🔄 ตรวจสอบล่าสุด 2 ก.ค. 2026 · ราคาและรอบอาจเปลี่ยน ตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนจอง
ร้อยเอ็ดอยู่ภาคอีสานตอนกลาง เป็นเมืองที่เที่ยวสบายและมีแลนด์มาร์กกระจุกในเมือง ไฮไลต์คือบึงพลาญชัยสวนสาธารณะบึงน้ำกลางเมืองที่มีเกาะกลางและวัด พระพุทธรูปปางประทานพรยืนสูงที่วัดบูรพาภิราม พระมหาเจดีย์ชัยมงคลที่ อ.หนองพอก ที่ประดับงดงาม กู่พระโกนาและปราสาทขอมสมัยทวารวดี-ขอม และหอโหวด 101 หอชมเมืองรูปโหวด (เครื่องดนตรีอีสาน) ที่เป็นแลนด์มาร์กใหม่
ด้านล่างเราคัดกิจกรรมและที่เที่ยวที่คนรีวิวถึงบ่อย พร้อมบอกช่วงเวลาที่เหมาะและข้อควรรู้ก่อนไป จุดเที่ยวในเมืองเดินหรือขับรถชมต่อกันได้สะดวก ส่วนเจดีย์ชัยมงคลและกู่พระโกนาอยู่นอกเมืองควรเผื่อเวลา อากาศดีเที่ยวกลางแจ้งช่วงหน้าหนาว
บึงพลาญชัย — สวนสาธารณะบึงน้ำกลางเมืองร้อยเอ็ด (เกาะกลางบึง-ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง-ลานออกกำลังกาย-ทางปั่นจักรยานรอบบึง)
บึงพลาญชัยเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด และถือเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดที่คนในเมืองผูกพันมานาน จุดที่ทำให้ที่นี่ต่างจากสวนสาธารณะทั่วไปคือมีเกาะอยู่กลางบึง เชื่อมด้วยสะพานให้เดินข้ามเข้าไปได้ บนเกาะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่คนร้อยเอ็ดมากราบไหว้ มีศาลากลางน้ำและสวนไม้ดอกไม้ประดับให้เดินชม รอบบึงจัดเป็นทางเดินและทางปั่นจักรยานยาวราวสองกิโลเมตร มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาตลอดทาง ทำให้กลายเป็นลานออกกำลังกายกลางเมืองที่คนแวะมาเดิน วิ่ง และปั่นจักรยานกันทั้งเช้าและเย็น เข้าได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่อนุญาตให้นำรถเข้าไปในเขตบึง จึงเดินเล่นได้สบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องรถ
บรรยากาศของบึงพลาญชัยเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ตอนเช้าตรู่อากาศเย็นสบายและเงียบ เหมาะกับคนที่มาวิ่งหรือเดินก่อนเริ่มวัน ส่วนช่วงเย็นจนถึงค่ำจะคึกคักที่สุด เพราะคนในเมืองออกมาออกกำลังกาย พาเด็กมาให้อาหารปลา และปั่นเรือเป็ดในบึง หลายคนที่มาเที่ยวร้อยเอ็ดมักจับคู่บึงพลาญชัยกับหอโหวด 101 ที่อยู่ติดกัน เพราะขึ้นไปบนหอชมวิวแล้วมองลงมาเห็นบึงทั้งบึงได้ในมุมสูง เดินจากบึงไปย่านตลาดและร้านอาหารในเมืองก็ใกล้ ทำให้ที่นี่เป็นจุดตั้งต้นที่ดีสำหรับเดินเที่ยวเมืองร้อยเอ็ดแบบไม่ต้องขับรถไกล ใครมาช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวจะเจอกิจกรรมและการประดับไฟรอบบึงเพิ่มเข้ามาด้วย
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนมาแบบตรงไปตรงมา คือบึงพลาญชัยเป็นสวนสาธารณะกลางเมือง จุดขายหลักอยู่ที่บรรยากาศพักผ่อนและการออกกำลังกาย ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมเข้มข้น คนที่คาดหวังจุดเช็กอินหวือหวาอาจรู้สึกว่าเรียบไปบ้าง ช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรงและร้อน ควรเลี่ยงมาเที่ยงวันแล้วเลือกช่วงเช้าหรือเย็นแทน บางมุมของบึงและน้ำในบึงอาจดูขุ่นหรือมีเศษใบไม้ตามฤดูกาล ทางเดินรอบบึงบางช่วงใช้ร่วมกันทั้งคนเดิน คนวิ่ง และคนปั่นจักรยาน จึงควรระวังและหลบทางให้กัน หากมาช่วงเย็นที่คนเยอะ ที่จอดรถริมบึงอาจเต็มบ้างในวันหยุด ควรเผื่อเวลาหาที่จอด และถ้าพาเด็กมาให้อาหารปลาหรือปั่นเรือเป็ดควรดูแลใกล้ชิดเพราะเป็นริมน้ำ โดยรวมเหมาะกับการแวะพักคลายเหนื่อยระหว่างเที่ยวเมืองมากกว่าจะเป็นจุดหมายที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน
- เข้าฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม อยู่ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด เดินถึงหอโหวด 101 ย่านตลาดและร้านอาหารได้ง่าย
- มีทางเดิน–ทางวิ่ง–ทางปั่นจักรยานรอบบึงยาวราว 2 กม. ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เหมาะออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็น
- มีเกาะกลางบึงพร้อมศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลากลางน้ำ และสวนไม้ดอก ให้เดินชมและกราบไหว้ได้
