🔄 ตรวจสอบล่าสุด 28 มิ.ย. 2026 · ข้อมูลร้าน/เวลาเปิดอาจเปลี่ยน เช็กกับเพจร้านก่อนไปอีกที
📍 แผนที่ร้านทั้งหมด
แตะหมุดเพื่อดูร้าน + ที่พักย่านนั้น
เสน่ห์ของบึงกาฬคือ "ของเด่นเป็นหินกับน้ำ" ที่หาดูยากในที่อื่น จุดเด่นกระจายอยู่หลายโซน โซนภูสิงห์ที่ ต.โคกก่อง อ.เมือง มีหินสามวาฬ หน้าผาหินทรายยักษ์สามก้อนเรียงคล้ายครอบครัววาฬพ่อแม่ลูก ยื่นออกไปเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกหน้าหนาวที่วิวเปิดโล่งสุดสายตา ขยับไปทางบึงโขงหลงในเขตภูลังกาเป็นแดนของถ้ำนาคาและถ้ำนาคี ก้อนหินผิวเป็นเกล็ดคล้ายลำตัวและหัวพญานาคขดตัว จุดศรัทธาสายมูที่ดังที่สุดของอีสานเหนือ ส่วนสายลุยป่าน้ำตกไปได้ทั้งภูวัวฝั่งเซกาที่มีน้ำตกเจ็ดสีและน้ำตกถ้ำพระ และที่ อ.ศรีวิไลยังมีภูทอกกับสะพานไม้เวียนรอบเขาหิน 7 ชั้นที่สร้างด้วยมือล้วน ใครชอบบรรยากาศริมโขงก็มีวัดอาฮงศิลาวาส สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 บึงโขงหลงทะเลสาบใหญ่ และถนนคนเดินริมโขงให้เดินเล่นยามเย็น เที่ยวต่อกันได้ทั้งสายมู สายธรรมชาติ และสายเดินเล่นชิล ๆ
ในลิสต์นี้มีหมุดที่มาบึงกาฬแล้วไม่ควรพลาด อย่างหินสามวาฬบนภูสิงห์ที่ขึ้นชื่อเรื่องวิวพาโนรามาและทะเลหมอก ต้องนั่งรถท้องถิ่นขึ้นเขาแล้วเดินต่ออีกหน่อยกว่าจะถึงสันหิน ถ้ำนาคาที่วัดถ้ำชัยมงคล ภูลังกา ที่กลายเป็นปรากฏการณ์สายมูระดับประเทศ คนตามมากราบขอพรพญานาคกันไม่ขาด ต้องเดินป่าขึ้นเขาพอสมควรกว่าจะถึงก้อนหินเกล็ดนาค และภูทอกที่วัดเจติยาคีรีวิหาร อ.ศรีวิไล สะพานไม้และบันไดเวียนรอบเขา 7 ชั้นที่สร้างด้วยมือไม่ใช้เครื่องจักร เดินเลียบหน้าผาไปจนถึงชั้น 6 ที่ชมวิวได้รอบ 360 องศา ส่วนสายน้ำตกมีน้ำตกเจ็ดสีในป่าภูวัวที่ละอองน้ำกระทบแดดเป็นสีรุ้ง และวัดอาฮงศิลาวาสริมโขงที่มี "สะดือแม่น้ำโขง" จุดน้ำวนลึกและเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคออกพรรษา เลื่อนอ่านรายละเอียดทีละจุดแล้วจัดเส้นทางของตัวเองได้เลย
หินสามวาฬ ภูสิงห์
ถ้าจะมีที่เดียวที่ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักบึงกาฬ ก็ต้องที่นี่ "หินสามวาฬ" บนภูสิงห์ เป็นหน้าผาหินทรายยักษ์สามก้อนที่ผุดขึ้นมาจากผืนป่า อายุราว 75 ล้านปี เรียงตัวลดหลั่นกันคล้ายครอบครัววาฬพ่อ-แม่-ลูกที่กำลังว่ายอยู่กลางทะเลหมอก ก้อนพ่อใหญ่สุดอยู่กลาง ขนาบด้วยแม่และลูกตัวเล็ก พอมองจากมุมสูงด้วยโดรนแล้วเหมือนวาฬจริง ๆ ที่นี่เหมาะกับคนที่อยากได้วิวเปิดโล่งแบบพาโนรามา มองเห็นแม่น้ำโขงและฝั่งลาวไกลสุดสายตา
ไฮไลต์ที่คนพูดถึงมากที่สุดคือการขึ้นไปยืนบนหลังวาฬตัวกลางตอนพระอาทิตย์ขึ้น รีวิวหลายคนบอกตรงกันว่านี่คือจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดของบึงกาฬ โดยเฉพาะหน้าหนาวที่มีทะเลหมอกสีขาวลอยคลอเต็มหุบ ระหว่างทางรถจะแวะจุดอื่นให้ด้วย ทั้งลานธรรมภูสิงห์ที่มีหินรูปสิงห์หมอบและหลวงพ่อพระสิงห์ กับจุดชมวิวถ้ำฤาษีที่อยู่ใกล้ลานจอดรถ เก็บได้หลายมุมในรอบเดียว
เรื่องค่าใช้สอยไม่แพง ค่าเข้าราว 20–30 บาท ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรี แต่ต้องเหมารถกระบะของชาวบ้าน/จิตอาสาขึ้นเขาคันละ 500 บาท นั่งได้ประมาณ 10 คน เพราะทางขึ้นแคบและชัน รถส่วนตัวขึ้นเองไม่ได้ คนรีวิวบอกว่าจ้างคุ้ม เพราะคนขับพาวนครบทุกจุดและช่วยถ่ายรูปให้สวยด้วย ทริปทั้งหมดใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง
