🔄 ตรวจสอบล่าสุด 3 ก.ค. 2026 · ข้อมูลร้าน/เวลาเปิดอาจเปลี่ยน เช็กกับเพจร้านก่อนไปอีกที
📍 แผนที่ร้านทั้งหมด
แตะหมุดเพื่อดูร้าน + ที่พักย่านนั้น
ถ้าอยากเห็นกรุงเทพฯ อีกด้านที่ไม่ใช่แค่ห้างกับตึกออฟฟิศ ย่านเพลินจิต-วิทยุ คือคำตอบ เพราะเดินจาก BTS เพลินจิตไปนิดเดียวก็ทะลุเข้าสวนนายเลิศ พื้นที่สีเขียวใหญ่ใจกลางเมืองที่ซ่อนบ้านปาร์คนายเลิศ เรือนไม้สักอายุกว่า 100 ปีเอาไว้ ถัดออกมาเป็นถนนวิทยุกับซอยร่วมฤดี ย่านสถานทูตที่หนาแน่นที่สุดในไทย ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง เดินเล่นเจอทั้งโบสถ์คริสต์ทรงไทย ตึกกรีนดีไซน์รูปพนมมือ และร้านอาหารอินเดีย-ตะวันตกในซอยเงียบ ๆ ที่หลายคนไม่รู้ว่ามีอยู่กลางเมือง
ไฮไลต์ของย่านนี้คือสวนนายเลิศที่รวมทั้งพิพิธภัณฑ์บ้านสามชั่วอายุคน คาเฟ่ในสวนอย่าง Samantao กับ École Ducasse Bangkok Café คาเฟ่ฝรั่งเศสของเชฟ Alain Ducasse และงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศประจำปีปลายธันวาคมที่คนแน่นทุกครั้ง ส่วนใครสายมูก็มีศาลเจ้าแม่ทับทิม ศาลปลัดขิกชื่อดังที่มีรูปสลักเป็นร้อยชิ้นให้ไปขอพรกัน แต่ละที่อยู่ใกล้กันเดินถึงได้เกือบหมด เที่ยววันเดียวได้ทั้งประวัติศาสตร์ สวนเขียว คาเฟ่ดี และมุมถ่ายรูปสวย ๆ
บ้านปาร์คนายเลิศ (Nai Lert Park Heritage Home)
ถ้ากำลังหาที่เที่ยวใจกลางกรุงที่ให้ความรู้สึกเหมือนถอยเวลากลับไปร้อยปี บ้านปาร์คนายเลิศคือคำตอบที่หลายคนไม่คิดว่าจะซ่อนอยู่ตรงนี้ ห่างจาก BTS เพลินจิตแค่ไม่กี่นาที กลับกลายเป็นเรือนไม้สักหลังใหญ่กลางสวนร่มรื่นราว 14 ไร่ ที่นี่เคยเป็นบ้านพักของพระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร) หรือ "นายเลิศ" สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458 และครอบครัวนายเลิศอยู่อาศัยสืบต่อกันมาสามชั่วอายุคน ก่อนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านให้คนทั่วไปเข้าชม เหมาะมากสำหรับคนชอบประวัติศาสตร์ สายถ่ายรูป และใครที่อยากหนีความวุ่นวายของเมืองมาสูดอากาศเงียบ ๆ สักครึ่งวัน
ไฮไลต์คือตัวเรือนไม้สักทั้งหลังที่เก็บของใช้ เฟอร์นิเจอร์ และภาพถ่ายของครอบครัวไว้เหมือนวันที่ยังมีคนอยู่จริง การเข้าชมเป็นแบบมีไกด์พาเดินเป็นรอบ ซึ่งรีวิวจริงส่วนใหญ่ชมว่าไกด์เล่าเรื่องสนุก รู้ลึกทั้งเรื่องบ้าน เรื่องธุรกิจ และชีวิตของตระกูลนายเลิศ หลายคนที่พาเพื่อนต่างชาติมาก็บอกว่ามีรอบไกด์ภาษาอังกฤษที่พูดคล่อง เดินชมเสร็จอย่าลืมแวะสวนริมคลองแสนแสบ มุมศาลพระพิฆเนศ และร้าน Ma Maison ในบริเวณที่เป็นจุดนั่งพักจิบกาแฟถ่ายรูปสวย ๆ
เรื่องค่าเข้ากับเวลาเปิดต้องเช็กให้ดีก่อนไป ปกติเปิดวันพุธถึงวันอาทิตย์ เข้าชมเป็นรอบตามเวลาที่กำหนด (เช่น รอบเช้าและรอบบ่าย) ค่าเข้าผู้ใหญ่ประมาณ 350 บาท นักเรียนนักศึกษาราว 150 บาท และเด็กตัวเล็กเข้าฟรี ราคานี้ถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับพิพิธภัณฑ์บ้านที่ดูแลดีขนาดนี้ ข้อควรรู้คือรอบทัวร์มีจำกัดและบางวันอาจปิดเพราะมีงานส่วนตัว แนะนำให้โทรจองหรือเช็กเพจก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