- รีวิวจริงบน Tripadvisor ให้คะแนนเฉลี่ยราว 4.3 เต็ม 5 หลายเสียงชมว่าสะอาด ปลอดภัย และบรรยากาศดี
- เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองเน้นพักผ่อนและออกกำลังกาย ไม่ใช่แหล่งเที่ยวกิจกรรมเข้มข้น คนคาดหวังจุดเช็กอินหวือหวาอาจรู้สึกเรียบ
- ช่วงกลางวันแดดแรงและร้อน ควรเลี่ยงมาเที่ยงวัน และน้ำในบึงบางมุมอาจดูขุ่นหรือมีเศษใบไม้ตามฤดูกาล
- ทางเดินรอบบึงบางช่วงใช้ร่วมกันทั้งคนเดิน–วิ่ง–ปั่น ต้องระวังหลบทาง และที่จอดรถริมบึงอาจเต็มในวันหยุดที่คนเยอะ
วัดบูรพาภิราม — หลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี) พระพุทธรูปยืนปางประทานพร
วัดบูรพาภิรามเป็นพระอารามหลวงกลางเมืองร้อยเอ็ด จุดที่ทำให้คนแวะกันไม่ขาดคือองค์ “หลวงพ่อใหญ่” หรือพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี พระพุทธรูปยืนปางประทานพรที่สูงถึงราว 67.85 เมตรเมื่อนับรวมฐาน จัดว่าเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตัวองค์พระบุด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองอร่าม มองเห็นได้จากหลายมุมของตัวเมืองเพราะสูงเด่นเหนืออาคารรอบข้าง ชาวร้อยเอ็ดถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด คนที่มามักตั้งใจมาไหว้ขอพรเรื่องหน้าที่การงานและความเป็นสิริมงคล ด้านล่างฐานองค์พระยังเดินเข้าไปด้านในได้ มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้และมีหุ่นขี้ผึ้งพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองร้อยเอ็ดจัดแสดงไว้ตามระเบียงให้ได้ชมด้วย
นอกจากองค์พระยืน ในบริเวณวัดยังมีพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนประดิษฐานอยู่ใกล้ ๆ ใต้ร่มไม้คล้ายถ้ำเล็ก ๆ มีจุดปล่อยนกปล่อยปลาสำหรับคนที่อยากทำบุญต่อชีวิตสัตว์ และมีร้านค้าขายดอกไม้ธูปเทียนกับเครื่องดื่มไว้บริการ ทำเลของวัดอยู่ใจกลางเมืองจริง ๆ ใกล้บึงพลาญชัยซึ่งเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองและหอโหวดจุดชมวิว จึงวางแผนเที่ยวต่อเนื่องในครึ่งวันได้สบาย เดินหรือขับรถระหว่างจุดใช้เวลาไม่กี่นาที การเข้าชมไม่เก็บค่าเข้า ทำบุญได้ตามศรัทธา บนแพลตฟอร์มรีวิวอย่าง Tripadvisor วัดบูรพาภิรามได้คะแนนเฉลี่ยราว 4.0 เต็ม 5 จากรีวิวราว 47 ราย และติดอันดับต้น ๆ ของสถานที่น่าเที่ยวในร้อยเอ็ด เสียงส่วนใหญ่ชมว่าองค์พระใหญ่และน่าประทับใจ พื้นที่กว้างสะอาด และจอดรถสะดวก
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือรีวิวบางส่วนบอกตรงกันว่าถ้าตัดองค์พระยืนออก ตัววัดเองอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนัก จุดหลักที่คนมาถ่ายรูปและกราบไหว้จึงเป็นองค์หลวงพ่อใหญ่เป็นหลัก ข้อสองคือช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรงและลานรอบองค์พระเป็นพื้นโล่ง การถ่ายรูปตอนสายหรือเที่ยงอาจเจอแสงจ้าและไอความร้อนทำให้ภาพไม่คมเท่าที่ควร หลายคนแนะนำให้มาช่วงเช้าจะได้แสงสวยและอากาศไม่ร้อนจัด ข้อสามคือที่นี่เป็นวัดที่คนในพื้นที่มากราบไหว้จริง จึงควรแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่ปิดเข่า ถอดรองเท้าเมื่อเข้าเขตที่กำหนด และสำรวมกิริยาระหว่างที่มีคนกำลังสวดหรือทำบุญ ข้อสี่คือมีรีวิวบางรายเล่าว่าเจอสุนัขในบริเวณวัดตอนเดินรอบองค์พระ หากพาเด็กเล็กไปควรดูแลใกล้ชิด และเตรียมหมวกกับน้ำดื่มไว้กันร้อนจะเที่ยวได้สบายกว่า
- องค์หลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี) เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานพรที่สูงที่สุดในไทย ราว 67.85 เมตร มองเห็นเด่นจากหลายมุมของเมือง
- อยู่ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด ใกล้บึงพลาญชัยและหอโหวด แวะเที่ยวต่อเนื่องได้ในครึ่งวัน เดินหรือขับรถถึงกันไม่กี่นาที
- เข้าชมฟรี พื้นที่กว้างสะอาด จอดรถสะดวก มีพระนอน จุดปล่อยนกปล่อยปลา และหุ่นขี้ผึ้งพระเกจิให้ชมเพิ่ม
- รีวิวจริงบน Tripadvisor ให้คะแนนเฉลี่ยราว 4.0 เต็ม 5 และติดอันดับต้น ๆ ของสถานที่น่าเที่ยวในร้อยเอ็ด
- รีวิวบางส่วนบอกว่าถ้าตัดองค์พระยืนออก ตัววัดเองอาจไม่ได้พิเศษมากนัก จุดหลักคือหลวงพ่อใหญ่เป็นหลัก
- ลานรอบองค์พระเป็นพื้นโล่ง กลางวันแดดแรงและมีไอความร้อน ถ่ายรูปตอนเที่ยงอาจได้ภาพไม่คมเท่าช่วงเช้า