ข้อควรรู้สำคัญคือบนหินไม่มีราวกั้น ขอบหน้าผาสูงชันมาก ตกลงไปคือเหวลึก เพราะฉะนั้นอย่าเดินเลยแนวที่เจ้าหน้าที่กำหนด โดยเฉพาะวันที่หินเปียกหรือลมแรง อีกเรื่องคือควรเช็กสภาพอากาศก่อน หน้าฝนทางจะลื่นและบางช่วงปิดบำรุง ส่วนถ้าอยากได้ภาพมุมสูงสวย ๆ ให้ถามหาบริการโดรนของเจ้าหน้าที่ได้เลย คนที่เคยไปย้ำว่าถ้าไม่ขอโดรนถือว่ามายังไม่ถึงหินสามวาฬจริง ๆ
ถ้ำนาคา (วัดถ้ำชัยมงคล ภูลังกา)
ถ้ำนาคา หรือ "วัดถ้ำชัยมงคล ภูลังกา" ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ คือจุดศรัทธาสายมูที่ดังที่สุดของอีสานเหนือ และเป็นที่เที่ยวระดับแลนด์มาร์กของจังหวัด ไฮไลต์คือก้อนหินขนาดยักษ์ที่ผิวแตกเป็นเกล็ดคล้ายลำตัวและหัวพญานาคขดตัวอยู่บนเขา เกิดจากปรากฏการณ์ซันแครก (Sun Crack) ที่หินกัดกร่อนตามอุณหภูมิจนเป็นลวดลายเหมือนเกล็ดงู คนที่เชื่อในตำนานปู่อือลือนาคราชมักมาขอพรเรื่องโชคลาภ ส่วนสายธรรมชาติก็มาเดินป่าชมหินแปลกตา ที่นี่เหมาะกับคนที่พร้อมออกแรงและอยากได้ทั้งบุญทั้งวิว
สิ่งที่ห้ามพลาดคือ "หัวพญานาค" ก้อนหินรูปหัวงูที่เป็นจุดถ่ายรูปคู่บารมีของถ้ำ ต่อด้วยลำตัวพญานาคที่ผิวเป็นเกล็ดยาวต่อเนื่อง และจุดกราบไหว้หลวงปู่วัง รีวิวส่วนใหญ่บอกตรงกันว่าของจริงอลังการกว่าในรูป แต่ก็เตือนเหมือนกันว่า "เหนื่อยจริง" เพราะเป็นทางเดินป่าขึ้นเขาระยะทางราว 1.4 กิโลเมตร ชันเป็นช่วง ๆ ใช้เวลาไป-กลับรวมประมาณ 4-5 ชั่วโมง ควรใส่รองเท้าผ้าใบดอกยางดี เตรียมน้ำ และเผื่อแรงไว้ให้พอ
เรื่องค่าใช้จ่ายถือว่าสบายกระเป๋า ค่าเข้าอุทยานคนไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท บวกค่าประกันอุบัติเหตุ 10 บาท ส่วนชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท เปิดให้เข้าทุกวันประมาณ 06.00-14.00 น. และต้องลงจากเขาก่อนค่ำ ช่วง 1-31 พฤษภาคมของทุกปีจะปิดฟื้นฟูธรรมชาติ ข้อควรรู้สำคัญคือจำกัดจำนวนคนต่อวัน แนะนำจองคิวล่วงหน้าผ่านแอป QueQ (มีโควตา walk-in บางส่วน แต่ช่วงไฮซีซันคนเยอะมาก) เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
ที่ทำให้ถ้ำนาคายอดนิยมจนคะแนนกูเกิลแตะ 4.8 คือการรวมความเชื่อเรื่องพญานาคกับความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาไว้ในที่เดียว ทำเลอยู่ในเขต ต.โพธิ์หมากแข้ง ติดรอยต่อบึงกาฬ-นครพนม นิยมมาคู่กับน้ำตกตาดวิมานและภูทอก แนะนำมาช่วงเช้าเพื่อเลี่ยงแดดและคนแน่น ใครเป็นโรคหัวใจหรือเดินเขาไม่ไหวควรประเมินร่างกายก่อน เพราะทางขึ้นไม่มีรถบริการ ต้องเดินด้วยตัวเองล้วน ๆ
ภูทอก (วัดเจติยาคีรีวิหาร)
ภูทอก หรือชื่อทางการคือ วัดเจติยาคีรีวิหาร อยู่ที่ ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล เป็นภูเขาหินทรายลูกโดดกลางที่ราบ ที่ใครมาบึงกาฬแล้วแทบทุกคนต้องแวะ ของเด็ดคือสะพานไม้และบันไดเวียนรอบเขาทั้งหมด 7 ชั้น สร้างด้วยมือล้วน ไม่ใช้เครื่องจักรเลยสักชิ้น ใช้เวลาก่อสร้างหลายปีจากแรงศรัทธาของพระและชาวบ้าน เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งบุญ ทั้งวิว และทั้งความท้าทายในที่เดียว ถ้าคุณชอบเดินขึ้นที่สูงและไม่กลัวความสูงมากนัก ที่นี่จะติดใจ
ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือช่วงสะพานไม้เลียบหน้าผาที่เรียกกันว่า "เดินวัดใจ" เพราะข้างหนึ่งคือผนังหิน อีกข้างคือเหวลึก ราวกั้นไม้บาง ๆ รีวิวจริงหลายคนบอกตรงกันว่าขาสั่น เสียว แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นวิวแล้วหายเหนื่อย จุดที่สวยที่สุดอยู่ชั้น 6 เป็นจุดชมวิว 360 องศา มองเห็นทุ่งนาเขียวและภูเขารอบทิศ ส่วนชั้น 5 เป็นชั้นกลางที่มีศาลาใหญ่และพระพุทธรูป ตั้งแต่ชั้น 5-7 ถือเป็นแดนสวรรค์ที่ต้องสำรวมกายวาจา เดินเงียบ ๆ ไหว้พระไปด้วย ชั้น 7 บนสุดต้นไม้บังวิวและมีป้ายเตือนเรื่องงู คนส่วนใหญ่จึงประทับใจชั้น 6 มากกว่า
เข้าฟรีไม่มีค่าตั๋ว มีลานจอดรถ เปิดทุกวันราว 06:30-17:00 น. (ปิดช่วงสัปดาห์สงกรานต์เพื่อความปลอดภัย) ใช้เวลาเดินขึ้น-ลงประมาณ 1-2 ชั่วโมง บนภูไม่มีร้านค้า ควรพกน้ำดื่มขึ้นไปเอง ใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าที่เกาะพื้นดี แต่งกายสุภาพเพราะเป็นวัดปฏิบัติธรรม
ที่นี่ดังจนดาราอย่างเบลล่าเคยมาเที่ยวและมีคลิปทะเลหมอกยามเช้าให้เห็นในโซเชียลบ่อย ๆ คะแนน Google สูงถึง 4.7 จากรีวิวหลักพันคน สะท้อนว่าคนไปจริงแล้วชอบจริง ข้อควรรู้คือบันไดบางช่วงชันและราวกั้นไม่แข็งแรงมาก อย่าโหนหรือพิงราวด้านนอก เดินช้า ๆ ระวังเท้า ใครกลัวความสูงมากเดินถึงชั้น 5-6 ก็พอแล้ว ได้วิวคุ้มไม่ต้องฝืนขึ้นถึงชั้น 7
น้ำตกเจ็ดสี (น้ำตกกะอาม) ภูวัว
น้ำตกเจ็ดสี หรือชื่อเดิม "น้ำตกกะอาม" เป็นน้ำตกหินทรายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ฝั่งบ้านดอนเสียด ต.บ้านต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ จุดเด่นคือสายน้ำห้วยกะอามที่ไหลแผ่ลงมาตามหน้าผาหินทรายลาดเอียงกว้างหลายสิบเมตร พอละอองน้ำกระทบแสงแดดยามสายถึงบ่ายก็แตกเป็นสีรุ้ง เลยได้ชื่อว่า "เจ็ดสี" เหมาะกับสายธรรมชาติที่ชอบน้ำตกแบบลานหินกว้าง ๆ มากกว่าน้ำตกชั้นสูงชัน และครอบครัวที่อยากพาเด็กมาเล่นน้ำแบบปลอดภัย
ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือการเดินเลาะลำห้วยไล่ชมน้ำตกทั้ง 3 ชั้น จากลานจอดรถเดินเข้าไปราว 800 เมตรถึงชั้นแรก แล้วเดินต่ออีกนิดถึงชั้น 2 และชั้น 3 ที่หลายคนบอกว่าสวยที่สุดและเป็นจุดที่เห็นสีรุ้งชัดเจน เสน่ห์ของที่นี่คือลานหินทรายสีน้ำตาลแดงแผ่กว้างให้นั่งเล่น มีแอ่งน้ำตื้นให้แช่ และบางจุดลื่นเป็นสไลเดอร์ธรรมชาติให้ไถลเล่นได้ รีวิวนักท่องเที่ยวต่างชาติบอกตรงกันว่าเป็น "hidden gem" ที่ยังมีน้ำให้เล่นแม้นอกหน้าฝน
เรื่องงบสบายมาก เพราะไม่มีค่าเข้า ตรงทางเข้าติดกับวัดป่าถ้ำบูชา (วัดภูวัวน้ำตกเจ็ดสี) มีลานจอดรถ ห้องน้ำ และร้านอาหารเล็ก ๆ รองรับ ช่วงที่สวยและน้ำเยอะคือปลายฝนต่อต้นหนาว ส่วนเวลาที่เห็นสายรุ้งชัดคือราว 10 โมงถึงบ่ายสองในวันฟ้าโปร่ง ทำเลอยู่ทางอำเภอเซกา-บุ่งคล้า ขับรถต่อจากกลุ่มภูทอก/ภูวัวได้ มักจัดทริปรวมกับน้ำตกถ้ำพระและถ้ำนาคาในเส้นเดียว
ข้อควรรู้: ที่นี่ "เปิดเป็นช่วง" ตามฤดู และหลายรีวิวเล่าว่า Google บางทีขึ้นว่าปิดทั้งที่จริงยังเข้าได้ ทางที่ดีควรมาช่วงเสาร์-อาทิตย์ในหน้าฝน หน้าแล้งน้ำจะน้อยจนไม่คุ้มเดินทาง เส้นทางเดินบางช่วงต้องลุยน้ำและมีหินลื่น ควรใส่รองเท้ายางกันลื่น และเก็บขยะกลับเองเพราะเป็นพื้นที่อนุรักษ์
