็นบ้านเดี่ยวหลังเก่าที่แปลงเป็นร้านอาหาร มีสวนเขียว ๆ ล้อมรอบ ซ่อนอยู่ในซอยหลังสวน 1 (หลังโรงแรมเซ็นเตอร์พอยต์ ชิดลม) เดินจาก BTS ชิดลม/เพลินจิตไม่ถึง 10 นาที จุดขายคือเครปสไตล์ฝรั่งเศสผสมอาหารบ้าน ๆ แบบเมดิเตอร์เรเนียน เมนูยาวเป็นหางว่าวทั้งคาวและหวาน เหมาะกับคนที่อยากนั่งกินสบาย ๆ ยาว ๆ ไม่มีใครมาเร่งให้ลุก เป็นที่โปรดของครอบครัวและฝรั่งที่อยู่ไทยมานาน
เมนูที่คนสั่งบ่อยคือ Crepe Supreme เครปคาวขายดีประจำร้าน ไส้ไข่ เบคอน แฮม เห็ด ราดครีมชีสกับซอสเบชาเมล กับ Crepes Greek เครปคาวสไตล์กรีกที่หลายรีวิวชม ใครชอบแนวโมร็อกโกมีคูสคูสกับทาจินให้ลอง บางช่วงร้านจัดโปรหมุนเวียนอาหารสเปน กรีก โมร็อกโกด้วย ส่วนสายของหวานต้องเครปหวานอย่าง Orange Mascarpone หรือ Banana Baileys และพระเอกของวันหยุดคือเซ็ตอาหารเช้า/บรันช์จัดเต็มที่รีวิวบอกตรงกันว่าให้มาเยอะและอิ่มจุใจ
เสียงจากรีวิวจริงค่อนข้างไปทางเดียวกัน คือแป้งเครปทำสด พอร์ชันใหญ่ บรรยากาศร้านอบอุ่นเหมือนไปกินบ้านเพื่อน มีโซนโซฟานุ่ม ๆ ริมหน้าต่าง บริการดูแลดี ข้อที่หลายคนพูดถึงคือราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านเครปทั่วไป (เมนูจานหลักและเครปส่วนใหญ่อยู่ราว 235–425 บาท เฉลี่ยทั้งมื้อ 330–840 บาทต่อคน) และที่จอดรถมีจำกัด แต่ด้วยทำเลใจกลางเมืองติด BTS ส่วนใหญ่เลยนั่งรถไฟฟ้ามากันสะดวกกว่า
ข้อควรรู้ก่อนไป ร้านเปิดทุกวันประมาณ 09:00–23:00 (วันอาทิตย์เปิดเช้าหน่อยราว 08:30) เสิร์ฟบรันช์ได้ทั้งวัน ถ้าตั้งใจมา Sunday brunch หรือมากันกลุ่มใหญ่แนะนำให้จองโต๊ะล่วงหน้า เพราะช่วงสุดสัปดาห์คนแน่น เมนูมีภาษาอังกฤษครบ สั่งง่ายสำหรับชาวต่างชาติ มีตัวเลือกมังสวิรัติพอสมควร ใครอยากได้มื้อบรันช์ฝรั่งสบาย ๆ ในสวนกลางเมือง ที่นี่คือหมุดที่ควรปักไว้
Royal Osha (โรยัล โอชา)
ถ้าอยากกินอาหารไทยตำรับชาววังแบบไฟน์ไดนิ่งจริงจังสักมื้อในย่านชิดลม-เพลินจิต Royal Osha (รอยัล โอชา) คือชื่อที่คออาหารพูดถึงกันมานาน ร้านอยู่ในอาคารกระจกสีเข้มริมถนนวิทยุ ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี ใกล้ปากซอยร่วมฤดี เปิดประตูเข้าไปเจอห้องโถงเพดานสูงสไตล์วังไทย โทนเข้มตัดกับทองคำเปลวจริง มงกุฎไทยทองอร่ามแขวนเหนือบาร์ มีนักเปียโนเล่นสด บรรยากาศหรูแต่ไม่เกร็ง เหมาะกับมื้อฉลอง พาผู้ใหญ่ พาคู่ หรือเลี้ยงรับรองแขกต่างชาติแบบที่อยากอวดความเป็นไทย หัวเรือใหญ่คือเชฟวิจิตร มุกุระ เชฟดีกรีมิชลิน 1 ดาว ที่อยู่ครัวแมนดาริน โอเรียนเต็ลมากว่า 20 ปี ฝีมือจึงเป็นที่ไว้ใจของนักชิมทุกสัญชาติ และร้านได้รางวัล Michelin Guide ติดต่อกันหลายปี