- มีรีวิวเล่าว่าเจอสุนัขในบริเวณวัดตอนเดินรอบองค์พระ พาเด็กเล็กไปควรดูแลใกล้ชิด
หอโหวด 101 (Roi Et Tower) — หอชมเมือง + สกายวอล์กกระจกชั้น 34
หอโหวด 101 เป็นแลนด์มาร์กประจำเมืองร้อยเอ็ดที่มองเห็นได้แต่ไกล ตัวหออกแบบให้มีรูปทรงเหมือน "โหวด" เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน ตั้งอยู่ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ริมบึงพลาญชัยใจกลางเมือง ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด ความสูงราว 123 เมตร หรือเทียบเท่าตึกประมาณ 35 ชั้น จึงเป็นจุดที่ขึ้นไปมองเมืองร้อยเอ็ดได้รอบทิศ 360 องศา ตั้งแต่บึงพลาญชัยด้านล่าง ผังเมืองที่เป็นระเบียบ ไปจนถึงทุ่งนาและเส้นขอบฟ้ารอบนอก เสน่ห์ของที่นี่คือการได้เห็นเมืองเล็ก ๆ ในภาคอีสานจากมุมสูงที่หาได้ยากในจังหวัดขนาดนี้ และตัวหอเองก็สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผ่านรูปทรงโหวด
ไฮไลต์ที่คนพูดถึงมากคือสกายวอล์กพื้นกระจกบริเวณชั้น 34 ที่ให้ยืนมองทะลุลงไปเห็นพื้นด้านล่างแบบเสียวขาพอสมควร เหมาะกับคนชอบลองอะไรท้าทายและอยากได้รูปมุมแปลกไปโพสต์ ส่วนใครกลัวความสูงก็ยังเดินเลี่ยงไปชมวิวจากระเบียงกระจกรอบตัวหอได้ตามปกติ การขึ้นหอใช้ลิฟต์พาขึ้นไปยังชั้นชมวิว ค่าเข้าอยู่ที่ราว 50 บาทสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป นักเรียน-นักศึกษาและผู้สูงอายุ 60-70 ปี ราว 40 บาท ส่วนเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป และผู้พิการ เข้าชมฟรี เปิดให้ขึ้นราว 9.00-18.00 น. ช่วงเวลาที่คนนิยมมากที่สุดคือตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะได้เห็นแสงทองอาบเมืองและบึงพลาญชัย ก่อนไฟเมืองจะค่อย ๆ ติดสว่างขึ้นทีละดวง
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ตามที่หลายคนรีวิวคือช่วงเย็นวันหยุดคนค่อนข้างเยอะ ต้องต่อคิวรอลิฟต์และแย่งมุมถ่ายรูปกันบ้าง โดยเฉพาะจุดสกายวอล์กที่พื้นที่จำกัด ใครอยากได้บรรยากาศสบาย ๆ คนไม่แน่นควรมาช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันธรรมดา กระจกสกายวอล์กบางช่วงมีรอยเท้าและรอยมือจากคนก่อนหน้า ทำให้ถ่ายรูปแล้วไม่ใสเท่าที่คิด และวันที่ฟ้าปิดหรือมีหมอกควันวิวจะไม่โปร่งเท่าวันฟ้าใส ด้านล่างหอคือสวนบึงพลาญชัยที่เดินเล่นต่อได้ มีทั้งสวนสัตว์เล็ก เกาะกลางน้ำ และร้านอาหารริมบึง จึงวางแผนขึ้นหอชมวิวช่วงเย็นแล้วลงมาเดินเล่นหรือหาของกินริมบึงต่อได้ในทริปเดียว เหมาะกับคนที่แวะผ่านเมืองร้อยเอ็ดและอยากเก็บจุดเช็กอินหลักของจังหวัดให้ครบ
- ขึ้นชมวิวเมืองร้อยเอ็ดและบึงพลาญชัยได้รอบทิศ 360° จากความสูงราว 123 เมตร ซึ่งเป็นมุมสูงที่หาได้ยากในจังหวัดขนาดนี้
- มีสกายวอล์กพื้นกระจกชั้น 34 ให้ลองยืนมองทะลุลงพื้น เป็นจุดถ่ายรูปที่คนพูดถึงและได้ภาพมุมแปลก
- ค่าเข้าไม่แพง (~50 บาท) เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป และผู้พิการเข้าฟรี เหมาะพาครอบครัวหลายวัยมาด้วยกัน
- อยู่ใจกลางเมืองริมบึงพลาญชัย ลงจากหอเดินเล่นสวนและหาของกินริมบึงต่อได้ในทริปเดียว
- ช่วงเย็นวันหยุดคนเยอะ ต้องต่อคิวรอลิฟต์และแย่งมุมถ่ายรูป โดยเฉพาะจุดสกายวอล์กที่พื้นที่จำกัด
- กระจกสกายวอล์กบางช่วงมีรอยเท้า-รอยมือจากคนก่อนหน้า ถ่ายรูปออกมาไม่ใสอย่างที่คิด
- วันฟ้าปิดหรือมีหมอกควันวิวจะไม่โปร่งเท่าวันฟ้าใส คนกลัวความสูงอาจไม่กล้าเดินบนพื้นกระจก
พระมหาเจดีย์ชัยมงคล (วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม) อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด
พระมหาเจดีย์ชัยมงคลตั้งอยู่ในวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม บนภูเขาเขียวที่ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ดออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบกิโลเมตร เป็นมหาเจดีย์องค์ใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกลตั้งแต่ถนนทางขึ้น ตัวองค์เจดีย์เป็นสีขาวสะอาดตาตกแต่งลวดลายด้วยสีทองเหลืองอร่าม รูปทรงเป็นการผสมศิลปะระหว่างพระปฐมเจดีย์ทางภาคกลางกับพระธาตุพนมทางภาคอีสาน รายล้อมด้วยเจดีย์บริวารทั้งแปดทิศ ความกว้าง ความยาว และความสูงตั้งไว้ที่เลขหนึ่งร้อยเอ็ดเมตรตามชื่อจังหวัด ภายในแบ่งเป็นหลายชั้น มีทั้งส่วนประดิษฐานพระพุทธรูป ห้องแสดงพุทธประวัติ และชั้นบนที่เปิดให้ขึ้นไปชมวิวภูเขาโดยรอบได้