ที่นี่ยอดนิยมเพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในกรุงเทพที่ยังรักษาเรือนไทยเก่าแก่ไว้ได้สมบูรณ์ พร้อมสวนใหญ่กลางย่านธุรกิจ คะแนนรีวิวบน Google อยู่ที่ราว 4.6 จากคนเข้าชมจำนวนมาก ส่วนใหญ่ประทับใจความเงียบสงบ งานไม้ที่ประณีต และการเล่าเรื่องที่ทำให้เห็นภาพกรุงเทพยุคเปลี่ยนผ่าน มาแล้วได้ทั้งความรู้ ได้พักใจ และได้รูปสวยกลับบ้าน
ศาลเจ้าแม่ทับทิม สวนนายเลิศ (Chao Mae Tuptim Shrine)
ศาลเจ้าแม่ทับทิม สวนนายเลิศ คือหนึ่งในศาลเจ้าที่แปลกและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดของกรุงเทพฯ จุดขายคือ "ศาลปลัดขิก" ที่มีรูปสลักปลัดขิกไม้และหินวางเรียงรายเต็มพื้นที่ใต้ต้นไทรใหญ่ มีตั้งแต่ชิ้นเล็กเท่าฝ่ามือไปจนถึงชิ้นใหญ่สูงกว่าตัวคน หลายชิ้นผูกริบบิ้นสีสด บ้างทาสีชมพู ต้นเรื่องมาจากคุณเลิศ (นายเลิศ) นักธุรกิจรุ่นเก่าที่เก็บศาลลอยน้ำในคลองแสนแสบขึ้นมาตั้งไว้ริมที่ดินของตัวเองเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แล้วชาวบ้านเชื่อว่าเจ้าแม่ทับทิมให้พรเรื่องความอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็นที่ขอลูก-ขอโชคที่คนแห่มาไหว้กันจนถึงวันนี้
เหมาะกับสายมูที่อยากขอลูก คู่รักที่พยายามมีบุตร และนักท่องเที่ยวที่ชอบมุมแปลกไม่เหมือนใครกลางเมือง คนที่มาขอส่วนใหญ่ถวายพวงมาลัย ดอกบัว ธูปเทียน ผลไม้ และที่เห็นบ่อยคือน้ำแดง (แฟนต้าแดง) วางไว้เต็มโต๊ะ บางคนถึงกับนำชุดผ้าไหมมาแขวนถวายใต้ต้นไทร บรรยากาศเงียบ ร่มรื่น อยู่ในซอกมุมริมคลองแสนแสบ ให้ความรู้สึกลึกลับปนขลังแบบที่หาไม่ได้ทั่วไป
ทำเลอยู่หลังโรงแรม Mövenpick BDMS Wellness (ที่ดินเดิมของ Swissôtel นายเลิศ) ริมคลองแสนแสบ ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เดินจาก BTS เพลินจิตหรือ Central Embassy มาได้ไม่ไกล ปัจจุบันตัวศาลถูกย้ายมาอยู่ในบริเวณบ้านปาร์คนายเลิศ (Nai Lert Park Heritage Home) ตัวศาลเข้าชมได้ฟรี ส่วนพิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศมีค่าเข้าแยกต่างหาก เปิดกลางแจ้งช่วงกลางวัน
ข้อควรรู้: รีวิวจากนักท่องเที่ยวหลายคนบอกตรงกันว่าหลังย้ายที่ จำนวนปลัดขิกลดลงจากหลักร้อย-หลักพันในจุดเดิมเหลือน้อยกว่าเก่ามาก บางคนที่เคยเห็นของเดิมเลยรู้สึกว่าจุดใหม่เล็กและจัดเรียบร้อยเกินไป หาทางเข้าค่อนข้างยากเพราะซ่อนอยู่ด้านใน แนะนำให้ถามพนักงานแถวนั้นหรือเปิดหมุด Google Maps ไว้ ถ้ามาสายมูจริงจังคงยังคุ้มค่าไหว้ แต่ถ้าคาดหวังภาพปลัดขิกเต็มลานแบบในรูปเก่า อาจต้องทำใจไว้บ้าง
งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ (Nai Lert Flower & Garden Art Fair)
งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ หรือ Nai Lert Flower & Garden Art Fair คืองานจัดสวนดอกไม้ประจำปีกลางกรุงที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2529 ในสวนเก่าแก่ของบ้านปาร์คนายเลิศ ย่านเพลินจิต งานนี้เหมาะกับสายถ่ายรูป คนรักต้นไม้ดอกไม้ และครอบครัวที่อยากหามุมสีเขียวสวย ๆ ในเมือง แต่ละปีจะมาในธีมใหม่ (ครั้งล่าสุดคือ "Garden of Tomorrow") เนรมิตพื้นที่สวนให้เต็มไปด้วยแปลงดอกไม้ ประติมากรรมดอกไม้จากพันธมิตรกว่า 20 ผลงาน และงานศิลปะจัดวางทั่วบริเวณ
ไฮไลต์ที่คนพูดถึงกันเยอะคือมุมสวนวงกต (The Maze Garden) ที่ตกแต่งด้วยประติมากรรมผ้าไทยร่วมสมัย และโซนไม้เมืองหนาวอย่างทิวลิปที่ยกมาปลูกกลางกรุงในโรงเรือนกระจก รีวิวจริงหลายคนชมว่าจัดสวนสวย มุมถ่ายรูปเยอะ มีพรมดอกไม้ ประติมากรรม และร้านอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดังมาออกบูทให้เดินชิม ใครมาช่วงเย็นค่ำจะได้เจอโซนไฟประดับ แสง สี ที่เริ่มราวหกโมงเย็นเป็นต้นไป บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกแบบ
ค่าเข้าไม่แพง ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก นักเรียน นักศึกษา และผู้พิการ 100 บาท และรายได้ทั้งหมดยกให้การกุศล ทำเลอยู่ในซอยสมคิด ถนนเพลินจิต เดินจาก BTS เพลินจิตหรือ Central Embassy มาได้สบาย งานปกติจัดช่วงปลายเดือนธันวาคม เปิดราว 10:00–22:00 น. ต่อเนื่องหลายวัน
ข้อควรรู้: งานนี้คนแน่นทุกปีโดยเฉพาะช่วงเย็นวันหยุดและช่วงถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ถ้าไม่อยากเบียดแนะนำมาช่วงเปิดตอนสายหรือบ่ายต้น ที่จอดรถมีจำกัดมาก มา BTS สะดวกกว่า และควรเช็กวันจัดงานปีล่าสุดจากเพจทางการก่อนเดินทาง เพราะเป็นงานประจำปีที่มีเฉพาะไม่กี่วัน
วัดพระมหาไถ่ (Holy Redeemer Church)
วัดพระมหาไถ่ หรือ Holy Redeemer Church คือโบสถ์คาทอลิกที่แปลกตาที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เพราะสร้างเป็นทรงไทยเต็มตัว หลังคาจั่วซ้อนชั้นมีช่อฟ้าใบระกาแบบวัดไทย แต่ข้างในกลับเป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจริง ๆ ตั้งอยู่ในซอยร่วมฤดี ย่านสถานทูตติดถนนวิทยุ เดินจาก BTS เพลินจิตไม่ไกล ใครชอบสถาปัตยกรรมแปลก ๆ หรืออยากหามุมสงบกลางเมือง ที่นี่เหมาะมาก คณะพระมหาไถ่ (Redemptorists) ตั้งวัดตั้งแต่ปี 1949 และสร้างตัวโบสถ์เสร็จปี 1954 จึงถือเป็นหมุดหมายเก่าแก่ของชาวคาทอลิกในกรุงเทพฯ
ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือตัวหลังคาทรงไทยซ้อนกันหลายชั้น ที่เห็นแล้วนึกว่าวัดพุทธ แต่พอเข้าไปข้างในจะเจอแท่นบูชา ไม้กางเขน และกระจกสีสวยงามแบบโบสถ์ฝรั่ง เป็นการผสมสองวัฒนธรรมที่หาดูยาก หลายรีวิวบอกตรงกันว่าข้างในเย็นสบาย ลมโกรกดี เงียบสงบกว่าถนนข้างนอกมาก บางคนแวะมานั่งพักใจ บางคนตั้งใจมาร่วมมิสซา โดยเฉพาะรอบภาษาอังกฤษที่มีคนต่างชาติมากันเยอะ ช่วงคริสต์มาสกับอีสเตอร์ที่นี่ตกแต่งสวยเป็นพิเศษ