เมนูที่รีวิวพูดถึงบ่อยคือมัสมั่นเนื้อเสิร์ฟพร้อมโรตี รสเข้มกลมกล่อม เปาะเปี๊ยะสอดไส้เป็ดย่างกับฟัวกราส์ เมี่ยงคำห่อใบบัว และข้าวแช่ตำรับรอยัลโอชาที่ทำเฉพาะหน้าร้อนปีละครั้ง ใครมาครั้งแรกหลายคนเลือกเป็นเซ็ตคอร์ส จะได้ชิมหลายอย่างแบบจัดวางสวยทุกจาน คนกินบรรยายรสว่าเป็นอาหารไทยแท้ที่ "ยกระดับ" ขึ้นมา เปรี้ยว เผ็ด หวาน เค็มบาลานซ์ละเอียด หน้าตาประณีตเหมือนงานศิลปะ บริการก็เป็นจุดที่ได้คำชมเยอะ พนักงานรู้จักเมนูดีและดูแลใส่ใจ
เรื่องราคาตรงไปตรงมาว่าเป็นระดับไฟน์ไดนิ่ง สั่งอะลาคาร์ตหรือจะเป็นเซ็ตคอร์ส 6 คอร์สก็มี ส่วน Chef's Table 10 คอร์สโดยเชฟวิจิตรต้องจองล่วงหน้าราวหนึ่งสัปดาห์ โดยรวมตกประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อคนสำหรับมื้ออาหาร ถ้าเพิ่มไวน์ก็ขยับขึ้น คะแนน Google อยู่ที่ 4.5 จากรีวิวหลายร้อย ถือว่าดีมากสำหรับร้านระดับนี้
ข้อควรรู้ก่อนไป ร้านเปิดทุกวัน 12:00-23:00 (ครัวรับออเดอร์สุดท้ายราว 21:30) ควรโทรจองโต๊ะล่วงหน้า โดยเฉพาะมื้อค่ำและช่วงเทศกาล มีที่จอดรถในตัวอาคาร แต่งกายสุภาพหน่อยจะเข้ากับบรรยากาศ มีรีวิวบางส่วนบ่นว่าบางคอร์สเปรี้ยวจัด-ขมไปนิด และวันที่เชฟใหญ่ไม่อยู่รสอาจต่างไปบ้าง แนะนำให้บอกระดับความเผ็ด-เปรี้ยวที่ชอบกับพนักงานตั้งแต่ต้น แล้วมื้อนี้จะคุ้มค่ากับการแต่งตัวออกมากิน
อยากชิมหลายร้านในทริปเดียว? ลองฟู้ดทัวร์หรือคลาสทำอาหารไทย
ถ้ามีเวลาในกรุงเทพไม่มากแต่อยากชิมให้ครบ ฟู้ดทัวร์แบบมีไกด์พาเดินคือทางลัด ได้กินหลายร้านในมื้อเดียว มีคนคอยเล่าที่มาของแต่ละจาน เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่คุ้นย่าน หรือใครอยากลงมือทำเอง คลาสทำอาหารไทยสอนทำแกงเขียวหวาน ผัดไทย ต้มยำตั้งแต่เลือกวัตถุดิบในตลาดจนได้กินฝีมือตัวเอง จองล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide ได้เลย เลือกรอบที่ตรงกับวันที่คุณอยู่กรุงเทพ
💡 รู้ก่อนไปกินที่ย่านชิดลม-เพลินจิต กรุงเทพฯ
ร้านส่วนใหญ่อยู่รัศมีเดินจาก BTS ชิดลมหรือเพลินจิต เซ็นทรัล เอ็มบาสซีและห้องน้ำชาเอราวัณมีทางเชื่อมตรงจากสถานี ส่วนร้านในซอยอย่างไก่ทอดเจ๊กีซอยโปโลและร้านสงวนศรีบนถนนวิทยุ เรียก Grab ต่อช่วงสุดท้ายจะง่ายกว่าเดินไกลกลางแดด