เสน่ห์ที่คนไปถึงแล้วพูดถึงตรงกันคือความยิ่งใหญ่ของงานสถาปัตยกรรมที่เห็นแล้วอึ้ง งานปูนปั้นตามราวบันได ซุ้มประตู และลวดลายรอบองค์เจดีย์ทำได้ประณีตมาก โดยเฉพาะรูปพญานาคและมกรที่ราวบันไดทางขึ้น สวนและลานรอบวัดดูแลสะอาดเป็นระเบียบ เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนก็จะเห็นวิวทิวเขาและที่ราบเบื้องล่างกว้างไกล บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับการไหว้พระและนั่งพักใจ บนแพลตฟอร์มรีวิวอย่าง Tripadvisor ที่นี่ได้คะแนนเฉลี่ยราว 4.6 เต็ม 5 จากรีวิวราวสี่สิบราย และถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งของสิ่งที่น่าทำในอำเภอหนองพอก คนที่ไปมาส่วนใหญ่ชมว่าคุ้มค่ากับการเดินทาง สวยกว่าที่คิด และยังไม่พลุกพล่านเท่าวัดดังในเมืองใหญ่ ที่สำคัญคือเข้าชมฟรี ไม่มีค่าบัตรผ่านประตู
สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา ข้อแรกคือทำเลอยู่ไกลจากตัวเมืองร้อยเอ็ดพอสมควรและไม่มีรถสาธารณะเข้าถึงสะดวก ส่วนใหญ่ต้องขับรถเอง เช่ารถ หรือจ้างคนขับพาไป จึงควรเผื่อเวลาเดินทางไป-กลับไว้ทั้งวัน ข้อสองคือถ้าอยากขึ้นไปชั้นบนสุดต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้น รีวิวหลายรายบอกว่ามีบันไดเกือบสามร้อยขั้น แม้จะมีจุดพักและขึ้นได้เรื่อย ๆ แต่คนที่เข่าไม่ดีหรือพาผู้สูงอายุไปควรเตรียมตัว มีรถบริการรับส่งจากลานจอดขึ้นไปด้านบนช่วยได้บางส่วน ข้อสามคือที่นี่เป็นวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่ปิดเข่า และถอดรองเท้าในเขตที่กำหนด ข้อสี่คือด้านบนภูเขาลมแรงและช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นกว่าข้างล่าง ควรพกเสื้อกันลมและหมวกกันแดดไปด้วย เตรียมน้ำดื่มและไปช่วงเช้าที่แดดยังไม่จัดจะเดินชมได้สบายที่สุด
- มหาเจดีย์สีขาว-ทองยิ่งใหญ่ งานปูนปั้นและลวดลายประณีต หลายคนบอกว่าเห็นแล้วอึ้งและสวยกว่าที่คิด
- ชั้นบนเปิดให้ขึ้นไปชมวิวทิวเขาและที่ราบกว้างไกล บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะไหว้พระและนั่งพักใจ
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าบัตร และยังไม่พลุกพล่านเท่าวัดดังในเมืองใหญ่ รีวิว Tripadvisor เฉลี่ยราว 4.6 เต็ม 5 อันดับ 1 ของหนองพอก
- สวนและลานรอบวัดสะอาดเป็นระเบียบ ถ่ายรูปได้หลายมุม เหมาะทั้งสายบุญและสายถ่ายรูป
- อยู่นอกเมืองร้อยเอ็ดไกลราว 70-80 กม. ไม่มีรถสาธารณะเข้าถึง ต้องขับรถเอง เช่ารถ หรือจ้างคนขับ
- ขึ้นชั้นบนสุดต้องเดินบันไดเกือบสามร้อยขั้น คนเข่าไม่ดีหรือพาผู้สูงอายุไปต้องเตรียมตัว
- เป็นวัดต้องแต่งกายสุภาพปิดไหล่ปิดเข่า และด้านบนภูเขาลมแรง หน้าหนาวอากาศเย็นควรพกเสื้อกันลม
กู่พระโกนา — ปราสาทขอมสามหลังในวัด อ.สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด
กู่พระโกนาเป็นปราสาทขอมเก่าแก่ในตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ดไปทางใต้ราว 55-60 กิโลเมตร จุดที่ทำให้ที่นี่ต่างจากปราสาทขอมทั่วไปคือ องค์ปราสาทอิฐสามหลังตั้งเรียงบนฐานศิลาแลงเดียวกัน แล้วภายหลังมีการสร้างวัดและวิหารเข้ามาซ้อนทับในบริเวณเดียวกัน จึงได้เห็นภาพปราสาทพันปีอยู่คู่กับอาคารของวัดในปัจจุบัน นักโบราณคดีประเมินจากรูปแบบสถาปัตยกรรมว่าน่าจะสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ตามคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อุทิศแด่เทพเจ้าในลัทธิตรีมูรติ ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นพุทธสถานในเวลาต่อมา กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี 2478
ไฮไลต์ที่คนสายประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดคือทับหลังศิลปะขอมสมัยบาปวน โดยเฉพาะภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมเหนือพญานาคกลางเกษียรสมุทร งานสลักหินยังเห็นลวดลายชัดเจนพอให้จินตนาการถึงฝีมือช่างสมัยนั้นได้ นอกจากตัวปราสาทสามหลังแล้วยังมีอาคารบรรณาลัยทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และสระน้ำโบราณนอกกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดินชมรอบพื้นที่ได้ไม่นาน เพราะบริเวณโบราณสถานมีเนื้อที่ราว 8 ไร่เศษ แต่ละมุมมีป้ายให้ข้อมูลพอสมควร ใครสนใจรายละเอียดเชิงลึกสามารถถามพระหรือคนในวัดที่คุ้นเคยกับประวัติได้