เข้าชมฟรี ไม่มีค่าเข้า เปิดทุกวันประมาณ 06:30–19:00 น. มีมิสซาทั้งภาษาไทยและอังกฤษหลายรอบต่อวัน ถ้าอยากถ่ายรูปหรือเดินชมเงียบ ๆ แนะนำเลี่ยงช่วงมีพิธี ทำเลถือว่าเดินทางง่าย อยู่กลางย่านเพลินจิต-วิทยุ ใกล้ Central Embassy สวนนายเลิศ และสถานทูตหลายประเทศ จะแวะก่อนหรือหลังช้อปปิ้งก็สะดวก
ที่นี่ได้คะแนนรีวิว Google สูงถึง 4.7 จากผู้รีวิวหลายพันคน สะท้อนว่าทั้งคนไทยและต่างชาติชอบ ข้อควรรู้คือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังใช้ประกอบพิธีจริง ควรแต่งกายสุภาพ สำรวม ปิดเสียง และเคารพผู้ที่มาสวดภาวนา ถ่ายรูปได้แต่อย่ารบกวนพิธี
ถนนวิทยุ ย่านสถานทูต (Wireless Road Embassy Walk)
ถ้าเบื่อภาพกรุงเทพฯ ที่แออัดร้อนอบอ้าว ลองมาเดินเล่น "ถนนวิทยุ" (Wireless Road) ช่วงตั้งแต่แยกเพลินจิตยาวลงมาถึงพระราม 4 ดู แล้วจะรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกเมือง ที่นี่คือถนนที่มีสถานทูตหนาแน่นที่สุดในไทย รวมกว่า 19 แห่ง ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น รั้วสถานทูตแต่ละหลังกินพื้นที่เป็นสวนใหญ่ ๆ ทำให้ทั้งย่านเงียบ โปร่ง และร่มรื่นด้วยต้นก้ามปูอายุนับร้อยปีสองข้างทางกับเกาะกลางถนน หลายคนที่เคยมาบอกตรงกันว่า "ไม่คิดว่ากลางเมืองจะมีถนนเขียวขนาดนี้" เหมาะกับสายเดินถ่ายรูป คนชอบสถาปัตยกรรม และใครที่อยากหนีความวุ่นวายสัก 1-2 ชั่วโมง
ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือการเดินเก็บภาพรั้วและอาคารสถานทูตเก่า ๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ แวะดูศาลพระภูมิสวย ๆ ริมทาง ต่อด้วยการเข้า "บ้านปาร์คนายเลิศ" (Nai Lert Park Heritage Home) บ้านไม้เก่าในสวนร่มรื่นที่เปิดให้เข้าชม แล้วปิดท้ายที่ Central Embassy ห้างหรูหัวถนนไว้นั่งพักแอร์เย็น ๆ กินของอร่อย ใครมีแรงเดินต่อก็ข้ามไปสวนลุมพินีที่อยู่ติดกันได้เลย เส้นทางเดินหลัก ๆ ยาวราว 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินสบาย ๆ ไม่ถึงชั่วโมงถ้าไม่แวะเยอะ
เรื่องงบสบายมาก ตัวถนนเดินฟรี ไม่มีค่าเข้า แค่ค่าเดินทาง BTS มาลงเพลินจิตแล้วเดินต่อได้เลย จะมีค่าใช้จ่ายก็ตอนเข้าบ้านปาร์คนายเลิศหรือกินช้อปใน Central Embassy เท่านั้น ทำเลอยู่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ต่อรถง่ายสุดคือ BTS เพลินจิต ทางออกไปหัวถนนวิทยุ ถนนเปิดตลอด แต่ช่วงที่สวยและร่มที่สุดคือเช้า ๆ หรือบ่ายแก่ ๆ แดดอ่อน
ข้อควรรู้นิดหน่อย บริเวณนี้เป็นเขตสถานทูต มีจุดที่ห้ามถ่ายรูปหรือมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ถ่ายวิวถนนกับต้นไม้ได้ปกติ แต่เลี่ยงจ่อกล้องเข้าไปในรั้วหรือประตูสถานทูตจะดีกว่า ทางเท้าบางช่วงแคบและมีมอเตอร์ไซค์ เดินระวังนิดนึง ที่คนชอบมาเพราะมันคือมุมกรุงเทพฯ ที่สงบ เขียว และมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้ค่อย ๆ ซึมซับ ต่างจากย่านท่องเที่ยวทั่วไปจริง ๆ
🛏️ ที่พักย่านเพลินจิต-วิทยุ