บึงโขงหลง
บึงโขงหลงคือทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่กลางอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ พื้นที่กว้างราว 8,000 กว่าไร่ ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา และไม่ใช่บึงธรรมดา เพราะได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญชั้นนำ (แรมซาร์ไซต์ ลำดับที่ 1,098) เหมาะมากสำหรับคนชอบธรรมชาติเงียบ ๆ สายดูนก หรือใครที่ขับรถเที่ยวบึงกาฬแล้วอยากหาที่นั่งรับลมริมน้ำแบบไม่ต้องแย่งที่กับใคร จุดที่นักท่องเที่ยวมักแวะคือบริเวณสวนสาธารณะริมบึง ที่มีลานจอดรถ ทางเดินเล่น และหอชมนกเป็นพระเอก
ไฮไลต์ห้ามพลาดคือหอชมนกสูง 3 ชั้น แต่ละชั้นมีช่องกระจกให้มองออกไปเห็นผืนน้ำได้รอบทิศ 360 องศา ถ้ามาหน้าหนาว (ประมาณพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์) จะได้เห็นนกน้ำอพยพมาอยู่กันเป็นฝูง ทั้งนกเป็ดน้ำ นกยาง รวมแล้วเกือบ 30 ชนิด อีกอย่างที่หลายคนชอบคือบางช่วงมีทุ่งดอกทานตะวันให้เซลฟี่ และมีบริการนั่งเรือชมวิวรอบบึงสำหรับคนอยากออกไปใกล้ ๆ น้ำ
เรื่องเด่นจริง ๆ ของที่นี่คือบรรยากาศตอนเย็น รีวิวส่วนใหญ่พูดตรงกันว่าพระอาทิตย์ตกริมบึงสวยมาก ฟ้าเปลี่ยนสีสะท้อนผิวน้ำ ลมเย็นสบาย เป็นจุดชมซันเซ็ตที่คนในพื้นที่ชอบมานั่งพักผ่อน ข้อดีคือเข้าฟรี ไม่มีค่าเข้า เปิดให้เดินเล่นได้ตลอด มีที่จอดรถ และเลยออกไปไม่ไกลยังมีร้านอาหาร-ร้านกาแฟริมบึงให้นั่งต่อ บึงมีน้ำตลอดปีจึงมาเที่ยวได้ทุกฤดู
ข้อควรรู้สักนิด ที่นี่เป็นแหล่งธรรมชาติแบบเรียบง่าย ไม่ใช่สวนสนุกหรือห้าง สิ่งอำนวยความสะดวกมีพอประมาณ ถ้ามาดูนกควรพกกล้องหรือกล้องส่องทางไกลมาเอง และมาช่วงเช้าตรู่หรือเย็น ๆ จะเจอนกและแสงสวยกว่ากลางวันที่แดดแรง เตรียมหมวกกับน้ำดื่มมาด้วยเพราะพื้นที่โล่ง แต่ถ้าชอบความสงบและวิวน้ำกว้าง ๆ บึงโขงหลงคุ้มค่าที่จะแวะ
🛏️ ที่พักบึงกาฬ — นอนริมโขงกลางเมืองหรือใกล้จุดขึ้นเขา
เที่ยวบึงกาฬให้คุ้มลองค้างสักคืน จะได้เดินถนนคนเดินริมแม่น้ำโขงยามเย็น แล้วเช้ามืดค่อยออกไปขึ้นหินสามวาฬรับทะเลหมอกตอนคนยังน้อย หรือขับไปไหว้ถ้ำนาคาที่ภูลังกาแบบไม่ต้องเร่ง ที่พักยอดนิยมกระจุกอยู่ในตัวเมืองบึงกาฬริมแม่น้ำโขง เดินถึงถนนคนเดินและใกล้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 มีทั้งโรงแรมกลางเมืองและรีสอร์ตเล็ก ๆ ถ้าตั้งใจไปสายภูลังกา-บึงโขงหลงหรือสายน้ำตกภูวัว เลือกทำเลให้ใกล้จุดที่อยากเที่ยวเช้าแรกจะคุ้มที่สุด ลองเทียบราคาและรีวิวก่อนจองได้เลย
🔍 เช็คราคาที่พักบึงกาฬ (Agoda)วัดอาฮงศิลาวาส (สะดือแม่น้ำโขง)
ถ้ามาบึงกาฬแล้วอยากเริ่มทริปด้วยที่เที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจริง ๆ วัดอาฮงศิลาวาส ริมแม่น้ำโขงที่บ้านอาฮง ต.ไคสี คือหมุดที่หลายคนยกให้เป็นไฮไลต์ จุดขายคือบริเวณหน้าวัดที่เชื่อกันว่าเป็น "สะดือแม่น้ำโขง" จุดที่แม่น้ำโขงลึกที่สุด (เล่ากันว่าลึกราว 200 เมตร วัดไม่ถึงก้น) ช่วงน้ำหลากกระแสน้ำจะไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ ชาวบ้านเล่าว่าถ้ามีซากไม้ลอยมาถึงตรงนี้จะหมุนวนอยู่ราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะไหลต่อ เหมาะกับสายไหว้พระ สายชมวิวธรรมชาติ และครอบครัวที่อยากพาเด็ก ๆ มาเดินเล่นริมโขงแบบสบาย ๆ