การเดินทางสะดวกด้วยรถส่วนตัวมากที่สุด ขับจากตัวเมืองร้อยเอ็ดใช้เส้นทางไปอำเภอสุวรรณภูมิราวชั่วโมงเศษ จอดรถในวัดแล้วเดินเข้าชมได้เลยโดยไม่เสียค่าเข้า เพราะเป็นโบราณสถานในเขตวัด ควรแต่งกายสุภาพเพราะยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านมากราบไหว้ ช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ แดดไม่แรงจะเดินถ่ายรูปสบายกว่าเที่ยงวัน สิ่งที่ควรเผื่อใจไว้แบบตรงไปตรงมาคือ ที่นี่เป็นโบราณสถานขนาดเล็ก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ร้านค้าและห้องน้ำมีจำกัด และการซ่อมแซมบางส่วนในอดีตทำให้องค์ปราสาทไม่สมบูรณ์เท่าของเดิม หากตั้งใจมาชมงานสลักโดยเฉพาะ แนะนำให้เผื่อเวลาแวะปราสาทขอมอื่นในเส้นทางอีสานใต้ไปด้วยจะคุ้มค่าการเดินทางมากขึ้น
- ปราสาทอิฐขอมสามหลังบนฐานเดียวกัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ขึ้นทะเบียนโบราณสถานตั้งแต่ปี 2478
- มีทับหลังศิลปะขอมสมัยบาปวน โดยเฉพาะภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ยังเห็นลวดลายชัด
- เข้าชมฟรี อยู่ในเขตวัด จอดรถแล้วเดินชมได้สบาย ๆ ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
- ภาพปราสาทพันปีซ้อนทับกับอาคารวัดปัจจุบัน ให้บรรยากาศแปลกตาต่างจากปราสาททั่วไป
- เป็นโบราณสถานขนาดเล็ก สิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า และห้องน้ำมีจำกัด
- การซ่อมแซมในอดีตทำให้องค์ปราสาทบางส่วนไม่สมบูรณ์เท่าของเดิม
- อยู่ไกลตัวเมืองร้อยเอ็ดราว 55-60 กม. เดินทางสะดวกที่สุดด้วยรถส่วนตัว
วัดประชาคมวนาราม (วัดป่ากุง) — มหาเจดีย์หินทราย ทรงคล้ายบุโรพุทโธ
วัดประชาคมวนาราม หรือที่คนแถบนี้เรียกติดปากว่าวัดป่ากุง อยู่ในอำเภอศรีสมเด็จ ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ดออกไปทางทิศตะวันตกราว 20–25 กิโลเมตร จุดที่คนตั้งใจแวะมาดูคือมหาเจดีย์หินทรายองค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางวัด ทรงเป็นชั้น ๆ ซ้อนขึ้นไปคล้ายบุโรพุทโธที่อินโดนีเซีย ผนังและซุ้มก่อด้วยหินทรายธรรมชาติเป็นสีน้ำตาลอมส้ม ทำให้ดูต่างจากเจดีย์ปิดทองหรือเจดีย์ปูนขาวที่เห็นทั่วไป เดินขึ้นไปชั้นบนได้และมองเห็นวิวทุ่งนารอบวัด เป็นวัดสายกรรมฐานที่เน้นความสงบ บรรยากาศจึงร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และเงียบกว่าวัดในเมือง เหมาะกับคนที่อยากมาไหว้พระแบบไม่พลุกพล่าน
การมาที่นี่สะดวกที่สุดคือขับรถส่วนตัวหรือเช่ารถจากตัวเมืองร้อยเอ็ด ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง เส้นทางเป็นถนนต่างอำเภอที่ขับง่าย ไม่มีค่าเข้าชม ใครอยากทำบุญก็หยอดตู้หรือถวายปัจจัยตามศรัทธา วัดเปิดให้เข้าชมช่วงกลางวันประมาณ 8 โมงเช้าถึงเย็น เวลาที่เดินสบายที่สุดคือช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ เพราะแดดกลางวันบนลานหินทรายค่อนข้างร้อนและสะท้อนแรง คนที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถเหมารถสองแถวหรือแท็กซี่จากในเมืองไป-กลับได้ แต่ควรตกลงราคาและนัดเวลารับให้ชัด เพราะแถบนั้นไม่มีรถสาธารณะวิ่งประจำ หลายคนจับคู่ทริปนี้กับที่เที่ยวอื่นในเส้นทางเดียวกันเพื่อให้คุ้มค่ารถ
สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา อย่างแรกคือเรื่องการแต่งกาย ที่นี่เป็นวัดป่าสายปฏิบัติ ควรแต่งตัวสุภาพ ปิดไหล่ปิดเข่า และสำรวมกิริยาเสียงพูด งดเปิดเพลงหรือถ่ายคลิปเสียงดังรบกวนผู้ที่มาปฏิบัติธรรม อย่างที่สองคือพื้นลานและบันไดหินทรายบางช่วงลื่นเมื่อเปียกฝน ควรใส่รองเท้าที่เดินถนัดและระวังตอนขึ้นลง อย่างที่สามคือแดดและความร้อน บนเจดีย์ไม่ค่อยมีร่มเงา ควรพกหมวก แว่นกันแดด และน้ำดื่มติดตัว รอบวัดมีร้านค้าและจุดพักไม่มากเท่าวัดในเมือง เตรียมของใช้ที่จำเป็นไปเองจะสบายกว่า ใครมากับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กควรเผื่อเวลาเดินและพักเป็นช่วง ๆ