พักในย่านเพลินจิต-วิทยุแล้วเดินเที่ยวได้ทั้งวันไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ย่านนี้ใกล้ BTS เพลินจิต ติด Central Embassy และเดินถึงสวนนายเลิศ มีตั้งแต่โรงแรมหรูริมถนนวิทยุไปจนถึงเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และที่พักราคาประหยัดในซอยร่วมฤดี เช็กราคาและห้องว่างจาก Agoda, Booking และ Trip.com เทียบกันได้เลย
🔍 เช็คราคาที่พักย่านเพลินจิต-วิทยุ (Agoda)Park Ventures Ecoplex (ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์)
ถ้าใครเดินออกจาก BTS เพลินจิตแล้วสะดุดตากับตึกกระจกทรงโค้งเหมือนสองมือพนมไหว้ นั่นแหละคือ Park Ventures Ecoplex (ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์) ตึกออฟฟิศเกรดเอที่หัวมุมถนนวิทยุตัดเพลินจิต จุดขายจริง ๆ ของที่นี่คือดีไซน์ สถาปนิก Palmer & Turner ออกแบบให้รูปทรงตึกได้แรงบันดาลใจจากท่า "ไหว้" และดอกบัวตูม เลยได้เส้นสายโค้งนุ่มที่หาไม่ได้จากตึกสี่เหลี่ยมทั่วไป และที่สายสถาปัตย์ต้องรู้คือ มันเป็นอาคารแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรอง LEED Platinum ระดับสูงสุดด้านอาคารเขียว
เหมาะกับใคร ตอบตรง ๆ ว่าที่นี่เป็นอาคารสำนักงาน ไม่ใช่ห้างเดินเล่น แต่ถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูปสถาปัตยกรรม ชอบเก็บภาพเส้นสายอาคารกับกระจกสะท้อนแสง ตรงนี้เป็นมุมที่คนแวะถ่ายกันบ่อย โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แดดเฉียงกระทบผิวกระจก หรือใครเดินย่านเพลินจิต-วิทยุอยู่แล้วก็เดินผ่านชมได้สบาย รอบตึกมีพื้นที่สีเขียวกว่า 25% ใช้ระบบรีไซเคิลน้ำ (Grey Water) รดต้นไม้ บรรยากาศเลยร่มรื่นกว่าตึกออฟฟิศทั่วไปในย่าน CBD
เรื่องค่าเข้า ไม่มีค่าเข้า เพราะเป็นพื้นที่อาคารสำนักงานและร้านค้าชั้นล่าง เดินถ่ายรูปด้านนอกได้ฟรี ส่วนภายในมีร้านค้า คาเฟ่ ธนาคาร และที่หลายคนรู้จักคือโรงแรม The Okura Prestige Bangkok ที่อยู่ในอาคารเดียวกัน ทำเลนับว่าสะดวกมาก เชื่อมตรงกับ BTS เพลินจิต เดินข้ามไป Central Embassy ได้ ใกล้ถนนวิทยุย่านสถานทูตและสวนนายเลิศ
ข้อควรรู้ก่อนไป เนื่องจากเป็นตึกออฟฟิศจริง ๆ พื้นที่โซนสำนักงานเข้าได้เฉพาะคนที่มีธุระ ไม่ใช่จุดท่องเที่ยวแบบเข้าไปเดินทั้งตึก เสน่ห์หลักอยู่ที่การเก็บภาพตัวอาคารจากด้านนอกและโถงล่าง ถ้าอยากได้แสงสวยแนะนำช่วงสาย ๆ หรือเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก แล้วต่อด้วยการเดินเล่นย่านเพลินจิตที่มีทั้งห้างและคาเฟ่รอบตัว
ออลซีซั่นส์ เพลส ร่วมฤดี (All Seasons Place)
ถ้าใครเลื่อนฟีดเจอรูปคนยืนบนทางม้าลายกลางตึกกระจกสูง แสงเย็นสวย ๆ แล้วนึกว่าเพื่อนบินไปนิวยอร์ก บอกเลยว่าหลายรูปถ่ายที่นี่ — ออลซีซั่นส์ เพลส ในซอยร่วมฤดี ถนนวิทยุ คอมเพล็กซ์ตึกออฟฟิศ 3 อาคาร (M.Thai Tower, CRC Tower, Capital Tower) ที่ล้อมลานกว้างสไตล์ต่างประเทศ กลายเป็นจุดถ่ายรูปลับใจกลางเพลินจิตที่สายแฟชั่นและน้อง ๆ ที่จะถ่ายชุดครุยรับปริญญาชอบมาก เพราะได้ฟีลเมืองนอกแบบไม่ต้องบินไปไหน