ร้านในห้างและไฟน์ไดนิ่งรับบัตรและสแกนจ่ายได้หมด แต่ร้านริมทางและร้านเก่าแก่อย่างไก่ทอดเจ๊กีกับร้านสงวนศรีหลายครั้งสะดวกรับเงินสดมากกว่า พกแบงก์ย่อยติดตัวไว้อุ่นใจกว่า
ร้านดังย่านนี้คิวยาวช่วง 12.00-13.00 และ 18.30-20.00 ถ้าไปไก่ทอดเจ๊กีหรือร้านสงวนศรีก่อน 11 โมงจะสบายกว่ามาก ส่วนร้านไฟน์ไดนิ่งอย่าง Gaggan เสน่ห์จันทน์ โรยัล โอชา ควรจองล่วงหน้าเสมอเพราะที่นั่งจำกัด
อาหารริมทางไม่ต้องทิป ส่วนร้านนั่งทานและไฟน์ไดนิ่งหลายแห่งบวกค่าบริการ (service charge) ราว 10% ไว้ในบิลแล้ว ถ้าบริการดีจะทิ้งเศษเพิ่มเล็กน้อยก็ได้ ไม่ใช่ธรรมเนียมบังคับ
ร้านในห้าง โรงแรม และไฟน์ไดนิ่งมีเมนูภาษาอังกฤษและพนักงานสื่อสารอังกฤษได้ ส่วนร้านเก่าแก่ในซอยอาจมีเมนูไทยเป็นหลัก ลองชี้รูปหรือเปิดชื่อจานที่อยากกินไว้ในมือถือ พนักงานเข้าใจง่ายขึ้น
อาหารไทยแท้แถวนี้เผ็ดจริงโดยเฉพาะส้มตำและแกง ถ้าทานเผ็ดไม่เก่งบอกพนักงานว่า ‘ไม่เผ็ด’ หรือ ‘เผ็ดน้อย’ ได้เลย ส่วนใหญ่ปรับให้ได้ และลองสั่งของหวานหรือน้ำมะพร้าวไว้ดับเผ็ดด้วย
วางแผนกินย่านชิดลม-เพลินจิตให้คุ้มทั้งวัน
ย่านนี้เล่นได้สนุกเพราะมีทั้งร้านริมทางและไฟน์ไดนิ่งในรัศมีเดินถึงกัน วิธีที่ลงตัวคือ มื้อกลางวันลุยของถูกแต่ดัง ไปไก่ทอดเจ๊กีซอยโปโลตอนก่อนเที่ยงเพื่อเลี่ยงคิว (ร้านเปิดราว 7 โมงเช้า) หรือร้านสงวนศรีบนถนนวิทยุที่เปิดถึงบ่ายสามและปิดวันอาทิตย์ เสาร์ยังมีแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายให้ลองเป็นพิเศษ
ช่วง บ่ายแก้ง่วงด้วยน้ำชายามบ่าย ที่ห้องน้ำชาเอราวัณติดศาลพระพรหมเอราวัณ (เชื่อม BTS ชิดลมและเซ็นทรัลเวิลด์ตรง) แล้วเก็บ มื้อค่ำไว้ให้ร้านที่ต้องจอง ถ้าอยากได้ประสบการณ์เต็มสูบ Gaggan ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนและมีรอบเวลาตายตัว ส่วนเสน่ห์จันทน์กับโรยัล โอชาเป็นไทยชาววังที่เหมาะกับมื้อพิเศษ จองโต๊ะไว้ก่อนอุ่นใจกว่า ใครงบกลาง ๆ สมบูรณ์โภชนาสาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ปูผัดผงกะหรี่กับกุ้งเผาเป็นมื้อค่ำที่ลงตัวและไม่ต้องจอง
กินครบทั้งวันย่านชิดลม-เพลินจิตแล้วไม่อยากเดินทางไกลกลับที่พัก? ย่านนี้คือใจกลางกรุงเทพที่เดินถึงทั้งห้าง รถไฟฟ้า และร้านดังทุกร้านในลิสต์ เราคัดที่พักทำเลชิดลม-เพลินจิตเทียบราคา 3 เว็บไว้ให้แล้ว ตั้งแต่งบประหยัดติด BTS ไปจนโรงแรมหรูริมถนนวิทยุ
ดูที่พักย่านชิดลม-เพลินจิต เทียบราคา 3 เว็บ