- มหาเจดีย์หินทรายทรงคล้ายบุโรพุทโธหาดูได้ไม่บ่อยในไทย ขึ้นชั้นบนได้และมองเห็นวิวทุ่งนารอบวัด
- บรรยากาศวัดป่าเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เหมาะกับคนที่อยากไหว้พระแบบไม่พลุกพล่าน
- เข้าชมฟรี ทำบุญตามศรัทธา และอยู่ห่างตัวเมืองร้อยเอ็ดแค่ราวครึ่งชั่วโมง แวะได้ในทริปเดียว
- ได้คะแนนรีวิวดีและเป็น Travelers' Choice อันดับ 1 ที่เที่ยวในอำเภอศรีสมเด็จบน Tripadvisor
- ไม่มีรถสาธารณะวิ่งประจำ คนไม่มีรถส่วนตัวต้องเหมารถจากในเมืองและตกลงราคาเอง
- ลานและบันไดหินทรายบนเจดีย์ไม่ค่อยมีร่มเงา แดดกลางวันร้อนและสะท้อนแรง อีกทั้งลื่นเมื่อเปียกฝน
- เป็นวัดสายปฏิบัติที่เน้นความสำรวม ต้องแต่งกายสุภาพและงดเสียงดัง จึงไม่เหมาะกับสายเที่ยวคึกคัก
กู่กาสิงห์ (ปราสาทขอม อ.เกษตรวิสัย) — โบราณสถานหินทรายสามปรางค์กลางทุ่งกุลาร้องไห้
กู่กาสิงห์ หรือที่คนแถวนั้นเรียกกันว่าปราสาทกู่กาสิงห์ เป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมแบบขอมที่ตั้งอยู่ในเขตวัดบูรพากู่กาสิงห์ บ้านกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราวหกสิบกิโลเมตร ตัวปราสาทประกอบด้วยปรางค์สามองค์ตั้งเรียงกันอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน โดยปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุด สองข้างมีอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกกันว่าบรรณาลัยตั้งอยู่ด้านหน้า ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลงและคูน้ำรูปเกือกม้า เป็นผังที่พบได้ในปราสาทขอมหลายแห่งของอีสานใต้ จุดที่ทำให้ที่นี่เป็นที่พูดถึงคือเนื้อหินที่ยังคงรูปดี มีการบูรณะและจัดพื้นที่โดยรอบให้เดินชมได้สะดวก ต่างจากกู่หลายแห่งที่เหลือเพียงกองหิน
ในแง่ประวัติ กู่กาสิงห์ถูกกำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่สิบหกถึงสิบเจ็ด และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมขอมที่แผ่เข้ามาในลุ่มน้ำมูล-ชี บริเวณนี้ยังเป็นชุมชนเก่าที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยต่อเนื่อง กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและเข้ามาดูแล ทำให้มีป้ายให้ความรู้ประกอบการเดินชม คนที่สนใจประวัติศาสตร์ขอมมักจับที่นี่ไว้ในเส้นทางเดียวกับกู่พระโกนาที่อยู่ในอำเภอสุวรรณภูมิ และแวะต่อไปยังทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิชื่อดังของภาคอีสาน การเที่ยวแบบนี้ทำให้ได้ทั้งโบราณสถานและวิถีชนบทอีสานในทริปเดียว ตัวสถานที่เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และอยู่ในบริเวณวัดที่ยังมีการใช้งานอยู่จริง
สิ่งที่ควรเผื่อใจก่อนไปแบบตรงไปตรงมา คือที่นี่เป็นโบราณสถานขนาดกลางในชนบท ไม่ได้ใหญ่โตอลังการเท่าปราสาทหินระดับพนมรุ้งหรือพิมาย คนที่คาดหวังความยิ่งใหญ่อาจรู้สึกว่าเล็กกว่าที่คิด คะแนนรีวิวบน Tripadvisor เฉลี่ยอยู่ราว 3.2 เต็ม 5 จากผู้รีวิวเก้าราย สะท้อนว่าเป็นจุดแวะที่เหมาะกับคนชอบประวัติศาสตร์มากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป การเดินทางต้องมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ เพราะระยะทางจากตัวเมืองไกลและรถสาธารณะเข้าถึงยาก ช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรงและร่มเงาน้อย ควรไปช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ ๆ พกน้ำดื่มและหมวกไปด้วย บริเวณอาจไม่มีร้านค้าหรือห้องน้ำที่พร้อมเสมอไป ควรจัดการธุระให้เรียบร้อยก่อนออกจากตัวอำเภอ และควรแต่งกายสุภาพเพราะอยู่ในเขตวัด
- ปราสาทขอมสามปรางค์บนฐานศิลาแลงเดียวกัน สภาพค่อนข้างสมบูรณ์และมีการบูรณะดูแล ต่างจากกู่หลายแห่งที่เหลือแค่กองหิน
- เข้าชมฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม มีป้ายให้ความรู้ประกอบการเดินชม เหมาะกับสายประวัติศาสตร์และคนชอบสถาปัตยกรรมขอม
- อยู่ในเส้นทางเดียวกับกู่พระโกนาและทุ่งกุลาร้องไห้ วางแผนเที่ยวต่อเนื่องในทริปเดียวได้
- เป็นอันดับ 1 ของสิ่งที่น่าทำใน อ.เกษตรวิสัย บน Tripadvisor บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะถ่ายรูปแบบไม่ต้องแย่งมุมกับใคร