ไฮไลต์ที่คนมาตามหาคือมุมทางม้าลายกับแนวตึกกระจก ถ่ายมุมไหนก็ได้ความเป็นเมืองนอก รีวิวจริงจากสายถ่ายรูปเกือบทุกคนบอกตรงกันว่าให้มาช่วงบ่ายสามถึงสี่โมงครึ่ง แสงกำลังสวยที่สุด ระหว่างรอแสงก็เดินเข้าไปในตัวอาคารได้ ข้างในมีร้านอาหารทั้งไทย ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาเลียน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟ ฟู้ดคอร์ตชั้น 3 ราคาพนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงร้านหรูติดโรงแรม Conrad ที่เชื่อมกับคอมเพล็กซ์นี้พอดี
เรื่องงบสบายมาก เดินเล่นถ่ายรูปในลานไม่มีค่าเข้า จ่ายเฉพาะค่ากินค่าช้อปตามใจ การเดินทางง่ายสุด ๆ ลง BTS เพลินจิต ทางออก 2 เดินราว 5 นาที หรือจะขึ้นรถ shuttle ฟรีของอาคารก็ได้ ทำเลอยู่กลางย่านสถานทูตถนนวิทยุ ใกล้ Central Embassy กับสวนนายเลิศ เดินต่อเที่ยวได้อีกหลายที่
ข้อควรรู้เล็กน้อย ที่นี่เป็นตึกออฟฟิศจริง ไม่ใช่ห้างเที่ยวเต็มรูปแบบ วันธรรมดาช่วงพักเที่ยงคนเยอะเพราะพนักงานลงมากิน ส่วนถ่ายรูปแนะนำวันหยุดหรือช่วงบ่ายแก่ ๆ จะโล่งกว่า และควรถ่ายในบริเวณลานสาธารณะ เลี่ยงเข้าไปในโซนที่เป็นทางเข้าออกออฟฟิศ เพราะมี รปภ. ดูแลพื้นที่อยู่ ถ้าเคารพกติกาก็ถ่ายได้สบาย ๆ ได้รูปสวยกลับบ้านแน่นอน
Akara Sky Hanuman — Bangkok Reflection
ถ้าคุณยืนอยู่บนชั้น 58 ของ One City Centre แล้วมองลงไปผ่านพื้นกระจกเงา จะรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ลอยอยู่ใต้เท้า นั่นคือ Bangkok Reflection หนึ่งในไฮไลต์ของ Akara Sky Hanuman — ประสบการณ์บนฟ้าที่ผสมมุมมองเมือง 360 องศาเข้ากับศิลปะอิมเมอร์ซีฟ วัฒนธรรมไทย และบาร์ระฟ้าในที่เดียว ตัวอาคารเชื่อมตรงกับ BTS เพลินจิต เดินแค่ราว 100 เมตรก็ถึง ไม่ต้องง้อรถ
ภายในแบ่งเป็น 10 โซนใน 3 ชั้น โซนที่คนพูดถึงมากสุดคือ Bangkok Reflection ชั้น 58 หอสังเกตการณ์สองชั้นปูพื้นกระจกเงา จนขอบฟ้ากับพื้นกลายเป็นภาพสะท้อนซ้อนกัน ถัดมามีห้อง Virtual Sky Lantern ที่โปรเจกต์ภาพโคมลอยดิจิทัลลอยขึ้นฟ้าคล้ายยี่เป็ง ส่วนชั้น 61 เป็นดาดฟ้าเปิดโล่ง มี Sky Night Market สตรีตฟู้ดความสูง และ Hanuman Sky Bar พร้อมดีเจและโชว์วัฒนธรรมทุกคืน
รอบกลางวัน (11.00–15.30 น.) เหมาะกับคนอยากชมวิวกว้างและถ่ายรูปแบบไม่แออัด บัตรเริ่มราว 890 บาท รวมเครื่องดื่ม Signature 1 แก้ว ส่วน Sunset Pass ราว 1,500 บาท ดูได้ทั้งแสงทองและไฟเมืองในทริปเดียว ควรจองบัตรออนไลน์ล่วงหน้าเพราะแต่ละรอบมี time slot กำหนด แต่เข้าแล้วไม่จำกัดเวลาในรอบนั้น
ทำเลอยู่ที่ 548 One City Centre ถนนเพลินจิต ปทุมวัน ลงจาก BTS เพลินจิตแล้วเดิน skywalk เข้าตึกได้เลย ไม่เกิน 3 นาที เหมาะกับคู่รัก กลุ่มเพื่อน และคนที่อยากเห็นกรุงเทพฯ ในมุมที่ไม่เคยเห็น
ซอยร่วมฤดี ลิตเติลอินเดีย (Ruamrudee / Little India)