นอกจากสะดือแม่น้ำโขง ในวัดยังมีของให้เดินชมอีกหลายจุด ทั้งวิหารริมโขงที่ประดิษฐานพระพุทธคุวานันท์ศาสดา องค์ใหญ่หน้าตักกว้างราว 4 เมตร พญานาคราชศรีสุทโธ บันไดพญานาคทอดยาว และอุทยานหินที่มีก้อนหินรูปทรงแปลกตากับถ้ำพระอุปคต รีวิวส่วนใหญ่พูดตรงกันว่าวัดกว้าง สะอาด ร่มรื่น เงียบสงบมาก ลมจากแม่น้ำเย็นสบาย มองข้ามไปฝั่งตรงข้ามเป็นภูเขาของลาวเรียงเป็นฉากสวย หลายคนบอกว่า "นั่งดูแม่น้ำโขงตรงนี้ได้ทั้งวันไม่เบื่อ"
เรื่องงบสบายมาก เพราะเข้าชมฟรี มีแค่ตู้ทำบุญตามศรัทธา เปิดให้เข้าราว 06:00–18:00 น. ทุกวัน ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬราว 20 กิโลเมตร ขับรถประมาณ 20–30 นาทีตามทางหลวงสายหนองคาย–บึงกาฬ เลี้ยวเข้าวัดได้ง่าย มีที่จอดรถกว้าง ความนิยมของที่นี่มาจากการเป็นทั้งวัด จุดชมวิวโขง และสถานที่ผูกกับตำนานพญานาค โดยเฉพาะช่วงออกพรรษาที่เป็นหนึ่งในจุดรอชมบั้งไฟพญานาคของบึงกาฬ คนจึงแน่นเป็นพิเศษช่วงนั้น
ข้อควรรู้ก่อนไป ช่วงที่เห็น "น้ำวน" ชัดที่สุดคือหน้าน้ำหลาก (ราวสิงหาคม–ตุลาคม) ส่วนหน้าแล้ง (มีนาคม–พฤษภาคม) น้ำลดจะเห็นโขดหินโผล่กลางน้ำสวยอีกแบบ มาเช้า ๆ หรือเย็น ๆ จะได้แสงและอากาศดีที่สุด เป็นวัด ควรแต่งกายสุภาพและรักษาความสงบ และระวังเด็กเล็กบริเวณริมตลิ่งเพราะน้ำตรงนี้ลึกและไหลแรงจริง
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)
ถ้ามาบึงกาฬช่วงนี้แล้วอยากเก็บแลนด์มาร์กใหม่ที่คนทั้งจังหวัดกำลังพูดถึง สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) คือหมุดที่ห้ามพลาด เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงเส้นที่ใหม่ที่สุด เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 ธันวาคม 2568 ตัวสะพานยาว 1.35 กิโลเมตร เชื่อมฝั่งบ้านดอนยม ต.ไคสี อ.เมืองบึงกาฬ ข้ามไปเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซของลาว จุดที่ทำให้คนแวะถ่ายรูปกันเยอะคือเสาสะพานที่ออกแบบเป็นทรง "แคน" เครื่องดนตรีพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง ดูโมเดิร์นแต่ยังมีกลิ่นอีสานชัดเจน เหมาะกับสายชอบสถาปัตยกรรมและคนที่อยากได้ภาพริมโขงมุมใหม่ ๆ
ไฮไลต์จริง ๆ อยู่ที่วิวเปิดกว้าง ยืนฝั่งไทยก็เห็นลำน้ำโขงสีน้ำตาลทอดยาว เห็นทั้งสองฝั่งและเงาภูเขาฝั่งลาวลิบ ๆ เสียงจากคนที่ไปมาบอกตรงกันว่าบรรยากาศเงียบสงบ โล่งตา ยิ่งมาช่วงเย็นแดดร่มแสงจะนุ่มสวย เก็บภาพรถวิ่งข้ามสะพานตัดกับท้องฟ้าและทิวป่าได้สวยมาก ใครได้มุมสูงหรือมุมโดรนจะยิ่งเห็นความอลังการของโครงสะพานเต็ม ๆ
เรื่องงบไม่ต้องห่วง การมาเดินชมและถ่ายรูปบริเวณลานฝั่งไทยไม่มีค่าเข้า ส่วนถ้าจะข้ามไปลาวต้องผ่านด่านพรมแดนตามเวลาราชการและใช้เอกสารผ่านแดนตามปกติ ทำเลอยู่เลี่ยงเมืองบึงกาฬ ขับรถจากตัวเมืองไม่ไกล ถนนตัดใหม่กว้างขับสบาย จอดรถง่าย
ข้อควรรู้คือสะพานนี้เพิ่งเปิด พื้นที่โดยรอบยังจัดเป็นจุดท่องเที่ยวเต็มรูปแบบไม่ครบ สิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างยังทยอยทำ แนะนำเตรียมน้ำ หมวก ร่มกันแดดไปเอง และเช็กเวลาด่านก่อนถ้าตั้งใจจะข้ามแดน มาช่วงเช้าหรือเย็นจะสบายตัวกว่ากลางวันที่แดดแรง ที่คนแห่มากันเยอะเพราะเป็นของใหม่ เป็นประตูเชื่อมไทย-ลาวจุดล่าสุด และเป็นแลนด์มาร์กที่ถ่ายรูปออกมาแล้วบอกได้ทันทีว่ามาถึงบึงกาฬ