- เป็นโบราณสถานขนาดกลางในชนบท ไม่ได้อลังการเท่าพนมรุ้งหรือพิมาย คนคาดหวังความยิ่งใหญ่อาจรู้สึกว่าเล็กกว่าที่คิด (คะแนน Tripadvisor เฉลี่ยราว 3.2 เต็ม 5)
- อยู่ห่างตัวเมืองร้อยเอ็ดราว 60 กม. รถสาธารณะเข้าถึงยาก แทบต้องมีรถส่วนตัวหรือเช่ารถ
- ร่มเงาน้อยและแดดแรงช่วงกลางวัน สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างร้านค้า-ห้องน้ำอาจไม่พร้อมเสมอไป
บึงเกลือ (ทะเลอีสาน) อ.เสลภูมิ
บึงเกลือคือบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ในอำเภอเสลภูมิ ทางตะวันออกของจังหวัดร้อยเอ็ด คนแถวนั้นเรียกติดปากว่า “ทะเลอีสาน” เพราะผืนน้ำกว้างจนมองไม่เห็นฝั่งตรงข้าม บวกกับมีหาดทรายริมน้ำให้ลงเล่นได้เหมือนไปทะเลจริง ๆ จุดเด่นที่ทำให้คนแวะมาเรื่อย ๆ คือเข้าฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม จะพาครอบครัวมานั่งกินข้าวริมน้ำ ปูเสื่อใต้ร่มไม้ หรือให้เด็ก ๆ ลงเล่นน้ำตื้น ๆ ริมหาดก็ทำได้สบาย บรรยากาศเป็นแบบพักผ่อนชิล ๆ ไม่ต้องแต่งตัวเยอะ ขับรถมาถึงก็เดินลงหาดได้เลย เหมาะกับคนที่อยากหนีความวุ่นวายมาหาที่เงียบ ๆ ใกล้ธรรมชาติในวันหยุด
รอบบึงมีร้านอาหารและเพิงขายของริมน้ำหลายเจ้า เมนูที่คนสั่งกันบ่อยคืออาหารอีสานอย่างส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา และกุ้งเต้น กินไปมองน้ำไปเป็นบรรยากาศที่คนท้องถิ่นชอบมาใช้เวลาช่วงเย็น บางจุดมีห่วงยางและเสื่อให้เช่าราคาไม่แพง บางช่วงมีเรือถีบหรือกิจกรรมทางน้ำเล็ก ๆ ให้เล่นเพิ่ม ค่าใช้จ่ายหลักจึงอยู่ที่ค่าอาหารกับของเช่า ไม่ใช่ค่าเข้า ทำให้เป็นที่เที่ยวที่คุมงบง่ายสำหรับครอบครัว ช่วงที่หาดสวยและน้ำใสที่สุดคือหน้าแล้งราวเดือนธันวาคมถึงเมษายน เพราะระดับน้ำลดลง เผยผืนทรายกว้างให้เดินเล่นและตั้งวงกินข้าวได้เต็มที่ ส่วนหน้าฝนน้ำจะขึ้นสูงและหาดหดเล็กลง
ก่อนไปมีบางอย่างที่ควรรู้ไว้ตามตรง บึงเกลืออยู่ห่างตัวเมืองร้อยเอ็ดพอสมควร การเดินทางสะดวกที่สุดคือขับรถเองหรือเช่ารถ เพราะรถสาธารณะเข้าถึงยากและไม่ได้มีบ่อย สิ่งอำนวยความสะดวกเป็นแบบท้องถิ่น ห้องน้ำและจุดบริการอาจไม่ได้สะอาดหรือใหม่เท่าแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ควรเผื่อใจไว้ วันหยุดยาวและเทศกาลคนจะเยอะ ที่จอดรถและร้านริมน้ำแน่น ถ้าอยากได้มุมเงียบ ๆ ให้มาช่วงเช้าหรือวันธรรมดา การเล่นน้ำควรดูแลเด็กใกล้ชิดเพราะเป็นบึงเปิดที่ระดับความลึกไม่เท่ากัน บางจุดพื้นเป็นโคลนลื่น และควรเก็บขยะกลับหรือทิ้งให้เป็นที่เพื่อรักษาความสะอาดของหาดไว้ให้คนหลังได้ใช้ต่อ
- เข้าฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายอยู่ที่อาหารกับของเช่าเท่านั้น คุมงบง่ายสำหรับครอบครัว
- ผืนน้ำจืดกว้างมากจนได้ชื่อว่าทะเลอีสาน มีหาดทรายให้ลงเล่นน้ำเหมือนไปทะเลจริง
- มีร้านอาหารและเพิงริมน้ำหลายเจ้า สั่งส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา กินริมบึงได้บรรยากาศ
- หน้าแล้งหาดกว้างและน้ำใส เดินเล่น ปูเสื่อ ตั้งวงกินข้าว และรอชมพระอาทิตย์ตกได้สบาย
- อยู่ห่างตัวเมืองร้อยเอ็ด รถสาธารณะเข้าถึงยาก ต้องขับรถเองหรือเช่ารถเป็นหลัก
- สิ่งอำนวยความสะดวกและห้องน้ำเป็นแบบท้องถิ่น อาจไม่สะอาดหรือใหม่เท่าแหล่งท่องเที่ยวใหญ่
- วันหยุดยาวและเทศกาลคนแน่น ที่จอดรถและร้านริมน้ำเต็ม อยากได้มุมเงียบต้องมาวันธรรมดา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด + วัดกลางมิ่งเมือง (ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ · เที่ยวคู่สายประวัติศาสตร์-สายบุญ ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด)
ถ้าอยากเข้าใจว่าเมืองร้อยเอ็ดมีที่มายังไง การเริ่มที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด บนถนนเพลินจิตกลางเมืองถือเป็นจุดตั้งต้นที่ดี ตัวอาคารดูแลโดยกรมศิลปากร จัดแสดงสามชั้น ชั้นล่างเล่าเรื่องภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา และบุคคลสำคัญของจังหวัด ชั้นสองเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงวัฒนธรรมทวารวดี เขมร และอยุธยา ส่วนชั้นสามเน้นวิถีชีวิตอีสาน ประเพณีอย่างบุญผะเหวด เรือนพื้นถิ่น และงานทอผ้าไหมที่เป็นของขึ้นชื่อของแถบนี้ ค่าเข้าถูกมากเมื่อเทียบกับความรู้ที่ได้ คนไทยจ่ายหลักสิบบาท ต่างชาติแพงขึ้นเล็กน้อย ส่วนนักเรียนในเครื่องแบบ พระและสามเณรเข้าฟรี