ซอยร่วมฤดีคือซอยลับกลางเมืองที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เดินผ่านไม่รู้ตัว ทั้งที่มันอยู่ห่าง BTS เพลินจิตแค่ไม่กี่นาที ซอยเส้นนี้เชื่อมถนนวิทยุกับสุขุมวิท ทะลุผ่านย่านสถานทูตที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และบ้านเก่า จุดที่ทำให้คนเรียกมันว่า "ลิตเติลอินเดีย" คือชุมชนคนอินเดีย-ตะวันออกกลางที่มาตั้งรกรากรอบ ๆ นานหลายสิบปี เลยมีทั้งร้านอาหารอินเดียเหนือ ร้านเลบานีสฮาลาล ปนกับคาเฟ่ฝรั่งเศส ร้านอิตาเลียน และบาร์ไวน์แบบฝรั่ง เหมาะกับคนที่เบื่อห้างแล้วอยากเดินหาของกินนานาชาติในบรรยากาศเงียบ ๆ ที่ไม่เหมือนสุขุมวิทเส้นหลัก
ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ "โบสถ์พระมหาไถ่" (Holy Redeemer Church) โบสถ์คาทอลิกที่สร้างเป็นทรงไทยหลังคาซ้อนสีแดง-ทอง มองแวบแรกนึกว่าวัดพุทธ สวยจนได้คะแนนกูเกิล 4.7 จากรีวิวหลายพัน คนรีวิวจริงชอบตรงที่งานสถาปัตยกรรมกลมกลืนกับความเป็นไทยแบบหาที่อื่นยาก มีมิสซาภาษาอังกฤษทุกวัน เลยเป็นที่รวมชาวต่างชาติคาทอลิกในกรุงเทพฯ ต่อให้ไม่ได้นับถือศาสนานี้ก็เดินเข้าไปชมสถาปัตยกรรมและถ่ายรูปได้ บรรยากาศในโบสถ์ร่มรื่น มีพัดลมเป่าเย็นสบาย ไม่ต้องแต่งตัวเป็นทางการมาก แค่สุภาพก็พอ
เรื่องงบ เดินเล่นชมซอยและเข้าโบสถ์ฟรี ส่วนมื้ออาหารมีตั้งแต่ข้าวแกงกะหรี่จานเดียวราว 150 บาท ไปจนถึงร้านอินเดียเหนือหรือเลบานีสแบบนั่งยาว 400–600 บาทต่อคน หลายร้านมีเมนูอังกฤษและทำฮาลาล เมนูมังสวิรัติก็หาได้ไม่ยากในโซนอาหารอินเดีย ทำเลปักหมุดง่าย เดินจากทางออก BTS เพลินจิตหรือฝั่ง Central Embassy เข้าซอยได้เลย ร้านส่วนใหญ่เปิดช่วงกลางวันยาวถึงค่ำ
ข้อควรรู้: ซอยร่วมฤดีเป็นเขตที่พักอาศัยและสถานทูต ตอนกลางวันเงียบและร่ม เดินสบาย แต่บางร้านคึกคักเฉพาะช่วงเย็นหลังเลิกงานของชาวออฟฟิศ-เอ็กซ์แพต ถ้าจะเข้าโบสถ์ควรเช็กตารางมิสซาก่อน เพราะช่วงพิธีจะไม่สะดวกให้เดินชมทั่ว มาช่วงสาย-บ่ายจะได้บรรยากาศสงบที่สุด
One Bangkok — ลานศิลปะสาธารณะ Wireless Road
ไม่กี่ก้าวจาก BTS เพลินจิต มีพื้นที่สาธารณะที่หลายคนยังไม่รู้จักดีพอ — ลาน Public Art Collection ของ One Bangkok บนถนนวิทยุ คอมเพล็กซ์มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดให้ทุกคนเดินชมงานศิลปะชั้นนำได้ฟรี ไม่มีค่าเข้า ไม่ต้องจอง
ไฮไลต์คือ S-Curve ของ Anish Kapoor ประติมากรรมสแตนเลสขัดเงาผิวโค้งที่สะท้อนภาพคนดู ท้องฟ้า และอาคารรอบข้างในมุมบิดเบี้ยวน่าทึ่ง ถัดไปคือ It Is, It Isn't ของ Tony Cragg สูง 7.8 เมตรที่เปลี่ยนรูปตามมุมมอง รวมถึง Fly ประติมากรรมสำริดขนาดใหญ่ที่สุดของ Alex Face ศิลปินสตรีตอาร์ตไทย และ Zero ของ Elmgreen & Dragset ทั้งหมดตั้งกระจายตลอดเส้นทางศิลปะยาวกว่า 2 กิโลเมตร