ถนนคนเดินบึงกาฬ (ตลาดต้องชม ถนนข้าวเม่าริมโขง)
ถ้ามาบึงกาฬแล้วบังเอิญตรงกับวันศุกร์หรือเสาร์ ห้ามพลาด "ถนนคนเดินบึงกาฬ" หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "ตลาดต้องชม ถนนข้าวเม่าริมโขง" เด็ดขาด ที่นี่คือถนนคนเดินเลียบแม่น้ำโขงหน้าเทศบาลเมืองบึงกาฬ เทศบาลจัดมาตั้งแต่ปี 2556 จนกลายเป็นถนนสายวัฒนธรรมประจำเมือง เหมาะมากสำหรับคนที่อยากหามื้อเย็นกินเพลิน ๆ พร้อมเดินเล่นรับลมโขงตอนพระอาทิตย์ตก ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือพาครอบครัวมาก็สนุกได้หมด
ของกินที่นี่เป็นอาหารอีสานบ้าน ๆ แบบจัดเต็ม รีวิวหลายคนพูดตรงกันว่ามีกุ้ง หอย ปู ปลาเสียบไม้ รถด่วน (ไส้กรอกอีสาน) ปาท่องโก๋ยัดไส้ ของหวานพื้นเมือง ไปจนถึงผลไม้ตามฤดูและของฝากอย่างผ้าซิ่น ผ้าพื้นเมือง และสินค้า OTOP ของจังหวัด เดินไปกินไปได้เรื่อย ๆ ตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนน ที่ห้ามพลาดคือมุมถ่ายรูปริมโขงตอนฟ้าเปลี่ยนสี กับวงดนตรีเปิดหมวก/การแสดงพื้นเมืองที่มักมีให้ดูเป็นช่วง ๆ ตลอดเส้น
เรื่องงบสบายกระเป๋ามาก เข้าฟรี ไม่มีค่าเข้า ของกินเริ่มต้นไม้ละไม่กี่บาท เดินกินจนอิ่มก็ยังไม่หนักกระเป๋า ทำเลอยู่บนถนนข้าวเม่า เลียบริมแม่น้ำโขงหน้าเทศบาล อ.เมืองบึงกาฬ หาง่าย เดินจากตัวเมืองได้สบาย เปิดเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ราว 16:00 น. เป็นต้นไป แต่จะเริ่มคึกคักจริง ๆ ประมาณ 6 โมงเย็นไปจนถึงราวสามทุ่ม
ข้อควรรู้นิดหน่อย คือที่นี่เปิดแค่ศุกร์-เสาร์เท่านั้น ถ้ามาวันธรรมดาจะเงียบ ควรเช็กวันให้ดีก่อน ช่วงเย็นฟ้าสวยและลมโขงเย็นสบาย แต่ถ้าหน้าฝนอาจมีปิดบ้างตามอากาศ มาเร็วหน่อยจะได้ที่เดินสบาย ไม่แออัด และยังทันเก็บภาพพระอาทิตย์ตกริมโขงสวย ๆ ก่อนตลาดจะแน่นช่วงค่ำ
น้ำตกถ้ำพระ (ภูวัว)
น้ำตกถ้ำพระ คือน้ำตกหินทราย 3 ชั้นที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว บ้านถ้ำพระ ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา เป็นหนึ่งในที่เที่ยวที่คนพูดถึงมากที่สุดของบึงกาฬในช่วงหน้าฝน เหมาะกับคนชอบธรรมชาติแบบลุย ๆ ครอบครัวที่อยากพาเด็กมาเล่นน้ำ และกลุ่มเพื่อนสายผจญภัยเบา ๆ จุดที่ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนน้ำตกทั่วไปคือลานหินทรายโล่งกว้างเป็นร้อยเมตร น้ำไหลแผ่บาง ๆ ไปบนหินที่ทับถมกันเป็นชั้นจนเกิดลวดลายสวยแปลกตา หลายรีวิวบอกตรงกันว่ามาแล้วเหมือนเจอสวนน้ำธรรมชาติกลางป่าจริง ๆ
ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ "สไลเดอร์ธรรมชาติ" ร่องหินที่น้ำไหลผ่านจนลื่น นั่งสไลด์ตัวลงมาได้สนุกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เป็นภาพที่คนมักถ่ายคลิปกลับไปเยอะที่สุด นอกจากนั้นยังมีลานหินกว้างให้นั่งเล่นแช่น้ำ และมุมถ่ายรูปกับสายน้ำที่แผ่เต็มหน้าผา รีวิวเตือนไว้ว่าปริมาณน้ำขึ้นกับฤดู ถ้าอยากเห็นน้ำเต็ม ๆ และเล่นสไลเดอร์ได้สนุกควรมาช่วงหน้าฝนกลางถึงปลายฝน เพราะหน้าแล้งน้ำจะน้อยและบางจุดปิด