เที่ยวพิพิธภัณฑ์เสร็จ เดินหรือนั่งรถต่ออีกไม่กี่นาทีก็ถึงวัดกลางมิ่งเมือง วัดคู่เมืองที่สันนิษฐานว่าสร้างมาก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ด เดิมชื่อวัดกลางเพราะตั้งอยู่กลางเมืองพอดี ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา จุดที่คนสายบุญและสายศิลปะมักแวะดูคือฮูบแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติรอบอุโบสถ และการได้กราบพระพุทธมิ่งเมือง พระพุทธรูปสำคัญประจำวัด บรรยากาศวัดร่มรื่นและอยู่ใกล้บึงพลาญชัย สวนสาธารณะกลางเมืองที่เดินเล่นต่อได้สบาย ทำให้รวมสองที่นี้เข้าเป็นทริปครึ่งวันสายประวัติศาสตร์คู่สายบุญได้ลงตัว โดยไม่ต้องเดินทางไกลออกนอกเมือง
ข้อควรรู้ก่อนไปแบบตรงไปตรงมา อย่างแรกคือพิพิธภัณฑ์เปิดวันพุธถึงวันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์-อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ช่วงเวลาเปิดคือประมาณเก้าโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น ควรเผื่อเวลาไปให้ทันก่อนบ่ายแก่ อย่างที่สองคือรีวิวหลายรายบอกว่าป้ายและคำอธิบายส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย เจ้าหน้าที่อาจไม่ได้พูดอังกฤษคล่อง คนต่างชาติที่อยากได้รายละเอียดลึกอาจต้องเตรียมแอปแปลภาษาไว้ อย่างที่สามคือบางโซนห้ามถ่ายรูปด้านใน ควรสังเกตป้ายและสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อน และบางจุดไฟค่อนข้างสลัว ถ้าอยากเห็นวัตถุจัดแสดงชัด ๆ ลองขอให้เจ้าหน้าที่เปิดไฟเพิ่มได้ ส่วนที่วัดกลางมิ่งเมืองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าอุโบสถ และสำรวมเมื่อมีคนกำลังไหว้พระหรือทำพิธี
- ค่าเข้าถูกมาก คนไทยจ่ายหลักสิบบาท ได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวิถีอีสานครบสามชั้นในที่เดียว
- จับคู่พิพิธภัณฑ์สายประวัติศาสตร์กับวัดกลางมิ่งเมืองวัดคู่เมืองสายบุญได้ในทริปครึ่งวัน ทั้งสองอยู่ใจกลางเมือง ไม่ต้องเดินทางไกล
- วัดกลางมิ่งเมืองมีฮูบแต้มจิตรกรรมฝาผนังเล่าพุทธประวัติและพระพุทธมิ่งเมืองให้กราบไหว้ อยู่ใกล้บึงพลาญชัยที่เดินเล่นต่อได้
- รีวิวจริงบน Tripadvisor ให้พิพิธภัณฑ์เฉลี่ยราว 4.1 เต็ม 5 หลายคนชมว่าเจ้าหน้าที่ใส่ใจอธิบายและของจัดแสดงหลากหลาย
- พิพิธภัณฑ์ปิดวันจันทร์-อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดถึงราวสี่โมงเย็น ต้องวางแผนวันและเวลาให้ดีก่อนไป
- ป้ายและคำอธิบายส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย เจ้าหน้าที่อาจไม่พูดอังกฤษคล่อง คนต่างชาติควรเตรียมแอปแปลภาษา
- บางโซนห้ามถ่ายรูปด้านในและไฟค่อนข้างสลัว อาจต้องขอเจ้าหน้าที่เปิดไฟเพิ่มเพื่อดูวัตถุจัดแสดงให้ชัด
เที่ยวร้อยเอ็ด พักที่ไหนดี?
เลือกโรงแรมในเมืองร้อยเอ็ดใกล้บึงพลาญชัย เทียบราคา 3 เว็บก่อนจอง
ค้นหาที่พักบน Agodaจองกิจกรรม & ตั๋วล่วงหน้า
ทริปร้อยเอ็ดเที่ยวในเมืองสะดวก จองรถหรือแพ็กเกจล่วงหน้าจะสะดวกเมื่อออกไปนอกเมือง
💡 รู้ก่อนเที่ยวร้อยเอ็ด
บึงพลาญชัยเป็นสวนสาธารณะบึงน้ำกลางเมือง มีเกาะกลาง วัด และลานออกกำลัง เดินเล่น-ปั่นจักรยานได้ เย็น ๆ อากาศดี
หอโหวด 101 (Roi Et Tower) เป็นหอชมเมืองรูปโหวด มีจุดชมวิวและสกายวอล์ก มีค่าขึ้น ควรเช็กเวลาเปิดและไปช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตก
พระมหาเจดีย์ชัยมงคลอยู่ อ.หนองพอก ห่างจากตัวเมืองพอสมควร ควรเผื่อเวลาเดินทางและแต่งกายสุภาพ
พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี (หลวงพ่อใหญ่) ที่วัดบูรพาภิรามเป็นพระพุทธรูปยืนสูง เป็นที่เคารพ ควรแต่งกายสุภาพเมื่อเข้าไหว้
จัดทริปร้อยเอ็ดยังไงให้คุ้ม
ถ้ามาวันเดียวเที่ยวในเมืองได้ครบ — เช้าไหว้พระพุทธรูปยืนวัดบูรพาภิราม เดินบึงพลาญชัย เย็นขึ้นหอโหวด 101 ชมวิว ถ้าค้างคืน เช้าวันที่สองไปพระมหาเจดีย์ชัยมงคลและกู่พระโกนา จะได้ครบทั้งสายวัด วัฒนธรรม และวิถีเมือง ร้อยเอ็ดรวมทริปกับมหาสารคาม-กาฬสินธุ์-ยโสธรได้
พร้อมเที่ยวร้อยเอ็ดแล้ว? เริ่มจากเลือกที่พักใกล้บึงพลาญชัยก่อนเลย
ดูที่พักร้อยเอ็ด →