นอกจากงานกลางแจ้ง ยังมี The Wireless House อาคารปี ค.ศ. 1914 ที่เล่าประวัติสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของไทย เดินเข้าชมได้ฟรี มีแอป Audio Guide ให้สแกน QR ฟังคำอธิบายทั้งไทยและอังกฤษ บรรยากาศรอบคอมเพล็กซ์เปิดโล่ง ร่มรื่น เดินสบายทั้งเช้าและเย็น
ที่ตั้งอยู่ถนนวิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน ทางง่ายสุดคือ MRT ลงสถานีลุมพินีแล้วเดินเข้าโครงการ หรือขึ้น BTS เพลินจิตแล้วต่อ shuttle ฟรีทุก 15 นาทีจาก Mahatun Plaza เหมาะกับคนชอบศิลปะ นักถ่ายรูป ครอบครัว หรือใครที่อยากเดินพักแดดในย่านที่เงียบกว่าสุขุมวิท
จองตั๋วและทัวร์เที่ยวกรุงเทพฯ
อยากเที่ยวหลายจุดในวันเดียวโดยไม่ต้องต่อคิว จองตั๋วเข้าชมและทัวร์เดินเมืองล่วงหน้าผ่าน Klook หรือ GetYourGuide ได้ มีทั้งทัวร์เดินชมย่านเก่า ทัวร์คาเฟ่-อาหาร และตั๋วแบบมีไกด์พาเที่ยว เหมาะกับคนที่อยากได้คนแนะนำและประหยัดเวลา จองก่อนไปสบายใจกว่า
💡 รู้ก่อนไปเที่ยวที่ย่านเพลินจิต-วิทยุ
ลง BTS สถานีเพลินจิต (สายสุขุมวิท) เดินหรือต่อ Grab ระยะสั้นถึงสวนนายเลิศ ถนนวิทยุ และซอยร่วมฤดี ช่วงเร่งด่วนรถติดหนัก BTS เร็วกว่าขับรถมาก
ค่าเข้าบ้านปาร์คนายเลิศและงานดอกไม้รับทั้งเงินสดและบัตร แต่ร้านเล็กหรือของกินในงานหลายเจ้ารับเงินสดอย่างเดียว ควรมีแบงก์ย่อยติดตัว
บ้านปาร์คนายเลิศเปิดวันพุธ-อาทิตย์เท่านั้น และทัวร์นำชมเป็นรอบ (9.30/11.30/14.30/16.30) ควรจองหรือเช็กเวลาล่วงหน้า เลี่ยงมาวันจันทร์-อังคารที่ปิด
รอบเช้าแดดไม่แรง คนน้อยกว่า เดินชมสวนกับถ่ายรูปสบายกว่า ช่วงบ่ายอากาศร้อนและงานดอกไม้ปลายธันวาคมคนแน่นมาก
คาเฟ่และร้านในสวนนายเลิศ École Ducasse และร้านในซอยร่วมฤดีมีเมนูภาษาอังกฤษ พนักงานพอสื่อสารได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา
ที่เที่ยวย่านนี้อยู่ใกล้กันเดินถึงเกือบหมด ถนนวิทยุ-ร่วมฤดีร่มรื่นเดินได้ แต่ระยะรวมพอสมควร รองเท้าสบาย ๆ กับร่มกันแดดช่วยได้เยอะ
วางแผนเที่ยวเพลินจิต-วิทยุ ให้ครบวันเดียว
เริ่มเช้าที่บ้านปาร์คนายเลิศเพราะเปิดวันพุธ-อาทิตย์ และมีทัวร์นำชมเป็นรอบ 9.30, 11.30, 14.30 และ 16.30 น. เลือกรอบเช้าจะได้แดดไม่แรงและคนน้อย เดินชมเรือนไม้สักกับสวนเสร็จแวะกินอาหารเช้าไทยย้อนยุคที่ Samantao Heritage Coffee หรือเพสตรี้ฝรั่งเศสที่ École Ducasse Bangkok Café ทั้งสองร้านอยู่ในสวนเดียวกัน
ช่วงบ่ายเดินออกมาทางถนนวิทยุกับซอยร่วมฤดี ชมโบสถ์คริสต์ทรงไทยที่วัดพระมหาไถ่ ผ่านย่านสถานทูตที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แล้วปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปตึกกรีนดีไซน์ Park Ventures Ecoplex กับลานกว้างที่ All Seasons Place ใครสายมูอย่าลืมแวะศาลเจ้าแม่ทับทิมด้านหลัง Swissotel ไปขอพร ทั้งหมดนี้เดินถึงกันได้เกือบหมด
อยากเที่ยวย่านเพลินจิต-วิทยุแบบสบาย ๆ พักในย่านนี้สักคืนจะเดินเที่ยวได้เต็มที่ ไม่ต้องรีบ มีโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ใกล้ BTS เพลินจิตให้เลือกหลายระดับ
ดูที่พักย่านเพลินจิต-วิทยุ