การเข้าถึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ต้องขับรถมาที่ท่าเรือก่อน แล้วนั่งเรือข้ามประมาณ 10 นาที จากนั้นเดินเท้าต่อเข้าไปอีกหน่อยถึงตัวน้ำตก มีท่าเรือ 1 และท่าเรือ 2 ให้เลือก ค่าใช้จ่ายไม่แพง ค่าเรือผู้ใหญ่ราว 50 บาท เด็ก 30 บาท บวกค่าเข้าเขตคนไทยผู้ใหญ่ราว 30 บาท เด็ก 20 บาท (ต่างชาติแพงขึ้นตามอัตราของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) งบต่อคนหลักร้อยต้น ๆ ก็เที่ยวได้สบาย
เปิดให้เข้าราว 08.30–16.30 น. และเป็นน้ำตกตามฤดูกาล มักเปิดฤดูท่องเที่ยวช่วงกลางมิถุนายนเป็นต้นไปเมื่อน้ำเริ่มเยอะ ข้อควรรู้คือควรเช็กกับเพจหรือสอบถามก่อนเดินทาง เพราะวันที่เปิด-ปิดขึ้นกับปริมาณน้ำแต่ละปี ใส่รองเท้าที่กันลื่นได้ ระวังหินลื่นตอนเล่นสไลเดอร์ และเตรียมของกันเปียกเพราะยังไงก็ได้เล่นน้ำแน่นอน ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬราว 60 กิโลเมตร เที่ยวต่อกับหินสามวาฬหรือน้ำตกอื่นในภูวัวได้ในทริปเดียว
ถ้ำนาคี (อุทยานแห่งชาติภูลังกา)
ถ้ำนาคี คือไฮไลต์สายมูคู่กับถ้ำนาคา อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา (โซนภูลังกาเหนือ ฝั่ง ต.ไผ่ล้อม อ.บ้านแพง ที่เชื่อมต่อกับ อ.บึงโขงหลง บึงกาฬ) จุดขายคือกลุ่มหินทรายขนาดใหญ่ที่ผิวแตกเป็นริ้ว ๆ คล้ายเกล็ดพญานาคขดตัว มีก้อนหินรูปคล้ายหัวพญานาคให้ถ่ายรูปอีกจุด นักธรณีอธิบายว่าลายเกล็ดเกิดจากปรากฏการณ์ "ซันแครก" (sun crack) ที่ผิวหินแตกเพราะอุณหภูมิเปลี่ยนไปมา แต่สำหรับคนสายความเชื่อมันคือร่องรอยพญานาค เหมาะกับคนที่ชอบเดินป่าระยะสั้น สายมูที่อยากมาขอพร และคนที่อยากได้ถ้ำนาคาในเวอร์ชันเดินสบายกว่า
เสน่ห์ที่หลายรีวิวพูดตรงกันคือ "เดินง่ายกว่าถ้ำนาคาเยอะ" เส้นทางไป-กลับราว 3 กิโลเมตร ช่วงแรกเป็นเส้นศึกษาธรรมชาติเดินเรื่อย ๆ ผ่านน้ำตกหลายชั้น แล้วค่อยปีนป่ายช่วงท้ายราว 300 เมตรที่มีเชือกช่วย ใช้เวลารวมประมาณ 2-4 ชั่วโมงแล้วแต่ฟิตแค่ไหน ในถ้ำมีพระพุทธรูปปางนาคปรกเนื้อหยกสีเขียวให้กราบไหว้ บวกวิวป่าเขาและสันภูที่มองเห็นแม่น้ำโขงไกล ๆ หลายคนบอกว่าคุ้มกับแรงที่เสียไป
เรื่องค่าใช้จ่ายสบายกระเป๋ามาก ค่าเข้าอุทยานคนละ 20 บาท ค่ารถยนต์ 30 บาท มอเตอร์ไซค์ 20 บาท และต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง (กลุ่มละไม่เกิน 5 คนต่อไกด์ 1 คน) ค่าไกด์ตามสินน้ำใจ ข้อสำคัญคือถ้ำนาคีเปิดเป็นช่วงฤดู ปี 2568 เปิด 1 กรกฎาคม-31 ตุลาคม เวลา 07.00-15.00 น. (ปิดบำรุงช่วงมิถุนายน) ก่อนไปควรโทรเช็กกับอุทยานก่อนเสมอ
ที่มันมาแรงเพราะกระแสพญานาคลุ่มน้ำโขงและถ้ำนาคาที่ดังก่อนหน้า พอคนเริ่มมาบึงกาฬ-นครพนม ถ้ำนาคีเลยกลายเป็นจุดต่อยอดที่ดารา-คนดังนิยมมาไหว้ขอพร ข้อควรรู้คือควรมาช่วงเช้าเลี่ยงคิวและแดด ใส่รองเท้าผ้าใบกันลื่น เตรียมน้ำดื่ม และเผื่อใจว่าช่วงท้ายต้องใช้แรงปีนนิดหน่อย แต่ถ้าเทียบกับถ้ำนาคาแล้วถือว่าเป็นมิตรกับขามากกว่าเยอะ
🎟️ ตั๋วและทัวร์เที่ยวบึงกาฬ — เที่ยวหลายจุดมีไกด์ จองไม่ต้องต่อคิว
บึงกาฬมีของเที่ยวกระจายหลายอำเภอและบางจุดต้องนั่งรถขึ้นเขาหรือเดินป่า อย่างหินสามวาฬ ถ้ำนาคา และน้ำตกในป่าภูวัว ถ้าไม่อยากขับเองหรือกลัวหลงทาง การจองทัวร์แบบมีไกด์พาเที่ยวหลายจุดในทริปเดียวช่วยให้เที่ยวง่ายขึ้นเยอะ ทั้งจัดรถขึ้นเขา พาเดินเส้นทางถ้ำนาคา และวนเก็บจุดริมโขงให้ครบในวันเดียว จองตั๋วและทัวร์ล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide จะได้ไม่ต้องไปลุ้นคิวหน้างาน เทียบราคาและรีวิวก่อนจองได้เลย
💡 รู้ก่อนไปเที่ยวที่บึงกาฬ
บึงกาฬไม่มีสนามบินและไม่มี Grab ของเที่ยวกระจายหลายอำเภอ รถสาธารณะในจังหวัดมีจำกัด คนส่วนใหญ่บินลงอุดรธานีหรือนครพนมแล้วเช่ารถขับต่อ จะคล่องตัวที่สุดในการวนเก็บหินสามวาฬ ถ้ำนาคา ภูทอก และน้ำตกภูวัว
ทางขึ้นภูสิงห์ชันและขรุขระ รถส่วนตัวขึ้นไม่ได้ ต้องจอดที่จุดบริการแล้วเหมารถท้องถิ่นขึ้นเขาราว 500 บาทต่อคัน บวกค่าเข้าราว 20–30 บาท ไปแต่เช้ามืดจะได้ทันพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกหน้าหนาว
ค่าเข้าจุดเที่ยว ค่ารถขึ้นเขา ค่าเรือข้ามไปน้ำตกถ้ำพระ ของกินถนนคนเดินริมโขง และตู้บริจาคในวัดส่วนใหญ่รับเงินสด พกแบงก์ย่อยไว้ ตู้เอทีเอ็มหาง่ายในตัวเมืองแต่ตามจุดเที่ยวนอกเมืองและบนเขามีน้อยมาก
ถ้ำนาคาและถ้ำนาคีต้องเดินป่าขึ้นเขาพอสมควร ภูทอกเป็นสะพานไม้เวียนหน้าผา 7 ชั้น และน้ำตกในภูวัวต้องเดินต่อจากลานจอด ควรใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดี พกน้ำ และไปช่วงเช้าที่อากาศยังเย็น คนกลัวความสูงอาจต้องทำใจตอนเดินเลียบหน้าผา
ถ้ำนาคา (วัดถ้ำชัยมงคล) และถ้ำนาคีเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องลงทะเบียนก่อนขึ้น ปิดไหล่ปิดเข่า สำรวมเสียง และห้ามปีนหรือเหยียบก้อนหินพญานาค ช่วงไฮซีซันคนเยอะควรไปเช้าหรือเช็กรอบเข้าก่อน
บึงกาฬเป็นจังหวัดเล็ก นอกจุดท่องเที่ยวหลักป้ายและเมนูภาษาอังกฤษมีน้อย พกแอปแปลภาษาไว้ช่วย หรือชี้รูปสั่งอาหารที่ตลาดและถนนคนเดินก็สื่อสารได้ คนที่นี่ส่วนใหญ่ใจดีและอดทนกับนักท่องเที่ยว
วางแผนทริปบึงกาฬให้คุ้มที่สุด
บึงกาฬเที่ยวสนุกแต่ของเด่นกระจายหลายอำเภอ ควรจัดเส้นทางตามโซนจะประหยัดเวลาที่สุด โซนเมืองริมโขงเก็บง่ายสุด วัดอาฮงศิลาวาส (สะดือแม่น้ำโขง) ที่ ต.ไคสี กับสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 อยู่แถวเดียวกัน แล้วค่อยเข้ามาเดินถนนคนเดินริมโขงหน้าเทศบาลช่วงเย็นวันศุกร์-เสาร์ กินอาหารอีสานรับลมแม่น้ำโขง ส่วนหินสามวาฬบนภูสิงห์ที่ ต.โคกก่อง ควรไปแต่เช้ามืดเพื่อทันพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกหน้าหนาว จุดนี้ต้องนั่งรถท้องถิ่นขึ้นเขาคันละ 500 บาท แล้วเดินต่อ
ถ้ามีเวลาหลายวันค่อยขับออกไกล โซนบึงโขงหลง-ภูลังกาเก็บถ้ำนาคา (วัดถ้ำชัยมงคล) ที่ต้องเดินป่าขึ้นเขาพอสมควร ถ้ำนาคีในอุทยานแห่งชาติภูลังกา และแวะบึงโขงหลงทะเลสาบใหญ่ที่มีหอชมนก โซนเซกา-ภูวัวเป็นสายน้ำตก น้ำตกเจ็ดสีและน้ำตกถ้ำพระที่ต้องนั่งเรือข้ามแล้วเดินต่อ สวยสุดช่วงปลายฝน ส่วนภูทอกที่วัดเจติยาคีรีวิหาร อ.ศรีวิไล เป็นจุดเดินสะพานไม้เวียนเขา 7 ชั้นที่ควรเผื่อแรงและเวลา จัดของที่อยู่ทิศเดียวกันไว้วันเดียวกันจะเที่ยวได้คุ้มที่สุด
เที่ยวบึงกาฬวันเดียวก็สนุก แต่ถ้าค้างสักคืนกลางเมืองริมโขงจะได้เดินถนนคนเดินริมแม่น้ำโขงยามเย็น แล้วเช้ามืดค่อยขับขึ้นหินสามวาฬรับทะเลหมอกตอนคนยังน้อย หรือออกไปไหว้ถ้ำนาคาที่ภูลังกาแบบไม่ต้องเร่งรีบ ลองเทียบราคาและรีวิวที่พักในบึงกาฬก่อนจองได้เลย
🔍 เช็คราคาที่พักบึงกาฬ (Agoda)

